[CR] No.209 ฉากและชีวิต (2561) : หลาก“ชีวิต” หลาย”เหตุการณ์” หลอมรวมเป็น “เรื่องราว” ผ่านผู้คน


- โดยรวมเป็นไปตามชื่อเรื่องที่ได้กล่าวไว้อย่างซื่อตรงและเรียบง่ายต่อการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านวิถีชีวิตของคนอีสานอย่างงดงาม ขณะเดียวกันระหว่างสำรวจกลับเกิดอาการมึนงงจนสับสนขึ้นมาว่าตกลงแล้วนี่คือเรื่องสั้นหลายตอนที่ถูกนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันหรือเป็นเรื่องเดียวที่มีหลาย Events แยกย่อยกันแน่  ? เพราะไม่เห็นชื่อตอนกระทั่งเส้นแบ่งคาบเกี่ยวระหว่างตอนให้เห็นเลยสักอย่างตั้งแต่ที่เพิ่งเข้ามาหลังจากตัวหนังได้ Run ไปราว 5 นาที เห็นภาพหนุ่มสาวคู่หนึ่งยืนคุยกันอยู่ริมบึงโดยที่ยังไม่ทันจับความให้ได้ศัพท์ว่าพูดอะไรไปบ้าง ? จู่ ๆ หนังได้เลื่อนฉากต่อไปอย่างสงบนิ่งด้วยภาพลุงคนหนึ่งเดินสะพายเครื่องพ่นยาฉีดอยู่กลางทุ่งนาซะก่อน

- ถึงอย่างนั้นยังสามารถไล่ตามทางที่หนังกำลังสำรวจวิถีชีวิตของผู้คนแต่ละ Events เรื่อยเปื่อยตามครรลองการดัดแปลงจากวรรณกรรมชื่อเดียวกันของคุณวัฒน์ วรรลยางกูร ผ่านวิสัยทัศน์ของผู้กำกับคุณบุญส่ง นาคภู่ เป็นระยะว่าต้องการบอกหรือสื่อสารอะไร ? แล้วความที่มีหลาย Events ผ่าน Timeline ที่ประกอบด้วย หนุ่มชาวทุ่งกับสาวบ้านนา ,เด็กสาวกับพันธุ์ข้าว , พ่อกับลูกชาย , ผู้คนพลัดถิ่น , บุคคลไร้ตัวตน เป็นต้น ร้อยเรียงเป็นหนึ่งแน่นอนว่าต้องมีตัวละครทยอยรายงานตัวที่แต่ละ Situations ไม่ได้มีคนเดียวซะด้วยสิเลยจึงเกิดอาการมึนงงสะสมควบคู่กับเส้นแบ่งของแต่ละ Parts ที่ยิ่งขยับไปข้างหน้าเท่าไหร่ใจก็ยิ่งจดจ่อด้วยความอยากรู้ว่าขณะนี้กำลังอยู่ในตอนอะไร ? ทว่าพอมองย้อนกลับไปดูความสับสนเหล่านั้นกลับกลายเป็นเสน่ห์ของหนังที่สามารถใช้ “ความซื่อตรงของการเฝ้ามอง” เป็นตัวเชื่อม Events ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันให้อยู่ใน Concept เดียวกันอย่างแนบเนียนจนกาวตราช้างขอเรียกพรี่ด้วยความเคารพ

- นอกจากความสมถะที่ซ่อนความแยบยลของวิธีการเล่าเรื่องที่สามารถหลอมรวมกันเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้อย่างลงตัวจนทึ่งแล้ว อีกสิ่งที่งดงามไม่แพ้กันคือการจัดวางมุมกล้องของหนังที่ช่วยให้ผมค่อย ๆ ซึมซับไปตามบรรยากาศก็ดีรวมถึงตัวละครราวกับกำลังนั่งเผือกเรื่องชาวบ้านไปในตัวว่ากำลังทำอะไร ? ที่คนดูอย่างเรา ๆ ทราบแก่ใจดีอยู่แล้ว ถึงไม่มีช่วงตื่นเต้นกระตุกต่อมบันเทิงแต่ปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่ายังไงคนมันอยากรู้เรื่องชาวบ้านเพื่อสนองความต้องการ แม้ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็เถอะ

- แน่ชัดว่าเมื่อไหลมา way นี้อย่างจริงใจตั้งแต่ออกตัวจากจุด Start อาการมึนงงที่เคยมีค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยอาการเผลอจากความง่วงที่เข้ามาทักทายเป็นระยะ หลังจากเริ่มจับทางวิธีการเล่าเรื่องได้ ถึงอย่างนั้นไม่ได้ตรัสรู้ล่วงหน้าว่ามีฉากที่สามารถเรียกระดับความตื่นเต้นอย่าง Scene ลุงพยายามกระเกียกตะกายคลานร่างที่พลาดท่าจากสารเคมีในยาฆ่าหญ้าฝ่าผืนนาอย่างทุรนทุรายอีก Scene คือช่วงที่พ่อกับลูกชาย ซึ่งรับบทโดยผู้กำกับคุณบุญส่ง กำลังนั่งกินข้าวหน้าบ้านหลังจากเพิ่งทำอาหารเสร็จจนสายตาสังเกตเห็นว่าลูกชายมีสีหน้าไม่ค่อยพอใจกับอาหารตรงหน้าจึงได้ระเบิดอารมณ์ด้วยการตวาดใส่จนผมที่ยังหาว ๆ อยู่ถึงกับสะดุ้งด้วยความตกใจจนหายง่วงเป็นปลิดทิ้งที่สามารถสร้างแรงกระแทกทางอารมณ์ตอนทีเผลอได้อย่างฉับพลัน

- จนในที่สุดเมื่อถึงช่วงเวลาก่อนจากลากลายเป็นว่าการ “ไป” ในลักษณะนี้ ทั้งที่อารมณ์และความรู้สึกยังทุ้มอยู่ในใจนั้น ไม่ได้แปลกใจไปกว่าสารที่ได้รับตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีที่ผ่านไปอย่างสะดวกโยธินนี้มัน เอ่อล้น จนสัมผัสได้ว่าเวลาเท่านี้ไม่พอพรรณนาความในใจออกมาได้หมด เพราะสิ่งที่ดูไปมันคือภาพจำลองสะท้อนวิถีชีวิตคนชนบท อีสานที่ใกล้ตัวที่คนจากภาคอื่นสามารถซึมซับและรับทราบตามได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะปัญหาเศรษฐกิจ ความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น หรือโครงสร้างทางสังคมที่หยั่งรากลึกจนยากจะถอดโคนนั้นถูกกลายเป็นความเคยชินให้ต้องอยู่อย่างจำยอม อดทน และ เจ็บแค้น” จนบางครั้งเหลือเพียงการฝากความหวังเอาไว้กับโชคชะตาหรือระบบชุดความเชื่อที่ช่วยประคับประคองจิตใจให้เดินหน้าต่อทั้งที่มันคือส่วนหนึ่งของกลไกระบบเชิงโครงสร้าง ซึ่งการที่หนังหาทางลงแบบนี้จึงยิ่งตอกย้ำให้ตระหนักว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยหายไปและยังคง Continue อย่างหน้าตาเฉยโดยไม่ได้รับการแก้ไข เปลี่ยนแปลงแม้กระทั่งตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า “โอเค” กับสิ่งที่เป็นอยู่หรือเปล่า ?

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ : EMistique
ชื่อสินค้า:   Review By EMistique
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่