ยอดขายรถ EV ที่ยุโรปเดือนล่าสุดพุ่งกระฉูดสวนทางรถน้ำมัน

พอดีผมเพิ่งไปนั่งดูตัวเลขสถิติล่าสุดที่เพิ่งประกาศออกมาจากสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรป (ACEA) ประจำเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เห็นตัวเลขยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในภาพรวมแล้วค่อนข้างน่าสนใจและมีประเด็นให้คิดต่อเยอะเลย แวะเอามาแชร์และชวนคุยกันหน่อยครับ
          สรุปภาพรวมตัวเลขของเดือนพฤษภาคมในยุโรปให้ดูคร่าวๆ นะครับ (อ้างอิงข้อมูลภาพรวมทั้งทวีป EU + EFTA + UK จากเว็บ Best-Selling Cars)

ยอดขายรถไฟฟ้า 100% (BEV) พุ่งขึ้นค่อนข้างแรง โตขึ้นถึง 39.1% (แต่ถ้าดูแค่กลุ่มประเทศ EU ล้วนๆ จะอยู่ที่ประมาณ 42%) ยอดรวมเดือนเดียวเกือบ 2.7 แสนคัน
กลุ่มไฮบริด (HEV) กับปลั๊กอิน (PHEV) โตเฉลี่ยอยู่ที่ 8% - 13%
ส่วนรถเครื่องยนต์สันดาปล้วน (เบนซิน/ดีเซล) ยอดร่วงลงไปเกือบ 19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

          ฝั่ง Tesla เองยอดก็กระโดดกลับมาโต 107% (ขายไป 2.8 หมื่นกว่าคัน) หลังจากช่วงก่อนหน้านี้ดูทรงๆ ไป แต่ถ้าไปดูไส้ในจริงๆ น่าจะเป็นเพราะเดือนพฤษภาคมปีที่แล้วฐานยอดขายเขาต่ำมาก ปีนี้พอโรงงานเบอร์ลินเริ่มนิ่งขึ้น ยอดเลยกลับมาจุดเดิม ส่วนแบรนด์จีนอย่าง BYD ยอดสะสม 5 เดือนแรกในยุโรปซัดไปแสนสามหมื่นกว่าคัน แซงยอดสะสมของ Tesla ในยุโรปไปแล้ว (ตรงนี้ BYD เขานับรวมทั้งปลั๊กอินไฮบริดและไฟฟ้าล้วนนะครับ แต่ก็ถือว่าขยายตัวได้น่ากลัวทีเดียว)

          แต่จุดที่น่าเอามาคิดต่อแบบเป็นกลางคือ "ทำไมตัวเลข EV ในเดือนนี้มันถึงพุ่งสวนทางรถน้ำมันขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ตอนนี้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มก็เริ่มปรับลดลงมาแล้ว?"
          พอไปลองแกะปัจจัยแวดล้อมดูจริงๆ ผมมองว่ามันน่าจะเกิดจาก 4 ตัวแปรหลักๆ นี้ที่เข้ามาประจวบเหมาะกันพอดีมากกว่าครับ

1. ผลกระทบจากค่าน้ำมันช่วงก่อนหน้า (ถึงตอนนี้จะลดลง แต่คนยังจำฝังใจ) จริงอยู่ครับที่ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มในยุโรป ณ ช่วงเวลานี้เริ่มทยอยปรับย่อตัวลดลงมาบ้างแล้วตามทิศทางตลาดโลก แต่ถ้าสะท้อนกลับไปในช่วงก่อนหน้านี้จนถึงเดือนพฤษภาคม ค่าน้ำมันดีเซลและเบนซินในหลายประเทศใหญ่ๆ อย่างฝรั่งเศสหรือเยอรมนีมันดีดขึ้นไปสูงมาก (ดีเซลเคย inflation พุ่งไปเกือบ 30%) ซึ่งพฤติกรรมคนซื้อรถยนต์ พอเจอกระทบหนักๆ ช่วงหนึ่ง ต่อให้น้ำมันเริ่มลดราคาลงมาในเดือนนี้ แต่อารมณ์ความลังเลหรือความไม่อยากเสี่ยงกับค่าใช้จ่ายผันผวนในอนาคตมันยังมีอยู่ กลุ่มคนที่กำลังจะเปลี่ยนรถรอบนี้เลยเริ่มปันใจไปทางพลังงานทางเลือกมากขึ้น
2. มหกรรมรีบซื้อหนีภาษีรถจีน (Anti-Subsidy) ปัจจัยนี้น่าจะมีส่วนสำคัญกับตัวเลขเดือนนี้มากๆ เพราะทุกคนรู้ดีว่าเดือนกรกฎาคมนี้ สหภาพยุโรป (EU) จะเริ่มปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนขึ้นอีกพอสมควร ฝั่งค่ายรถและดีลเลอร์เลยพากันอัดโปรโมชั่น กระหน่ำส่วนลดเพื่อระบายรถออกจากสต็อกกันเต็มที่ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายนนี้ ส่วนผู้บริโภคที่เล็งๆ ไว้ก็เลยรีบตัดสินใจซื้อและโอนให้จบดักหน้ากฎหมายใหม่ ยอดมันเลยมากระจุกตัวจนตัวเลขฝั่ง EV ดูพุ่งสูงเป็นพิเศษ
3. ทางเลือกในตลาดรถราคาจับต้องได้มีมากขึ้น ก่อนหน้านี้คนยุโรปจำนวนมากเข้าไม่ถึง EV เพราะมีแต่รถพรีเมียมราคาแพง แต่ตอนนี้ค่ายยุโรปเจ้าถิ่นเริ่มส่งมอบรถ EV รุ่นเล็กราคาต่ำกว่า 25,000 ยูโร (ประมาณ 9 แสนบาท) ออกสู่ตลาดจริงจังแล้ว เช่น Citroën e-C3 หรือ Renault 5 บวกกับมาตรการอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในบางประเทศ (อย่างเช่นอิตาลีหรือฝรั่งเศส) ที่ออกมาช่วยอุ้มในเดือนนี้พอดี พอกลุ่มรถประหยัดมีทางเลือกเยอะขึ้น ตัวเลขสถิติมันเลยขยับตามกลไกตลาด
4. โครงสร้างพื้นฐานและสถานีชาร์จที่พร้อมจนแทบไม่ต้องลุ้น อีกเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้คือความมั่นใจเรื่องที่ชาร์จครับ ตอนนี้ทั่วยุโรปสถานีชาร์จสาธารณะรวมกันทะลุ 1.2 ล้านจุดไปแล้ว ยิ่งมีกฎหมายใหม่อย่าง AFIR บังคับใช้แบบเข้มงวด คือบีบให้บนทางหลวงหลักทุกๆ 60 กิโลเมตรต้องมีตู้ชาร์จด่วนพิเศษ (Ultra-fast > 150 kW) สแตนบายอยู่ แถมตู้รุ่นใหม่ๆ ในเขตเมืองยังมีระบบจองล่วงหน้าผ่านแอป มีจอขึ้นชื่อคนจองลดปัญหาแย่งกันชัดเจน ความกังวลเรื่อง "ขับไปแบตหมดกลางทาง" ของคนยุโรปมันเลยลดลงไปเยอะมากเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ

          ภาพรวมทั้งหมดนี้ เลยน่าคิดครับว่า ตัวเลข BEV ที่โตขึ้นเกือบ 40% ในเดือนนี้ มันเป็นแค่ "ความต้องการชั่วคราว" จากการเร่งซื้อหนีภาษีรถจีนและการอัดฉีดของรัฐบางประเทศ หรือจริงๆ แล้วมันเป็นผลลัพธ์ระยะยาวจากสถานีชาร์จที่เริ่มพร้อมและตัวรถที่ราคาเอื้อมถึงง่ายขึ้นกันแน่ แม้ว่าราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงมาแล้วก็ตาม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่