ออกตัวก่อนว่า
- ตัวเอง น้อง พ่อแม่ (เกษียณ)
ทำรัฐบาล, ไม่ทำ part-time เอกชน
รายได้วัย 45 ปี = 1 แสน
- เป็น specialist ด้าน minor ในตัวจังหวัด
ไม่ได้มีส่วนได้-เสีย กับการที่น้องหมอลาออก
(ขาดเบ๊ที่จะทำงานให้ old staff)
- ไม่คัดค้าน และไม่สนับสนุน ให้หมอลาออก
อยากให้มองว่าหมอ "ก็เป็นคน"
เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น ลาออกถ้า "เหลือทน"
แต่การเหลือทนนั้น เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย
20-30 ปีก่อน ก็มีปัญหางานหนักเช่นนี้
แต่เมื่อ เปรียบเทียบ สมัยก่อน กับ ปัจจุบัน พบว่า
- หมอ "อดทน" สูง
- หมอ นอกระบบรัฐ จะถูกมอง "ด้อยค่า"
หมอ ไม่มีทางเลือกอื่นมาก
- อาชีพอื่นไม่ "ร่ำรวยง่ายๆ"
- ค่าครองชีพ ยังไม่ "พุ่งแรง"
- ยังไม่มี Social network ให้ "ขี้อวด"
- work life balance ยังไม่ "โด่งดัง"
- คนไข้ยังไม่ "หัวรุนแรง"
Intern 1 = ทำงานหนักในตัวจังหวัด
แลกมากับการที่ได้ฝึกฝีมือกับคนไข้จริง
ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง โดยมีรุ่นพี่สอนงาน
+ ได้ใบรับรองเพื่อสมัครเรียนต่อ
หมอจึงมักไม่ลาออก
จุดที่ขาดแคลนหมอ คือ ร.พ.อำเภอ
Intern 2-3 = ทำงานในอำเภอ + อยู่เวร
(เทียบรายได้กับอาชีพอื่น ที่พื้นฐานคล้ายกัน)
ลองคิดว่า ถ้าคุณเป็น
- เด็กมัธยมที่เก่ง
- เรียนมหาวิทยาลัย คณะดัง รายได้ดี
(วิศวะ สถาปัตถ์ บัญชี บริหาร ...)
- จบ ป.โท + ฝึกงาน 1 ปี
(หมอเรียน 6 ปี + เพิ่มพูนทักษะ 1 ปี)
- ทำงานที่ต้องรับผิดชอบเอง เทียบระดับ manager
(หมอต้องรับผิดชอบชีวิตคนไข้เอง)
- ต้องไปทำงานใน "อำเภอ" ไม่ได้อยู่บ้าน
(ไม่มีเงินค่าต่างจังหวัดแบบอาชีพอื่น)
- ทำงาน 8 ชม./วัน สัปดาห์ละ 5 วัน
- "บังคับ OT" อย่างน้อย 40 ชม./สัปดาห์
(เทียบอาชีพอื่น 8-24 น. จ-ศ
แต่หมอ OT 1,800 บาท / 16 ชม.)
ควรได้เงินเท่าไหร่
--> นั่นแหละควรเป็นรายได้ Intern 2-3
ดังนั้นอย่ามองว่าหมอที่ลาออกนั้นเห็นแก่ตัว
เพราะหมอก็เป็นคน
ควรมีทางเลือกชีวิต เช่นเดียวกับอาชีพอื่น
นอกจากนั้นถ้าลาออก
หมอยังต้องเสียค่าปรับตามสัญญา
ไม่ได้เล่นโกงเกมแต่อย่างไร
อย่ามองว่าค่าปรับ 400,000 บาท น้อยเกินไป
ถ้าไม่เพียงพอ รัฐคงไม่ตั้งราคานี้มา 20-30 ปี แล้ว
ค่าอุปกรณ์ต่างๆที่รัฐสนับสนุนนั้น ผลประโยชน์ตกแก่
- คนไข้ ได้ใช้ของดี ราคา 30 บาท
- อาจารย์/specialist ได้ใช้ของดี/ทันสมัย
- แพทย์ประจำบ้าน ได้ฝึกใช้อุปกรณ์
- นักศึกษาแพทย์ ได้อะไร ?
(เป็นเพียง observer, แรงงานฟรี)
ถ้ารัฐบาลอยากแก้ไขปัญหาการขาด Intern 2-3
ก็ต้องปรับลดงาน หรือ ปรับเพิ่มรายได้
เมื่ออุปสงค์ = อุปทาน
--> หมอก็จะอยู่ในระบบรัฐมากขึ้น
เพราะหมอ "ส่วนใหญ่" มีพื้นฐานจิตใจอยากช่วยเหลือ
แต่ต้องไม่ใช่ ช่วยคนอื่น จนตัวตาย
(ช่วง Intern ผมยกเวร OT ให้เพื่อน เลยอยู่ได้,
โชคดีมีเพื่อนอึด และต้องการเงินแม้ราคาถูก)
ถ้ารัฐบาลเพิ่มแรงจูงใจให้หมอไม่ได้
ก็ไม่จำเป็นต้องหาทางบังคับคนที่จะลาออก
ปล่อยไปตามระบบอุปสงค์-อุปทาน
แบบที่เป็นมา 20-30 ปี สังคมก็ปรับตัวกันได้
จะผลิตแพทย์เพิ่ม
- ก็ควรหาสถาบันที่เต็มใจ
- หรือสถาบันใหม่
แต่อย่าลืมว่าของดีราคาถูกนั้นหายาก
- ไม่ใช่บังคับสถาบันเดิม ให้เพิ่ม work load
ไม่เช่นนั้น จะทำให้เกิดการลาออกในระดับบน
"การเพิ่มราคาให้หมาะสม นั้นง่ายกว่าการผลิตใหม่"
ใช้ทุน 3 ปี ในเวลาราชการ --> รับได้
"บังคับ OT" --> รับไม่ได้
วิธีแก้ไขของรัฐบาล
- เพิ่มเงิน OT จนถึงขั้นจูงใจหมอให้อยู่เวร,
เพิ่มสูงจนมีหมอสนใจอยู่เวร
- ถ้าไม่มีใครสนใจเงินแค่นั้น ก็แค่ปิดห้องฉุกเฉิน,
ให้คนไข้ไปห้องฉุกเฉินที่ อ.เมือง,
มันจะคัดเคสที่ไม่ฉุกเฉินจริง ออกไปได้
เพราะเดินทางนาน
- การเพิ่มเงินค่าปรับ ไม่ยุติธรรม
เพราะรัฐสนับสนุนนักศึกษาแพทย์น้อย,
ประโยชน์จากอุปกรณ์ มักตกไปสู่คนไข้
อาจารย์/specialist แพทย์ประจำบ้าน
- การเพิ่มค่าปรับมากเกินไป
จะทำให้คนเก่งที่มีทางเลือก ไม่เรียนหมอ,
จะเหลือแต่คนไม่เก่ง
คำกล่าวที่ว่า
"เรียนหมอ แล้วรวยกว่าอาชีพอื่น"
"โชคดีแล้วที่เก่ง ได้เรียนหมอ ได้ช่วยคน"
เหมือน MLM ให้มาเรียนหมอเลย
"รู้อยู่แล้วว่าหมองานหนัก แล้วทำไมยังเรียน"
จะมีกี่คนที่รู้อย่างชัดแจ้ง ว่า
- มันหนักมากจริงๆ
- ไม่มีปิดเทอม
- อยู่เวร OT แล้วต่อด้วยงานในเวลา
ถ้าเวรเยิน ก็อดนอน 24+8 = 32 ชม.
.
.
.
เมื่อหมอจบ specialist แล้ว
นั่นคือ กลายร่างเป็นมนุษย์ทั่วไป
มีสิทธิเลือก
- ที่ทำงาน
- lifestyle
(งานเยอะเงินเยอะ, งานน้อยเงินน้อย)
หมอจึงใช้ทุน Intern 1 เพื่อใบเพิ่มพูนทักษะ
อาจใช้ทุน Intern 2-3 ถ้าไม่ เหลือทน
แล้วไปเรียนเป็น specialist
กลับมาทำงานในตัวจังหวัด ไม่ค่อยลาออกแล้ว
มีครอบครัว มีโรงเรียนดีๆให้ลูก
มี work life balance
หรือทำ part-time หาเงินเพิ่ม
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ขาดแคลนแพทย์ในประเทศไทย
แต่เป็นปัญหาขาดแคลน Intern 2-3 ในอำเภอ
และจะเป็นตลอดไป...
ถ้าทำให้หมอ รพ.อำเภอ มีรายได้ 1-1.5 แสน
(เพื่อสู้กับอาชีพอื่น ในเมืองศิวิไลซ์ ได้อยู่บ้าน)
ก็อาจทำให้หมอ Intern 3,000 คน/ปี
ยังอยู่ในระบบรัฐได้ ส่งผลให้งานก็จะไม่หนัก
(เพราะหมอเต็ม รพ.อำเภอ)
และหมอบางส่วน อาจตั้งรกรากถาวร ในอำเภอ
(เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว)
.
.
.
อย่ามองว่าหมอที่ลาออกนั้นเห็นแก่ตัว
- ตัวเอง น้อง พ่อแม่ (เกษียณ)
ทำรัฐบาล, ไม่ทำ part-time เอกชน
รายได้วัย 45 ปี = 1 แสน
- เป็น specialist ด้าน minor ในตัวจังหวัด
ไม่ได้มีส่วนได้-เสีย กับการที่น้องหมอลาออก
(ขาดเบ๊ที่จะทำงานให้ old staff)
- ไม่คัดค้าน และไม่สนับสนุน ให้หมอลาออก
อยากให้มองว่าหมอ "ก็เป็นคน"
เหนื่อยได้ ร้องไห้เป็น ลาออกถ้า "เหลือทน"
แต่การเหลือทนนั้น เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย
20-30 ปีก่อน ก็มีปัญหางานหนักเช่นนี้
แต่เมื่อ เปรียบเทียบ สมัยก่อน กับ ปัจจุบัน พบว่า
- หมอ "อดทน" สูง
- หมอ นอกระบบรัฐ จะถูกมอง "ด้อยค่า"
หมอ ไม่มีทางเลือกอื่นมาก
- อาชีพอื่นไม่ "ร่ำรวยง่ายๆ"
- ค่าครองชีพ ยังไม่ "พุ่งแรง"
- ยังไม่มี Social network ให้ "ขี้อวด"
- work life balance ยังไม่ "โด่งดัง"
- คนไข้ยังไม่ "หัวรุนแรง"
Intern 1 = ทำงานหนักในตัวจังหวัด
แลกมากับการที่ได้ฝึกฝีมือกับคนไข้จริง
ทำผิดบ้าง ถูกบ้าง โดยมีรุ่นพี่สอนงาน
+ ได้ใบรับรองเพื่อสมัครเรียนต่อ
หมอจึงมักไม่ลาออก
จุดที่ขาดแคลนหมอ คือ ร.พ.อำเภอ
Intern 2-3 = ทำงานในอำเภอ + อยู่เวร
(เทียบรายได้กับอาชีพอื่น ที่พื้นฐานคล้ายกัน)
ลองคิดว่า ถ้าคุณเป็น
- เด็กมัธยมที่เก่ง
- เรียนมหาวิทยาลัย คณะดัง รายได้ดี
(วิศวะ สถาปัตถ์ บัญชี บริหาร ...)
- จบ ป.โท + ฝึกงาน 1 ปี
(หมอเรียน 6 ปี + เพิ่มพูนทักษะ 1 ปี)
- ทำงานที่ต้องรับผิดชอบเอง เทียบระดับ manager
(หมอต้องรับผิดชอบชีวิตคนไข้เอง)
- ต้องไปทำงานใน "อำเภอ" ไม่ได้อยู่บ้าน
(ไม่มีเงินค่าต่างจังหวัดแบบอาชีพอื่น)
- ทำงาน 8 ชม./วัน สัปดาห์ละ 5 วัน
- "บังคับ OT" อย่างน้อย 40 ชม./สัปดาห์
(เทียบอาชีพอื่น 8-24 น. จ-ศ
แต่หมอ OT 1,800 บาท / 16 ชม.)
ควรได้เงินเท่าไหร่
--> นั่นแหละควรเป็นรายได้ Intern 2-3
ดังนั้นอย่ามองว่าหมอที่ลาออกนั้นเห็นแก่ตัว
เพราะหมอก็เป็นคน
ควรมีทางเลือกชีวิต เช่นเดียวกับอาชีพอื่น
นอกจากนั้นถ้าลาออก
หมอยังต้องเสียค่าปรับตามสัญญา
ไม่ได้เล่นโกงเกมแต่อย่างไร
อย่ามองว่าค่าปรับ 400,000 บาท น้อยเกินไป
ถ้าไม่เพียงพอ รัฐคงไม่ตั้งราคานี้มา 20-30 ปี แล้ว
ค่าอุปกรณ์ต่างๆที่รัฐสนับสนุนนั้น ผลประโยชน์ตกแก่
- คนไข้ ได้ใช้ของดี ราคา 30 บาท
- อาจารย์/specialist ได้ใช้ของดี/ทันสมัย
- แพทย์ประจำบ้าน ได้ฝึกใช้อุปกรณ์
- นักศึกษาแพทย์ ได้อะไร ?
(เป็นเพียง observer, แรงงานฟรี)
ถ้ารัฐบาลอยากแก้ไขปัญหาการขาด Intern 2-3
ก็ต้องปรับลดงาน หรือ ปรับเพิ่มรายได้
เมื่ออุปสงค์ = อุปทาน
--> หมอก็จะอยู่ในระบบรัฐมากขึ้น
เพราะหมอ "ส่วนใหญ่" มีพื้นฐานจิตใจอยากช่วยเหลือ
แต่ต้องไม่ใช่ ช่วยคนอื่น จนตัวตาย
(ช่วง Intern ผมยกเวร OT ให้เพื่อน เลยอยู่ได้,
โชคดีมีเพื่อนอึด และต้องการเงินแม้ราคาถูก)
ถ้ารัฐบาลเพิ่มแรงจูงใจให้หมอไม่ได้
ก็ไม่จำเป็นต้องหาทางบังคับคนที่จะลาออก
ปล่อยไปตามระบบอุปสงค์-อุปทาน
แบบที่เป็นมา 20-30 ปี สังคมก็ปรับตัวกันได้
จะผลิตแพทย์เพิ่ม
- ก็ควรหาสถาบันที่เต็มใจ
- หรือสถาบันใหม่
แต่อย่าลืมว่าของดีราคาถูกนั้นหายาก
- ไม่ใช่บังคับสถาบันเดิม ให้เพิ่ม work load
ไม่เช่นนั้น จะทำให้เกิดการลาออกในระดับบน
"การเพิ่มราคาให้หมาะสม นั้นง่ายกว่าการผลิตใหม่"
ใช้ทุน 3 ปี ในเวลาราชการ --> รับได้
"บังคับ OT" --> รับไม่ได้
วิธีแก้ไขของรัฐบาล
- เพิ่มเงิน OT จนถึงขั้นจูงใจหมอให้อยู่เวร,
เพิ่มสูงจนมีหมอสนใจอยู่เวร
- ถ้าไม่มีใครสนใจเงินแค่นั้น ก็แค่ปิดห้องฉุกเฉิน,
ให้คนไข้ไปห้องฉุกเฉินที่ อ.เมือง,
มันจะคัดเคสที่ไม่ฉุกเฉินจริง ออกไปได้
เพราะเดินทางนาน
- การเพิ่มเงินค่าปรับ ไม่ยุติธรรม
เพราะรัฐสนับสนุนนักศึกษาแพทย์น้อย,
ประโยชน์จากอุปกรณ์ มักตกไปสู่คนไข้
อาจารย์/specialist แพทย์ประจำบ้าน
- การเพิ่มค่าปรับมากเกินไป
จะทำให้คนเก่งที่มีทางเลือก ไม่เรียนหมอ,
จะเหลือแต่คนไม่เก่ง
คำกล่าวที่ว่า
"เรียนหมอ แล้วรวยกว่าอาชีพอื่น"
"โชคดีแล้วที่เก่ง ได้เรียนหมอ ได้ช่วยคน"
เหมือน MLM ให้มาเรียนหมอเลย
"รู้อยู่แล้วว่าหมองานหนัก แล้วทำไมยังเรียน"
จะมีกี่คนที่รู้อย่างชัดแจ้ง ว่า
- มันหนักมากจริงๆ
- ไม่มีปิดเทอม
- อยู่เวร OT แล้วต่อด้วยงานในเวลา
ถ้าเวรเยิน ก็อดนอน 24+8 = 32 ชม.
.
.
.
เมื่อหมอจบ specialist แล้ว
นั่นคือ กลายร่างเป็นมนุษย์ทั่วไป
มีสิทธิเลือก
- ที่ทำงาน
- lifestyle
(งานเยอะเงินเยอะ, งานน้อยเงินน้อย)
หมอจึงใช้ทุน Intern 1 เพื่อใบเพิ่มพูนทักษะ
อาจใช้ทุน Intern 2-3 ถ้าไม่ เหลือทน
แล้วไปเรียนเป็น specialist
กลับมาทำงานในตัวจังหวัด ไม่ค่อยลาออกแล้ว
มีครอบครัว มีโรงเรียนดีๆให้ลูก
มี work life balance
หรือทำ part-time หาเงินเพิ่ม
ดังนั้น ปัญหาไม่ใช่ขาดแคลนแพทย์ในประเทศไทย
แต่เป็นปัญหาขาดแคลน Intern 2-3 ในอำเภอ
และจะเป็นตลอดไป...
ถ้าทำให้หมอ รพ.อำเภอ มีรายได้ 1-1.5 แสน
(เพื่อสู้กับอาชีพอื่น ในเมืองศิวิไลซ์ ได้อยู่บ้าน)
ก็อาจทำให้หมอ Intern 3,000 คน/ปี
ยังอยู่ในระบบรัฐได้ ส่งผลให้งานก็จะไม่หนัก
(เพราะหมอเต็ม รพ.อำเภอ)
และหมอบางส่วน อาจตั้งรกรากถาวร ในอำเภอ
(เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว)
.
.
.