รีวิว "The Legend of 1900" มหาสมุทร เสียงเพลง และผู้ชายที่ไม่เคยเหยียบแผ่นดิน



สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องหนึ่งที่เคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว แต่เพิ่งจะมีเวลาได้ดูจริงจัง นั่นก็คือ "The Legend of 1900" หรือในชื่อภาษาไทยว่า "ตำนานนาย 1900" ครับ

บอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังตลาดที่ฉายโรงใหญ่ๆ โฆษณาตูมตาม แต่เป็นหนังที่กินใจ และทิ้งบางอย่างไว้ให้เราคิดถึงนานหลังจากที่หนังจบไปแล้ว คะแนนใน IMDB ก็สูงถึง 8.2/10 ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ธรรมดาครับ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Max Tooney นักดนตรีทรัมเป็ตวัยชราคนหนึ่ง กำลังจะนำทรัมเป็ตคู่ใจของเขาไปขายที่ร้านดนตรี แต่ก่อนจะจากกัน เขาก็เล่นเพลงบรรเลงเพลงหนึ่ง ซึ่งเจ้าของร้านจำได้ว่าเคยได้ยินจากแผ่นเสียงที่เขาเคยเจอมา และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อของ Danny Boodman T. D. Lemon 1900 ชายผู้เกิดและเติบโตมาบนเรือสำราญขนาดยักษ์นามว่า SS Virginian

1900 ถูกพบในกล่องผลไม้บนเรือลำนั้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปี 1900 โดย Danny Boodman ช่างถ่านในห้องเครื่องผู้ใจดี เขาตั้งชื่อเด็กน้อยตามชื่อตัวเอง กล่องผลไม้ที่พบ และปีที่พบเด็กคนนั้น และเลี้ยงดู 1900 มาเหมือนลูกชายแท้ๆ

ชีวิตของ 1900 จึงผูกติดอยู่กับเรือลำนี้ เขาไม่เคยเหยียบแผ่นดิน ไม่เคยเห็นโลกภายนอกนอกจากผืนน้ำกว้างใหญ่และท้องฟ้าที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน โลกทั้งใบของเขาคือเรือสำราญลำนี้ ผู้คนบนเรือคือครอบครัวของเขา และเสียงเพลงคือลมหายใจของเขา

1900 มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโนอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาไม่เคยเรียนดนตรีอย่างเป็นทางการ แต่เขาสามารถบรรเลงเพลงได้อย่างไพเราะจับใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลงแจ๊ส บลูส์ หรือแม้แต่เพลงคลาสสิก เขาสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านเสียงเปียโนได้อย่างลึกซึ้ง จนผู้คนบนเรือต่างก็หลงใหลในเสียงเพลงของเขา

หนังเรื่องนี้มีฉากที่ผมประทับใจหลายฉากครับ โดยเฉพาะฉากที่ 1900 ดวลเปียโนกับ Jelly Roll Morton นักเปียโนแจ๊สชื่อดังที่ขึ้นเรือมาเพื่อท้าทายความสามารถของ 1900 ฉากนี้เป็นการปะทะกันของสองอัจฉริยะทางดนตรีที่ดุเดือดและน่าทึ่งมากครับ

อีกฉากที่ผมชอบคือฉากที่ 1900 เล่นเปียโนในห้องอาหารชั้นหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศหรูหราของผู้โดยสารชั้นสูง ผมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ได้สัมผัสถึงความสุขและความเศร้าของผู้คนบนเรือผ่านเสียงเพลงของ 1900

หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องราวของเสียงเพลงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นทางปรัชญาหลายอย่างครับ เช่น ความหมายของชีวิต ความอิสระ การเลือกทางเดินของตัวเอง และความผูกพันกับสถานที่ที่เราเติบโตมา

1900 เลือกที่จะไม่ลงจากเรือ เขาบอกว่าโลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่เกินไป มีผู้คนมากมายที่เขาไม่รู้จัก มีเมืองมากมายที่เขาไม่เคยเห็น เขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี โลกทั้งใบของเขาคือแป้นเปียโน 88 คีย์ และเรือสำราญลำนี้คือบ้านของเขา

ผมเข้าใจความรู้สึกของ 1900 นะครับ บางครั้งการที่เราอยู่ในโลกที่จำกัด เราอาจจะรู้สึกปลอดภัยและควบคุมสิ่งต่างๆ ได้ง่ายกว่า การออกไปเผชิญโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ อาจจะทำให้เรารู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นคงได้

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่าการที่เราไม่เคยออกไปเห็นโลกภายนอกเลย มันก็เหมือนกับการที่เราพลาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ ได้เปิดประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ

หนังเรื่องนี้ทำให้ผมได้คิดทบทวนถึงการตัดสินใจของตัวเองในหลายๆ เรื่องครับ ว่าบางครั้งเราก็ต้องกล้าที่จะก้าวออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง เพื่อที่จะได้เติบโตและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

โดยรวมแล้ว "The Legend of 1900" เป็นหนังที่ดีมากครับ เป็นหนังที่ดูแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ และทิ้งอะไรบางอย่างไว้ให้เราคิดถึงนานหลังจากที่หนังจบไปแล้ว ผมขอแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยดู ลองหามาดูกันนะครับ รับรองว่าจะไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากจะบอกว่าเสียงเพลงในหนังเรื่องนี้ก็ไพเราะจับใจมากครับ โดยเฉพาะเพลง "Playing Love" ที่เป็นเพลงธีมของหนัง ผมฟังแล้วรู้สึกอินไปกับเรื่องราวมากๆ เลยครับ

ขอบคุณที่อ่านรีวิวของผมจนจบนะครับ หวังว่าเพื่อนๆ จะชอบกันนะครับ ไว้มีโอกาสจะมารีวิวหนังเรื่องอื่นๆ อีกครับ สวัสดีครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่