ชื่อเรื่อง: จิตอาฆาตหลังความตาย
สมัยก่อนที่บ้านนอกแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มชื่อ เจิม เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ มีภรรยาชื่อ แสงเดือน และลูกชายวัยขวบเศษอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสุขสบาย จนกระทั่งมีเศรษฐีเจ้าของที่ดินชื่อ นายสิน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ เห็นว่าที่ดินของเจิมอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำสวน จึงเกิดความอยากได้มาเป็นของตน
นายสินใช้อิทธิพลและเงินทอง บิดเบือนเอกสารสิทธิ์ กล่าวหาว่าเจิมบุกรุกที่ดินของตน เมื่อเจิมไปฟ้องร้อง นายสินก็ใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่ ทำให้เจิมแพ้คดีและถูกขับไล่ออกจากบ้านที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
ด้วยความคับแค้นใจและไม่มีที่พึ่ง เจิมไปเผชิญหน้ากับนายสินเพื่อขอความยุติธรรม แต่กลับถูกลูกน้องรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะสิ้นใจ เจิมจ้องมองหน้านายสินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า:
“ถึงตายก็ไม่ยอมให้ลืม…จิตวิญญาณของข้าจะตามทวงหนี้ความแค้นนี้ จนกว่าท่านจะรับกรรม!”
หลังจากเจิมเสียชีวิต ศพของเขาถูกทิ้งไว้กลางป่าไม่มีคนเก็บศพ และไม่มีพิธีกรรมใดๆ เพื่อส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุขภาวะ ทำให้จิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ กลายเป็นวิญญาณที่ยึดติดอยู่กับความแค้น
ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นไป ความสยองขวัญก็เริ่มเกิดขึ้นกับนายสิน ทุกคืนเมื่อหลับตา ก็จะฝันเห็นเจิมยืนจ้องมองด้วยหน้าตาเลือดซึม กระซิบเรียกชื่อซ้ำๆ จนทำให้ตื่นมาด้วยเหงื่อท่วมตัว ในเวลากลางวันก็เกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ทั้งของแตกหัก ม้าและวัวในสวนป่วยตายผิดปกติ
ไม่นานนัก ความผิดปกติก็รุนแรงขึ้น เสียงร้องครวญครางดังก้องไปทั่วบริเวณบ้านในยามค่ำคืน บางครั้งเห็นเงามืดรูปร่างเหมือนคนเดินวนเวียนอยู่รอบกำแพง นายสินพยายามแก้ไขด้วยการเชิญหมอผี อาจารย์คาถามาขับไล่ แต่ก็ไม่เป็นผล คาถาใดๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งจิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตได้
วันหนึ่งขณะนายสินเดินตรวจสวนคนเดียว ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มลงกะทันหัน มีลมพัดแรงจนกิ่งไม้หักโค่นลงมา ก่อนที่เขาจะรู้ตัว เห็นเงาร่างของเจิมปรากฏขึ้นตรงหน้า ดวงตาแดงฉาน ส่งเสียงดังก้องว่า:
“ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องชดใช้!”
นายสินตกใจวิ่งหนี แต่เหมือนมีแรงมองไม่เห็นดึงรั้งขาไว้ จนสะดุดล้มลงไปในหลุมลึกที่เพิ่งขุดไว้ใหม่ๆ กิ่งไม้ใหญ่ก็หักโค่นลงมาทับร่างเขาจนไม่ขยับเขยื้อนได้ ก่อนจะสิ้นใจ เขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า “หนี้แค้นได้ชำระแล้ว”
หลังจากนั้น ความสงบก็กลับมาสู่บริเวณนั้น เสียงร้องครวญและปรากฏการณ์ลึกลับก็หายไปเอง ชาวบ้านต่างเล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน ว่าจิตใจที่มีความอาฆาตแรงกล้า แม้จะตายไปแล้ว ก็ยังมีพลังพอที่จะตามทวงคืนความยุติธรรม และไม่มีใครสามารถหนีพ้นกรรมที่ตนเองก่อขึ้นได้เลย
เล่าเรื่องผี
สมัยก่อนที่บ้านนอกแห่งหนึ่ง มีชายหนุ่มชื่อ เจิม เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ มีภรรยาชื่อ แสงเดือน และลูกชายวัยขวบเศษอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างสุขสบาย จนกระทั่งมีเศรษฐีเจ้าของที่ดินชื่อ นายสิน มาตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้ๆ เห็นว่าที่ดินของเจิมอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การทำสวน จึงเกิดความอยากได้มาเป็นของตน
นายสินใช้อิทธิพลและเงินทอง บิดเบือนเอกสารสิทธิ์ กล่าวหาว่าเจิมบุกรุกที่ดินของตน เมื่อเจิมไปฟ้องร้อง นายสินก็ใช้เงินติดสินบนเจ้าหน้าที่ ทำให้เจิมแพ้คดีและถูกขับไล่ออกจากบ้านที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง
ด้วยความคับแค้นใจและไม่มีที่พึ่ง เจิมไปเผชิญหน้ากับนายสินเพื่อขอความยุติธรรม แต่กลับถูกลูกน้องรุมทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะสิ้นใจ เจิมจ้องมองหน้านายสินด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ตะโกนด้วยเสียงแหบแห้งว่า:
“ถึงตายก็ไม่ยอมให้ลืม…จิตวิญญาณของข้าจะตามทวงหนี้ความแค้นนี้ จนกว่าท่านจะรับกรรม!”
หลังจากเจิมเสียชีวิต ศพของเขาถูกทิ้งไว้กลางป่าไม่มีคนเก็บศพ และไม่มีพิธีกรรมใดๆ เพื่อส่งดวงวิญญาณให้ไปสู่สุขภาวะ ทำให้จิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้ กลายเป็นวิญญาณที่ยึดติดอยู่กับความแค้น
ตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นไป ความสยองขวัญก็เริ่มเกิดขึ้นกับนายสิน ทุกคืนเมื่อหลับตา ก็จะฝันเห็นเจิมยืนจ้องมองด้วยหน้าตาเลือดซึม กระซิบเรียกชื่อซ้ำๆ จนทำให้ตื่นมาด้วยเหงื่อท่วมตัว ในเวลากลางวันก็เกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ อยู่เสมอ ทั้งของแตกหัก ม้าและวัวในสวนป่วยตายผิดปกติ
ไม่นานนัก ความผิดปกติก็รุนแรงขึ้น เสียงร้องครวญครางดังก้องไปทั่วบริเวณบ้านในยามค่ำคืน บางครั้งเห็นเงามืดรูปร่างเหมือนคนเดินวนเวียนอยู่รอบกำแพง นายสินพยายามแก้ไขด้วยการเชิญหมอผี อาจารย์คาถามาขับไล่ แต่ก็ไม่เป็นผล คาถาใดๆ ก็ไม่อาจหยุดยั้งจิตใจที่เต็มไปด้วยความอาฆาตได้
วันหนึ่งขณะนายสินเดินตรวจสวนคนเดียว ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มลงกะทันหัน มีลมพัดแรงจนกิ่งไม้หักโค่นลงมา ก่อนที่เขาจะรู้ตัว เห็นเงาร่างของเจิมปรากฏขึ้นตรงหน้า ดวงตาแดงฉาน ส่งเสียงดังก้องว่า:
“ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องชดใช้!”
นายสินตกใจวิ่งหนี แต่เหมือนมีแรงมองไม่เห็นดึงรั้งขาไว้ จนสะดุดล้มลงไปในหลุมลึกที่เพิ่งขุดไว้ใหม่ๆ กิ่งไม้ใหญ่ก็หักโค่นลงมาทับร่างเขาจนไม่ขยับเขยื้อนได้ ก่อนจะสิ้นใจ เขาได้ยินเสียงกระซิบแผ่วเบาว่า “หนี้แค้นได้ชำระแล้ว”
หลังจากนั้น ความสงบก็กลับมาสู่บริเวณนั้น เสียงร้องครวญและปรากฏการณ์ลึกลับก็หายไปเอง ชาวบ้านต่างเล่าขานกันมาจนถึงปัจจุบัน ว่าจิตใจที่มีความอาฆาตแรงกล้า แม้จะตายไปแล้ว ก็ยังมีพลังพอที่จะตามทวงคืนความยุติธรรม และไม่มีใครสามารถหนีพ้นกรรมที่ตนเองก่อขึ้นได้เลย