สวัสดีคับ กระทู้นี้จะมาเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ได้ไปเรียนภาษาที่นิวซีแลนเมื่อปี 2025 ต้องเผชิญอะไรมากมายที่ไม่เคยเจอมาก่อน เรียกว่าใช้คำว่า "ครั้งแรก" ได้เปลืองมาก 555 แต่เมื่อย้อนกลับไปมองก็เป็นช่วงเวลาที่มีค่าเเละฝากแนวคิดไว้ใช้ในอนาคตได้เยอะเลย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลางั้นเริ่มจากการแนะนำตัวกันก่อนดีกว่า
ผมชื่อว่า ประทัด เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้คืออยากที่จะไปเรียนภาษาและใช้ชีวิตด้วยตัวเองห่างไกลจากครอบครัว ไปลองเอาชีวิตรอดดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน พอคิดได้อย่างนั้นก็ลงมืออย่างรวดเร็วเริ่มจากหาเอเจนซี่หลายๆที่แล้วก็ฟังคำแนะนำจากเค้า เอเจนซี่ก็แนะนำให้เลือกประเทศที่ทำงานพาร์ททามได้จะได้มีโอกาสใช้ภาษา ซึ่งทำให้ตัดตัวเลือกไปเยอะ แล้วสุดท้ายก็มาจบที่ประเทศอันห่างไกลจากความวุ่นวาย เมืองแห่งธรรมชาติ และ ความปลอดภัยติดอันดับทอปของโลกอย่าง "New Zealand" โดยเมืองที่เราเลือกก็คือ Dunedin ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษาเพราะมีมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอยู่
บทที่ 1:
ระหว่างที่สมัครก็มีขั้นตอนมากมายบลาๆ แต่ตรงนี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนักเพราะเอเจนซี่จะเป็นคนช่วยเหลือเรา ทุกอย่างราบลื่นจนกระทั้งวันที่จะบิน... เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ไม่ค่อยอยากจะสัมผัสสักเท่าไหร่คือ "โดนย้ายเครื่องครั้งแรก..." ด้วยความที่เราต้อง transit 3 ต่อ คือ Thailand -> Singapol ->Christchurch-> Dunedin แล้วในวันนั้นเครื่องเราออกบ่าย 2 ครึ่ง เราก็ไปถึงสนามบินก่อน 3 ชั่วโมงเพื่อความชัวจะได้ไม่พลาด พอไปถึงเราก็รออยู่หน้าเกตด้วยความจดจ่อ ทันใดนั้นอยู่ๆก็ได้ยินประกาศชื่อของเราขึ้นมา ตอนนั้นแอบสะดุ้งทำตัวไม่ถูก เเต่ก็ทำใจสู้เดินไปถามเค้าว่าเกิดอะไรขึ้น ทางสายการบินก็แจ้งว่าเนื่องด้วยเราบินหลายต่อแล้วเครื่องที่กำลังจะบินมาเกิดการดีเลย์เค้าเลยกลัวว่าจะไปต่ออีกเครื่องไม่ทัน เลยทำเรื่องย้ายเราไปนั่งอีกเส้นทางแทนซึ่งเครื่องออก 6 โมงเย็น แล้วเวลานั้นเพิ่งบ่ายโมงแปลว่าเราต้องรออีก 5 ชั่วโมง ทางสายการบินก็รับผิดชอบโดยให้เราไปใช้บริการ lounge ของชั้น business class ระหว่างรอ โดยมีของกินไม่จำกัด ก็ถือว่าในเรื่องร้ายๆก็ยังมีอะไรดีอยู่
บทที่ 2:
หลังจากเดินทางมาอย่างยาวนานกว่า 20+ ชั่วโมง ก็ถึงสถานีปลายทาง Dunedin เมื่อถึงสนามบินโฮสที่ทางมหาลัยติดต่อไว้ให้ก็มารับ เป็นคุณยายวัย 70+ ปี ชื่อว่า แซนดร้า มารอรับอย่างอบอุ่นพร้อมกับขับรถพาเรากลับบ้าน
พอมาถึงบ้านแซนดร้า (ขอเรียกแกว่าคุณยายแล้วกัน) ก็เย็นแล้วนางจึงจะชวนเราทานอาหารเย็น โดยภาพในหัวของเราก็คือต้องเป็นพวกสเต็กเนื้อแกะเเน่นอน เพราะว่าประเทศนี้มีจำนวนแกะมากกว่าคนด้วยซ้ำ555+ แต่ความเป็นจริงนั้นกลับเป็นอีกแบบเลย เพราะเราได้รับคำเชิญจากเพื่อนบ้านของนางซึ่งเป็นคนจีนให้มากินอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ครั้งแรกที่น่าจดจำ "มื้ออาหารเเรกในนิวซีแลนด์..." นั้นก็คือ สุกี้หมาล่า 555+ ใครจะคิดว่าบินมาไกลสุดขอบโลกจะได้มากินสุกี้หมาล่าแบบนี้ แต่มันก็ช่วยทำให้เราได้หลงไหลไปกับบรรยากาศจนเกือบนึกว่าตัวเองยังอยู่บ้านอยู่เลย

ตอนเเรกที่จะมาก็แอบกังวลเรื่องอาหารว่าเราจะชินมั้ยเพราะว่าอาหารบ้านเค้ากับเราน่าจะกินต่างกันมาก พวกวัตถุดิบก็แตกต่างแต่พอมาถึงก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่น่าต้องห่วงเพราะที่นี้มี Asia Supermarket
พอกินข้าวเสร็จก็ได้กลับมาที่บ้านของคุณยาย โดยจะเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีแค่เเกกับเรา แล้วก็น้องหมาชื่อ Frankie น้องแมวชื่อ Luna ที่แกเลี้ยงไว้ (แอบสังเกตุว่าคนแก่ที่นี้ชอบเลี้ยงหมาและแมว เลยลองถามคุณยายบอกว่าคนที่นี้ส่วนมากหลังจากที่โตแล้วก็จะไปสร้างครอบครัวของตัวเองทำให้คนแก่ก็จะต้องอยู่ด้วยตัวเองเลยเลี้ยงน้องๆไว้เพื่อแก้เหงา) ห้องของเราจะมีห้องน้ำในตัว แต่ความแปลกของประเทศนี้คือเค้าไม่มีกลอนล็อคประตู
บทที่ 3:
เริ่มเรียนวันแรก ก็จะมีการ Orientation เพื่อแนะนำตัวอาจารย์และสถานที่ต่างๆภายในมหาลัยโดยจะมีการร้องเพลงตามวัฒนธรรมของชาว Māori ซึ่งเป็นขนพื้นเมืองของที่นี้ โดยคนที่นี้จะมี 3 ภาษาทางการคือ English, Māori, และ ภาษามือ
การเรียนก็จะแบ่งคลาสตาม level ของผู้เรียน โดยก่อนที่จะเดินทางมาก็จะมีแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อที่จะหาระดับที่เหมาะสมกับเราด โดยหากว่าหลังจากเรียนแล้วหากรู้สึกว่าระดับการเรียนนั้นง่ายหรือยากไปก็สามารถปรึกษากับอาจารย์ได้ ยกตัวอย่างเหมือนของเราที่พอเรียนไปได้ประมาณ 1 อาทิตย์ก็ขอย้ายไปเรียนอีกระดับนึงเพราะรู้สึกว่ามันง่ายไป อีกอย่างที่ชอบมากของที่นี้คือทุกคนเฟรนลี่และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ ทำให้เรามีความกล้าที่จะพูดและสื่อสารทันที (ซึ่งทำให้ภาษาเราพัฒนาไปได้เยอะเลย) ส่วนช่วงบ่ายก็เป็น optional class นี้ก็เลยเลือกไปเป็น IELTs เพราะคิดว่าน่าจะครอบคลุมความรู้ทางภาษาไว้ได้แล้วก็น่าจะได้ใช้ (แต่เอาจริงๆมันไม่ค่อยเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเท่าไหร่นะ มันเหมาะกับเพื่อสอบโดยเฉพาะมากกว่า555+)
เทคนิคการสอนของเค้าจะต่างจากที่เราเคยเรียนมาก่อนโดยคลาสเช้าจะเน้นให้เรากล้าใช้แล้วก็เสริมแกรมม่าเข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นความสำคัญของพวก Tenses หรือ Idiom แล้วก็จะให้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อไม่ให้เด็กเบื่อและมีส่วนร่วมตลอดเวลา บางครั้งอาจารย์ก็อาจจะให้เราพรีเซนโปรเจคด้วย และเพื่อให้ไม่กดดันแกก็เลยสวมชุดซุปเปอร์แมนมาด้วยเลย555+
ส่วนคลาสบ่ายก็จะเป็นส่วนของ IELTs บอกเลยว่ายากมากเข้าไปแรกๆคือหัวมึนไปหมด เเต่อาจารย์ก็จะมีวิธีให้เราเตรียมตัว skills ทั้ง 4 ด้านรวมถึงคำศัพท์ของเราไปอย่างละน้อย โดยไม่เร่งหรือทำให้เราเครียดจนเกินไป
เมื่อเรียนไปจนครบเทอมก็จะมีการสอบด้วยโดยแบ่งเป็น ฟัง อ่าน และ เขียน ส่วนพูดนั้นจะเป็นการพรีเซนในห้องเรียน 2 ครั้งแทน เป็นแบบเดี่ยว 1 และ กลุ่ม 1 พอได้คะแนนก็จะสามารถใช้คะแนนนี้เพื่อขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยจะไปสุดที่ Advance และสูงกว่าคือ EFO ซึ่งจะเหมาะกับคนที่จะเข้ามหาลัยนี้โดยเฉพาะและต้องมีคะแนน IELTs มาก่อนแล้ว (แต่บางกรณีก็สามารถต่อมาจาก Advance ได้เลยเหมือนกัน)
บทที่ 4:
ชีวิตประจำวันของเราส่วนมากก็คือไปเรียน ไปยิม แล้วก็กลับบ้าน ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็เป็นเวลาพักอยู่บ้าน แต่อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติแถวนั้นที่ทำให้แค่เดินผ่านก็ feel good จนอยากออกมาเดินข้างนอกบ้านเลย

ในบางครั้งตอน weekend คุณยายก็จะพา เราและ Frankie ไปเดินเที่ยวที่ชายหาดที่ห่างออกไปประมาณ 10 นาที ถึงแม้ช่วงนั้นจะเป็นหน้าหนาวที่อากาศเลขตัวเดียวแต่ทุกคนก็ยังพาน้องหมาออกมาเดินเล่น บางคนก็ลงไปว่ายน้ำด้วยแล้วก็ขึ้นมาซาวหน้าต่อด้านบน
เนื่องจากบ้านที่เราพักนั้นไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากเราจึงเลือกที่จะเดินไปโรงเรียนหรือสำหรับบางคนที่ไม่สะดวกเดินก็สามารถใช้บริการรถบัสตลอดสาย 2.5$ ได้
หลังจากสอบเสร็จก็จะมีช่วงเวลาหยุดระหว่างเทอม 2 weeks บางคนอาจจะใช้เวลาตรงนี้ที่ห้องสมุดทั้ง 6 แห่งหรือยิมซึ่งเป็นสวัสดิการที่มหาลัยมีให้หรือบางคนก็ออกไปท่องเที่ยวรอบๆเกาะ อย่างเช่นเรานั่นเอง หลังจากที่ได้รวบรวมเพื่อนครบ 4 คน ก็เช่ารถขับรอบเกาะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทั้ง Queenstown, Lake Tekapo,และ Mountain Cook โดยมีเราเป็นคนขับเพราะเป็นคนเดียวที่มีใบขับขี่สากล (แนะนำว่าให้ทำมาจากประเทศไทย) เป็นทริป 3 วันที่คุ้มมาก ทั้งบรรยากาศและประสบการณ์ที่ได้รับ คือ "โดนตำรวจเรียกครั้งแรก..." ต้องบอกว่าด้วย mood มันดีมากจนทำให้เราคุยกันเพลิน วิวก็ดี เพลงมันส์ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไซเรน เราเริ่มชลอจอดข้างทาง ปิดเพลง ทุกคนหยุดพูด แล้วก็มีคุณตำรวจเดินมาเคาะกระจกเรา เราเลยเปิดกระจกลงแล้วก็คุยกับแก โดยบทสนทนาที่จำได้คร่าวๆคือแกถามเราว่า จะไปไหน แล้วก็ขอตรวจใบขับขี่ก่อนจะให้เราลงไปเปิดท้ายรถ เสร็จแล้วเค้าก็ถามว่าเรามาเที่ยวหรอแล้วก็ถามว่า "Where are you from?" ไอ้เราตอบแบบงูๆปลาๆไปว่า "ไทเเลน วี คัม เฮีย ฟอ ทราเวล" ซึ่งจริงๆกะจะบอกว่าเรามาจาก Dunedin แต่ตอนนั้นตกใจ555+ แล้วเค้าก็ขอที่อยู่เราด้วย เราก็เลยใส่ที่อยู่ไทยไป เพราะคิดว่าเค้าน่าจะเอาไปใช้ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะได้ระบุได้ว่าใครเป็นคนขับแล้วจะแจ้งไปที่ใคร พอเข้ามาในรถเพื่อนก็ถามว่าตำรวจเค้าต้องการอะไร เราก็ตอบไปว่าเค้าคงแค่เป็นห่วงเรากลัวเราจะขับรถเร็วเพราะแกถามว่าเราขับรถเกิน 100 km/hr รึเปล่า แต่เราก็ยืนยันว่าไม่น่าจะเกินนะ เราก็เลยบอกเพื่อนไปเพราะแกไม่ได้ให้ใบสั่งเราเลย ทริปนั้นเป็นอะไรที่สนุกมากเลยอันนี้รูปที่เก็บมาฝากเพื่อนๆได้ดูด้านล่าง

หลังจากผ่านมาได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็มีรูปจากคุณแม่ที่ไทยส่งมาให้แล้วก็พิมพ์มาว่า "วอท อิส ดีส" พอเราเปิดดูก็ถึงกับขำ เพราะมันคือใบสั่งที่จ่าหน้าซองจากประเทศนิวซีเเลนพร้อมค่าปรับอีก 30$ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 600 บาท หลังจากนั้นจะขับรถทีไรก็ระแวงไปทุกที5555+
บทที่ 5:
ในช่วงปิดเทอม 2 weeks พอเริ่มคิดว่าเราใช้ภาษาคล่องแล้วก็เลยเริ่มหางานทำ จนได้ "ทำงานต่างแดนครั้งแรก..." ที่ร้านอาหารไทย หน้าที่หลักคือการเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน บางครั้งก็รับออเดอร์และทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ด้วย ในครัวกับเชฟคนไทย 2 คนและเชฟใหญ่ชาวฟิลิปปินส์ชื่อ Fernandes แกเป็นคนที่เรียกได้ว่ามองโลกในแง่ดีที่สุดที่เคยเจอมาเลย ทุกครั้งที่เจอกันแกจะยิ้มให้ทุกครั้ง และมักจะร้องเพลงด้วย (ทำไมคนฟิลิปปินส์ถึงร้องเพลงเพราะทุกคนเลยนะ)

การทำงานในครัวก็ค่อนข้างดุเดือดเพราะร้านเปิดแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งวันสำคัญลูกค้าจะเยอะเป็นพิเศษเลย มันจะมีอยู่คืนหนึ่งในช่วงสิ้นปี มีการจองโต๊ะประมาณ 60 รายการ ทั้งที่ร้านมีแค่ 22 โต๊ะ ทุกคนวิ่งวุ่นกันหมด ผมแทบไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามีคนทำอะไรพลาดสักอย่างมันจะเกิดอะไรขึ้นนะ และแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะเราดันเสิร์ฟอาหารผิดโต๊ะ(ซวยละ) สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือการรีบไปบอกเฟอร์นันว่าเราทำพลาดนะ พอบอกเสร็จหน้าแกก็เปลี่ยนไป ในขณะที่มือก็ยังทำอาหารอยู่ แต่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักมือตอนแกหั่นผักว่ามันหนักขึ้น (คิดในใจตอนนั้นแล้วว่าเตรียมหางานใหม่ได้เลย) หลังจากผ่านไปได้ซัก 5 วินาที แกก็บอกให้เชฟอีกคนทำออเดอร์โต๊ะนั้นก่อนแล้วแกจะจัดการแก้ไขโต๊ะที่ผิดพลาด สถานการคลี่คลายอย่างรวดเร็วจนผมงงไปเลย ดูเหมือนตอนนั้นผมก็ยังสีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะรู้สึกผิดเพราะก่อนจะกลับบ้านเฟอร์นันเรียกผมแล้วก็บอกกับผมว่า “It’s alright, don’t blame yourself. Everyone can make a mistake just accept, learn, and move on.” ก่อนจะจบด้วยคำพูดประจำของแกคือ “No worry, be happy”
บทสุดท้าย:
พอมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกได้ว่าตัวเราเองได้รับประสบการณ์มากเกินกว่าสิ่งที่คาดหวังไว้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุที่ทำให้เครื่องบินไฟด์นั้นมาไม่ทันเวลาจนทำให้เราต้องนั่งรออยู่ 5 ชั่วโมง แต่ก็ได้อยู่ใน lounge อย่างดีนะ การที่อาหารมื้อแรกที่เราได้กินเป็นสุกี้หมาล่าจากจีนที่ไม่เหมือนกับสเต็กเนื้อแกะที่เราวาดภาพไว้ แต่มันก็อร่อยจนชวนคิดถึงคนที่บ้านเลย การโดนตำรวจปรับแล้วส่งจดหมายกลับไปที่บ้านแล้วก็โดนแม่ดุ ก็กลายเป็นเรื่องตลกที่สรรถนาการเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี และความผิดพลาดจากความสับเพล่าของเราจนเกือบทำให้ทุกคนในครัววุ่นวายกันไปหมด แต่เราก็ได้รับคำแนะนำที่สามารถไปประยุกต์ใช้
สุดท้ายนี้ผมว่าประสบการณ์ครั้งแรกของพวกเราทุกคนคงต่างกันออกไปแต่มันก็ได้ทิ้งร่องรอยแห่งการเรียนรู้ไว้กับเรา ขอเพียงแค่เรามุ่งมันที่จะผ่านมันไปเพื่อจะเป็นตัวเราที่เก่งขึ้นกว่าเก่า และก็ขอขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ จริงๆยังมีเรื่องอยากเล่าอีกแต่อาจจะต้องแบ่งเป็นอีกกระทู้ (ถ้ายังมีคนอยากอ่าน555+) และสำหรับคนที่สนใจจะมาใช้ชีวิตในต่างแดน ผมอยากจะขอเป็นกำลังใจให้คุณได้มีความกล้าแล้วลองกระโดดออกมาสร้าง "ครั้งแรก" ของคุณเองดูครับ
ครั้งแรกอินนิวซีแลนด์: ประสบการณ์ไปเรียนภาษาที่ต่างแดน
ผมชื่อว่า ประทัด เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้คืออยากที่จะไปเรียนภาษาและใช้ชีวิตด้วยตัวเองห่างไกลจากครอบครัว ไปลองเอาชีวิตรอดดูว่าเราจะไปได้ไกลแค่ไหน พอคิดได้อย่างนั้นก็ลงมืออย่างรวดเร็วเริ่มจากหาเอเจนซี่หลายๆที่แล้วก็ฟังคำแนะนำจากเค้า เอเจนซี่ก็แนะนำให้เลือกประเทศที่ทำงานพาร์ททามได้จะได้มีโอกาสใช้ภาษา ซึ่งทำให้ตัดตัวเลือกไปเยอะ แล้วสุดท้ายก็มาจบที่ประเทศอันห่างไกลจากความวุ่นวาย เมืองแห่งธรรมชาติ และ ความปลอดภัยติดอันดับทอปของโลกอย่าง "New Zealand" โดยเมืองที่เราเลือกก็คือ Dunedin ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งการศึกษาเพราะมีมหาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศอยู่
ระหว่างที่สมัครก็มีขั้นตอนมากมายบลาๆ แต่ตรงนี้จะไม่ลงรายละเอียดมากนักเพราะเอเจนซี่จะเป็นคนช่วยเหลือเรา ทุกอย่างราบลื่นจนกระทั้งวันที่จะบิน... เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ไม่ค่อยอยากจะสัมผัสสักเท่าไหร่คือ "โดนย้ายเครื่องครั้งแรก..." ด้วยความที่เราต้อง transit 3 ต่อ คือ Thailand -> Singapol ->Christchurch-> Dunedin แล้วในวันนั้นเครื่องเราออกบ่าย 2 ครึ่ง เราก็ไปถึงสนามบินก่อน 3 ชั่วโมงเพื่อความชัวจะได้ไม่พลาด พอไปถึงเราก็รออยู่หน้าเกตด้วยความจดจ่อ ทันใดนั้นอยู่ๆก็ได้ยินประกาศชื่อของเราขึ้นมา ตอนนั้นแอบสะดุ้งทำตัวไม่ถูก เเต่ก็ทำใจสู้เดินไปถามเค้าว่าเกิดอะไรขึ้น ทางสายการบินก็แจ้งว่าเนื่องด้วยเราบินหลายต่อแล้วเครื่องที่กำลังจะบินมาเกิดการดีเลย์เค้าเลยกลัวว่าจะไปต่ออีกเครื่องไม่ทัน เลยทำเรื่องย้ายเราไปนั่งอีกเส้นทางแทนซึ่งเครื่องออก 6 โมงเย็น แล้วเวลานั้นเพิ่งบ่ายโมงแปลว่าเราต้องรออีก 5 ชั่วโมง ทางสายการบินก็รับผิดชอบโดยให้เราไปใช้บริการ lounge ของชั้น business class ระหว่างรอ โดยมีของกินไม่จำกัด ก็ถือว่าในเรื่องร้ายๆก็ยังมีอะไรดีอยู่
บทที่ 2:
หลังจากเดินทางมาอย่างยาวนานกว่า 20+ ชั่วโมง ก็ถึงสถานีปลายทาง Dunedin เมื่อถึงสนามบินโฮสที่ทางมหาลัยติดต่อไว้ให้ก็มารับ เป็นคุณยายวัย 70+ ปี ชื่อว่า แซนดร้า มารอรับอย่างอบอุ่นพร้อมกับขับรถพาเรากลับบ้าน
พอมาถึงบ้านแซนดร้า (ขอเรียกแกว่าคุณยายแล้วกัน) ก็เย็นแล้วนางจึงจะชวนเราทานอาหารเย็น โดยภาพในหัวของเราก็คือต้องเป็นพวกสเต็กเนื้อแกะเเน่นอน เพราะว่าประเทศนี้มีจำนวนแกะมากกว่าคนด้วยซ้ำ555+ แต่ความเป็นจริงนั้นกลับเป็นอีกแบบเลย เพราะเราได้รับคำเชิญจากเพื่อนบ้านของนางซึ่งเป็นคนจีนให้มากินอาหารเย็นร่วมกัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ครั้งแรกที่น่าจดจำ "มื้ออาหารเเรกในนิวซีแลนด์..." นั้นก็คือ สุกี้หมาล่า 555+ ใครจะคิดว่าบินมาไกลสุดขอบโลกจะได้มากินสุกี้หมาล่าแบบนี้ แต่มันก็ช่วยทำให้เราได้หลงไหลไปกับบรรยากาศจนเกือบนึกว่าตัวเองยังอยู่บ้านอยู่เลย
พอกินข้าวเสร็จก็ได้กลับมาที่บ้านของคุณยาย โดยจะเป็นบ้านชั้นเดียวที่มีแค่เเกกับเรา แล้วก็น้องหมาชื่อ Frankie น้องแมวชื่อ Luna ที่แกเลี้ยงไว้ (แอบสังเกตุว่าคนแก่ที่นี้ชอบเลี้ยงหมาและแมว เลยลองถามคุณยายบอกว่าคนที่นี้ส่วนมากหลังจากที่โตแล้วก็จะไปสร้างครอบครัวของตัวเองทำให้คนแก่ก็จะต้องอยู่ด้วยตัวเองเลยเลี้ยงน้องๆไว้เพื่อแก้เหงา) ห้องของเราจะมีห้องน้ำในตัว แต่ความแปลกของประเทศนี้คือเค้าไม่มีกลอนล็อคประตู
บทที่ 3:
เริ่มเรียนวันแรก ก็จะมีการ Orientation เพื่อแนะนำตัวอาจารย์และสถานที่ต่างๆภายในมหาลัยโดยจะมีการร้องเพลงตามวัฒนธรรมของชาว Māori ซึ่งเป็นขนพื้นเมืองของที่นี้ โดยคนที่นี้จะมี 3 ภาษาทางการคือ English, Māori, และ ภาษามือ
การเรียนก็จะแบ่งคลาสตาม level ของผู้เรียน โดยก่อนที่จะเดินทางมาก็จะมีแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อที่จะหาระดับที่เหมาะสมกับเราด โดยหากว่าหลังจากเรียนแล้วหากรู้สึกว่าระดับการเรียนนั้นง่ายหรือยากไปก็สามารถปรึกษากับอาจารย์ได้ ยกตัวอย่างเหมือนของเราที่พอเรียนไปได้ประมาณ 1 อาทิตย์ก็ขอย้ายไปเรียนอีกระดับนึงเพราะรู้สึกว่ามันง่ายไป อีกอย่างที่ชอบมากของที่นี้คือทุกคนเฟรนลี่และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเราอย่างเต็มที่ ทำให้เรามีความกล้าที่จะพูดและสื่อสารทันที (ซึ่งทำให้ภาษาเราพัฒนาไปได้เยอะเลย) ส่วนช่วงบ่ายก็เป็น optional class นี้ก็เลยเลือกไปเป็น IELTs เพราะคิดว่าน่าจะครอบคลุมความรู้ทางภาษาไว้ได้แล้วก็น่าจะได้ใช้ (แต่เอาจริงๆมันไม่ค่อยเหมาะกับการใช้งานทั่วไปเท่าไหร่นะ มันเหมาะกับเพื่อสอบโดยเฉพาะมากกว่า555+)
เทคนิคการสอนของเค้าจะต่างจากที่เราเคยเรียนมาก่อนโดยคลาสเช้าจะเน้นให้เรากล้าใช้แล้วก็เสริมแกรมม่าเข้าไปด้วยเพื่อให้เห็นความสำคัญของพวก Tenses หรือ Idiom แล้วก็จะให้ทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อไม่ให้เด็กเบื่อและมีส่วนร่วมตลอดเวลา บางครั้งอาจารย์ก็อาจจะให้เราพรีเซนโปรเจคด้วย และเพื่อให้ไม่กดดันแกก็เลยสวมชุดซุปเปอร์แมนมาด้วยเลย555+
ส่วนคลาสบ่ายก็จะเป็นส่วนของ IELTs บอกเลยว่ายากมากเข้าไปแรกๆคือหัวมึนไปหมด เเต่อาจารย์ก็จะมีวิธีให้เราเตรียมตัว skills ทั้ง 4 ด้านรวมถึงคำศัพท์ของเราไปอย่างละน้อย โดยไม่เร่งหรือทำให้เราเครียดจนเกินไป
เมื่อเรียนไปจนครบเทอมก็จะมีการสอบด้วยโดยแบ่งเป็น ฟัง อ่าน และ เขียน ส่วนพูดนั้นจะเป็นการพรีเซนในห้องเรียน 2 ครั้งแทน เป็นแบบเดี่ยว 1 และ กลุ่ม 1 พอได้คะแนนก็จะสามารถใช้คะแนนนี้เพื่อขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งได้ โดยจะไปสุดที่ Advance และสูงกว่าคือ EFO ซึ่งจะเหมาะกับคนที่จะเข้ามหาลัยนี้โดยเฉพาะและต้องมีคะแนน IELTs มาก่อนแล้ว (แต่บางกรณีก็สามารถต่อมาจาก Advance ได้เลยเหมือนกัน)
บทที่ 4:
ชีวิตประจำวันของเราส่วนมากก็คือไปเรียน ไปยิม แล้วก็กลับบ้าน ส่วนเสาร์อาทิตย์ก็เป็นเวลาพักอยู่บ้าน แต่อาจจะเป็นเพราะธรรมชาติแถวนั้นที่ทำให้แค่เดินผ่านก็ feel good จนอยากออกมาเดินข้างนอกบ้านเลย
ในบางครั้งตอน weekend คุณยายก็จะพา เราและ Frankie ไปเดินเที่ยวที่ชายหาดที่ห่างออกไปประมาณ 10 นาที ถึงแม้ช่วงนั้นจะเป็นหน้าหนาวที่อากาศเลขตัวเดียวแต่ทุกคนก็ยังพาน้องหมาออกมาเดินเล่น บางคนก็ลงไปว่ายน้ำด้วยแล้วก็ขึ้นมาซาวหน้าต่อด้านบน
เนื่องจากบ้านที่เราพักนั้นไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากเราจึงเลือกที่จะเดินไปโรงเรียนหรือสำหรับบางคนที่ไม่สะดวกเดินก็สามารถใช้บริการรถบัสตลอดสาย 2.5$ ได้
หลังจากสอบเสร็จก็จะมีช่วงเวลาหยุดระหว่างเทอม 2 weeks บางคนอาจจะใช้เวลาตรงนี้ที่ห้องสมุดทั้ง 6 แห่งหรือยิมซึ่งเป็นสวัสดิการที่มหาลัยมีให้หรือบางคนก็ออกไปท่องเที่ยวรอบๆเกาะ อย่างเช่นเรานั่นเอง หลังจากที่ได้รวบรวมเพื่อนครบ 4 คน ก็เช่ารถขับรอบเกาะผ่านสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังทั้ง Queenstown, Lake Tekapo,และ Mountain Cook โดยมีเราเป็นคนขับเพราะเป็นคนเดียวที่มีใบขับขี่สากล (แนะนำว่าให้ทำมาจากประเทศไทย) เป็นทริป 3 วันที่คุ้มมาก ทั้งบรรยากาศและประสบการณ์ที่ได้รับ คือ "โดนตำรวจเรียกครั้งแรก..." ต้องบอกว่าด้วย mood มันดีมากจนทำให้เราคุยกันเพลิน วิวก็ดี เพลงมันส์ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงไซเรน เราเริ่มชลอจอดข้างทาง ปิดเพลง ทุกคนหยุดพูด แล้วก็มีคุณตำรวจเดินมาเคาะกระจกเรา เราเลยเปิดกระจกลงแล้วก็คุยกับแก โดยบทสนทนาที่จำได้คร่าวๆคือแกถามเราว่า จะไปไหน แล้วก็ขอตรวจใบขับขี่ก่อนจะให้เราลงไปเปิดท้ายรถ เสร็จแล้วเค้าก็ถามว่าเรามาเที่ยวหรอแล้วก็ถามว่า "Where are you from?" ไอ้เราตอบแบบงูๆปลาๆไปว่า "ไทเเลน วี คัม เฮีย ฟอ ทราเวล" ซึ่งจริงๆกะจะบอกว่าเรามาจาก Dunedin แต่ตอนนั้นตกใจ555+ แล้วเค้าก็ขอที่อยู่เราด้วย เราก็เลยใส่ที่อยู่ไทยไป เพราะคิดว่าเค้าน่าจะเอาไปใช้ถ้าเกิดอุบัติเหตุจะได้ระบุได้ว่าใครเป็นคนขับแล้วจะแจ้งไปที่ใคร พอเข้ามาในรถเพื่อนก็ถามว่าตำรวจเค้าต้องการอะไร เราก็ตอบไปว่าเค้าคงแค่เป็นห่วงเรากลัวเราจะขับรถเร็วเพราะแกถามว่าเราขับรถเกิน 100 km/hr รึเปล่า แต่เราก็ยืนยันว่าไม่น่าจะเกินนะ เราก็เลยบอกเพื่อนไปเพราะแกไม่ได้ให้ใบสั่งเราเลย ทริปนั้นเป็นอะไรที่สนุกมากเลยอันนี้รูปที่เก็บมาฝากเพื่อนๆได้ดูด้านล่าง
หลังจากผ่านมาได้ประมาณ 2 อาทิตย์ ก็มีรูปจากคุณแม่ที่ไทยส่งมาให้แล้วก็พิมพ์มาว่า "วอท อิส ดีส" พอเราเปิดดูก็ถึงกับขำ เพราะมันคือใบสั่งที่จ่าหน้าซองจากประเทศนิวซีเเลนพร้อมค่าปรับอีก 30$ ตีเป็นเงินไทยประมาณ 600 บาท หลังจากนั้นจะขับรถทีไรก็ระแวงไปทุกที5555+
บทที่ 5:
ในช่วงปิดเทอม 2 weeks พอเริ่มคิดว่าเราใช้ภาษาคล่องแล้วก็เลยเริ่มหางานทำ จนได้ "ทำงานต่างแดนครั้งแรก..." ที่ร้านอาหารไทย หน้าที่หลักคือการเสิร์ฟอาหาร ล้างจาน บางครั้งก็รับออเดอร์และทำหน้าที่บาร์เทนเดอร์ด้วย ในครัวกับเชฟคนไทย 2 คนและเชฟใหญ่ชาวฟิลิปปินส์ชื่อ Fernandes แกเป็นคนที่เรียกได้ว่ามองโลกในแง่ดีที่สุดที่เคยเจอมาเลย ทุกครั้งที่เจอกันแกจะยิ้มให้ทุกครั้ง และมักจะร้องเพลงด้วย (ทำไมคนฟิลิปปินส์ถึงร้องเพลงเพราะทุกคนเลยนะ)
การทำงานในครัวก็ค่อนข้างดุเดือดเพราะร้านเปิดแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งวันสำคัญลูกค้าจะเยอะเป็นพิเศษเลย มันจะมีอยู่คืนหนึ่งในช่วงสิ้นปี มีการจองโต๊ะประมาณ 60 รายการ ทั้งที่ร้านมีแค่ 22 โต๊ะ ทุกคนวิ่งวุ่นกันหมด ผมแทบไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามีคนทำอะไรพลาดสักอย่างมันจะเกิดอะไรขึ้นนะ และแล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เพราะเราดันเสิร์ฟอาหารผิดโต๊ะ(ซวยละ) สิ่งที่ทำได้ตอนนั้นคือการรีบไปบอกเฟอร์นันว่าเราทำพลาดนะ พอบอกเสร็จหน้าแกก็เปลี่ยนไป ในขณะที่มือก็ยังทำอาหารอยู่ แต่สัมผัสได้ถึงน้ำหนักมือตอนแกหั่นผักว่ามันหนักขึ้น (คิดในใจตอนนั้นแล้วว่าเตรียมหางานใหม่ได้เลย) หลังจากผ่านไปได้ซัก 5 วินาที แกก็บอกให้เชฟอีกคนทำออเดอร์โต๊ะนั้นก่อนแล้วแกจะจัดการแก้ไขโต๊ะที่ผิดพลาด สถานการคลี่คลายอย่างรวดเร็วจนผมงงไปเลย ดูเหมือนตอนนั้นผมก็ยังสีหน้าบอกบุญไม่รับเพราะรู้สึกผิดเพราะก่อนจะกลับบ้านเฟอร์นันเรียกผมแล้วก็บอกกับผมว่า “It’s alright, don’t blame yourself. Everyone can make a mistake just accept, learn, and move on.” ก่อนจะจบด้วยคำพูดประจำของแกคือ “No worry, be happy”
บทสุดท้าย:
พอมองย้อนกลับไป ผมรู้สึกได้ว่าตัวเราเองได้รับประสบการณ์มากเกินกว่าสิ่งที่คาดหวังไว้เยอะเลย ไม่ว่าจะเป็นจากอุบัติเหตุที่ทำให้เครื่องบินไฟด์นั้นมาไม่ทันเวลาจนทำให้เราต้องนั่งรออยู่ 5 ชั่วโมง แต่ก็ได้อยู่ใน lounge อย่างดีนะ การที่อาหารมื้อแรกที่เราได้กินเป็นสุกี้หมาล่าจากจีนที่ไม่เหมือนกับสเต็กเนื้อแกะที่เราวาดภาพไว้ แต่มันก็อร่อยจนชวนคิดถึงคนที่บ้านเลย การโดนตำรวจปรับแล้วส่งจดหมายกลับไปที่บ้านแล้วก็โดนแม่ดุ ก็กลายเป็นเรื่องตลกที่สรรถนาการเพื่อนๆได้เป็นอย่างดี และความผิดพลาดจากความสับเพล่าของเราจนเกือบทำให้ทุกคนในครัววุ่นวายกันไปหมด แต่เราก็ได้รับคำแนะนำที่สามารถไปประยุกต์ใช้
สุดท้ายนี้ผมว่าประสบการณ์ครั้งแรกของพวกเราทุกคนคงต่างกันออกไปแต่มันก็ได้ทิ้งร่องรอยแห่งการเรียนรู้ไว้กับเรา ขอเพียงแค่เรามุ่งมันที่จะผ่านมันไปเพื่อจะเป็นตัวเราที่เก่งขึ้นกว่าเก่า และก็ขอขอบคุณที่อ่านมาจนจบนะครับ จริงๆยังมีเรื่องอยากเล่าอีกแต่อาจจะต้องแบ่งเป็นอีกกระทู้ (ถ้ายังมีคนอยากอ่าน555+) และสำหรับคนที่สนใจจะมาใช้ชีวิตในต่างแดน ผมอยากจะขอเป็นกำลังใจให้คุณได้มีความกล้าแล้วลองกระโดดออกมาสร้าง "ครั้งแรก" ของคุณเองดูครับ