ผวา! ’วายุภักษ์’ เทหุ้น สกัด ‘วินโดว์เดรสซิ่ง’

กระทู้ข่าว


ผวา ’วายุภักษ์’ เทหุ้น สกัด ‘วินโดว์เดรสซิ่ง’


“กองทุนวายุภักษ์ 1 (VAYU1)  มูลค่า 1.71 แสนล้านบาท เข้าสู่ช่วงเตรียมสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินปันผลรอบครึ่งปี คาดต้องใช้เม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท ล่าสุด VAYU1 มีเงินสดในมือเพียง 1.46% และพอร์ตลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน 5 หุ้นขนาดใหญ่ สูงถึง 52.1%  ได้แก่ SCB, PTT, DELTA, GULF และ ADVANC ทำให้กังวลว่า อาจมีแรงเทขาย”

หุ้นวิชั่น- บล.เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า มีสัญญาณถึงการมีโอกาส ปิดตำนาน Window Dressing (วินโดว์ เดรสซิ่ง)  เหตุผวากองทุน VAYU1 ปรับพอร์ตจ่ายปันผล สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ย่อตัวลงแรงจนหลุด 1,600 จุดในช่วงครึ่งเดือนหลังนี้ ฝ่ายวิจัยชี้ว่าเกิดจากการขาดแรงสนับสนุนจากสถาบันฯ และ “ฤทธิ์ของ Window Dressing ที่ถูกสะกด”

สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลของตลาดที่มีต่อ กองทุนวายุภักษ์ 1 (VAYU1) ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ระดับ 1.71 แสนล้านบาท ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินปันผลรอบครึ่งปี (ประเมินว่าอาจต้องใช้เม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท)

ปัจจุบันกองทุน VAYU1 มีเงินสดในมือเพียง 1.46% และมีพอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน 5 หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) สูงถึง 52.1% ของพอร์ต ได้แก่ SCB, PTT, DELTA, GULF และ ADVANC ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าอาจมีแรงเทขายหรือการปรับพอร์ตล่วงหน้าจากกองทุนเพื่อเตรียมเงินสด

ซึ่งปัจจัยนี้ได้เข้าไปกดดันหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำของ SET Index และลดทอนแรงซื้อทำ Window Dressing ในช่วงปลายงวดไปโดยปริยาย

ด้านกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส มองว่า ควรหลบความผันผวนเข้าหุ้นปันผล-Value ชู BBL-CPF-CPN เพื่อรับมือกับความผันผวน  โดยบล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับในหุ้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่:

1.กลุ่มปันผลสูง (High Yield): BBL, KBANK, TTB และ KTB

2.กลุ่มคุณค่าที่ราคา Laggard: BDMS, CPF, SIRI และ THAI

นอกจากนี้ ยังสามารถเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น กลุ่มส่งออก (DELTA, HANA, KCE, TU, CPF, ITC) และกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, BDMS)


เปิด 8หุ้นเด่น

ขณะที่บล.กรุงศรี ระบุ รัฐบาลได้เปิดตัว “Thailand FastPass” ซึ่งเป็นกลไกบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบด้านการอนุมัติและการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจ โดยหน่วยงานรัฐ 8 แห่งได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อลดระยะเวลาในขั้นตอนการอนุมัติและออกใบอนุญาตลง 20–50% โดยตั้งเป้าหมายเม็ดเงินลงทุนจริง (Realized Investment) ที่ 7 แสนล้านบาทในช่วงปีนี้และปีหน้ารวมกัน

ทำให้มีมุมมองเชิงบวกต่อประเด็นนี้ ในมุมมองด้านนโยบาย เนื่องจากสะท้อนให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนทิศทาง จากการกระตุ้นอุปสงค์ในระยะสั้น (การแจกเงิน) ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reforms) ที่ช่วยเร่งรัดการลงทุนของภาคเอกชน โดยเป้าหมายเบื้องต้นที่คาดหวังเม็ดเงินลงทุนอย่างน้อย 7 แสนล้านบาทนั้น เทียบเท่ากับประมาณ 3.5–4% ของ GDP ประเทศไทย

ทั้งนี้  หากสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะก่อให้เกิดผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) อย่างมีนัยสำคัญ และช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของ GDP ไทยในระยะกลางถึงระยะยาว ปัจจัยนี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุน (Investment Cycle Beneficiaries) อาทิเช่น 8 หุ้นนี้  กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STECON, PYLON) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (KTB, BBL, KBANK)


https://www.hoonvision.com/hoonset/vayu/
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่