[ รีวิวหนังดี ] The Death of Robin Hood (2026)

กระทู้สนทนา


++  หนังเรื่องนี้ได้ทำลายภาพจำเกี่ยวกับจอมโจรวีรบุรุษนอกกฎหมายสุดเท่คนนี้ทั้งในนิยาย ในนิทาน หรือแม้แต่ในหนังที่เคยสร้าง ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นของ Kevin Costner, Russell Crowe หรือแม้แต่ Taron A.Gerton เพราะนี่คือการตีความ Robin Hood ในแบบใหม่ ในช่วงเวลาบั้นปลายในชีวิตของเขา โดยบทหนังถูกดัดแปลงมาจากบทกวีที่เป็นลำนำนิทานจากศตวรรษที่ 17 ที่มีชื่อว่า "Robin Hood's Death" หรือที่รู้จักกันดีในอีกชื่อว่า "Robin Hoode his Death" และมันต้องเป็นอะไรที่มีความ Grunge แบบสุด ๆ การันตีโดย A24 ชื่อนี้ที่ใครได้ยินต้องร้องอืม!...



++  คนเราไม่มีใครหนีพ้นความตาย แต่ช่วงเวลาบั้นปลายในชีวิต ใครจะเป็นอย่างไร สุข ทุกข์ เป็นเรื่องของปัจเจก Robin Hood ก็เช่นกัน เนื้อเรื่องกล่าวถึง ช่วงเวลาบั้นปลายในชีวิตของ Robin Hood (Hugh Jackman) ที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากทั้งจากความร่วงโรยของร่างกาย และบาดแผลในจิตใจจากการที่เขาต้องทำร้ายผู้คนไปมากมายในชีวิต รวมทั้งการถูกตามล่า ตามล้าง ชำระแค้น จากเหล่าบรรดาลูกหลานของคนที่เขาเคยจัดการไปในอดีต การเดินทางช่วงสุดท้ายของเขาจึงนำพาให้ได้กลับมาพบเจอกับ Little John (Bill Skarsgård) อดีตคู่หู คู่ปล้น ลูกน้องคนสนิท ที่ได้ลงหลักปักฐานมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น และลูกสาวตัวน้อยอย่าง Little Margaret (Faith Delaney) หากแต่เหตุการณ์กลับไม่จบลงด้วยดีง่าย ๆ วันหนึ่งครอบครัวของ Little John ได้ถูกอริเก่าเข้ามาฆ่าภรรยาของเขา และทำร้าย Robin Hood จนเจียนตาย (สู้ใครไม่ได้แล้ว แก่หง่อมขนาดนี้) เขาจึงได้พาลูกสาว และ Robin Hood หนีตายมายังอารามชีบนเกาะที่ห่างไกล ก่อนที่ตัวเองกับลูกสาวจะออกเดินทางต่อ ที่นี่ Robin Hood ได้รับการรักษาพยาบาลและดูแลอย่างดีจาก แม่ชี Brigid (Jodie Comer) และชายหนุ่มที่เป็นโรคเรื้อนอย่าง The Leper, Guy of Gisborne (Murray Bartlett) ก่อนที่อีกไม่นาน Little Margaret จะเดินทางกลับมา พร้อมบอกข่าวร้าย คือ การเสียชีวิตของพ่อตัวเอง ที่อารามชี Robin Hood ได้ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย เพื่อเรียนรู้การยอมรับตัวเอง และปลดเปลื้องพันธนาการทางจิตใจและร่างกาย เพื่อเตรียมตัวเดินทางไกลครั้งสุดท้าย ซึ่งเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับความจริงหลายอย่างที่ไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป...



++  ตัวหนังให้กลิ่นอายความเป็น Dark Drama ที่มีโทนเรื่องหม่นหมอง (Gritty & Bleak Tone) สะท้อนภาพของคนเรายามแก่ชรา ที่ไม่ว่าจะเคยยิ่งใหญ่ โด่งดังแค่ไหน สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นตาแก่ ยายแก่ หมดสภาพอยู่วันยังค่ำ เมื่อร่างกายไม่เหมือนเดิม จิตใจที่ปลงไม่ตกก็ย่อมทุกข์ทรมาน ในหนังจะเห็นได้ว่า Robin Hood พยายามจะหนีจากอดีต เขาปฏิเสธเรื่องราวเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่มีคนกล่าวขวัญถึงเขา ด้วยจิตใจที่บอบช้ำ เขามักจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่า "ตัวเองไม่เคยเป็นวีรบุรุษ" มันคือหนทางที่จะหนีจากภาพหลอนในอดีต หนีจากภาพความเป็นจริง พูดไปหนังเรื่องนี้ก็เหมือนหนังจิตวิทยาคนแก่เรื่องหนึ่ง หากเราดูไปคิดไป เราจะได้ข้อความดี ๆ เอามาปรับใช้กับชีวิตเราได้มากทีเดียวครับ...



++  พูดถึงการเล่าเรื่อง บอกตรง ๆ เลยว่าถ้าจะดูเอาสนุก หนังเรื่องนี้ไม่สนุกครับ อย่างที่บอกว่ามันไม่ใช่หนัง Action เหมือนภาคก่อน ๆ ตัวหนังมีความ Slow Burn เดินเรื่องด้วยบทสนทนาเป็นหลัก เป็นบทสนทนาที่ให้คนดูคิดตาม บางทีก็มีความเป็นปรัชญา แต่ จขกท. ชอบที่หนังได้มีการนำเอาเพลงลำนำ มาใส่เพื่อเล่าเรื่องในช่วงที่หนังต้องการแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่อ่อนไหว หรือเข้มข้น เพราะอย่าลืมว่าต้นฉบับของหนังเรื่องนี้มาจากลำนำนิทาน นับว่า ผกก. ให้ความเคารพต้นทางไว้เป็นอย่างดี ในส่วนการถ่ายทำ กำกับภาพออกมาได้สวยมาก หนังถ่ายทำที่ไอร์แลนด์เหนือเป็นส่วนใหญ่ จึงได้ภาพที่งดงามราวกับภาพวาด ด้านการแสดงคงไม่ต้องพูดถึง นักแสดงมากฝีมือทุกคนอยู่แล้ว แต่อยากชื่นชมน้องหนู Faith Delaney ในบท Little Margaret คือ แสดงดีมาก ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกได้ดี เช่นเดียวกับ Hugh Jackman, Jodie Comer และ Murray Bartlett คนนี้ออกมาไม่มาก แต่การแสดงช่วงอารมณ์ของเขามันกัดกินอารมณ์ได้ดีจังเลย...

++  ผกก. ของหนังเรื่องนี้ คือ Michael Sarnoski ที่มีผลงานที่เราน่าจะคุ้นเคยกันดี จาก Pig (2021) และ A Quiet Place: Day One (2024) สำหรับ The Death of Robin Hood จขกท. ก็ต้องบอกตรง ๆ อีกครั้งว่า มันคงไม่ใช่งานสำหรับทุก ๆ คน เพราะอะไร เพราะมันไม่ใช่หนังที่สนุกครับ มันเป็นหนังโมโนโทนที่ฉาบเรื่องราวแห่งความเศร้าหมองเอาไว้ ดูแล้วคุณจะรู้สึกหดหู่ ดำดิ่ง จม และ ปลง ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยตัวละครที่มีแต่บาดแผลทั้งทางร่างกายและในจิตใจ หากแต่ความหม่นหมองนี้ กลับส่งสารที่มีคุณค่าทางความคิดมาสู่คนดู นั่นคือ การปล่อยวาง และการยอมรับในตัวตนของเรา เพราะคนเราทำอะไรไว้ก็ย่อมได้รับผลอย่างนั้น อดีตไม่มีทางที่จะกลับไปแก้ไขได้แล้ว จงอยู่กับปัจจุบัน และพร้อมที่จะยืดอกเผชิญหน้ากับอนาคตที่ต้องเจอ จขกท. ให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังดี ก็เพราะสารจากหนังตรงนี้แหละครับ...
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่