เรื่องนี้คือบันทึกของเด็กสาวไทยที่กลัวภาษาอังกฤษมาทั้งชีวิต เรียนในห้องก็แล้ว ลงคอร์สก็แล้ว แต่พอต้องพูดจริงก็มือสั่นขาสั่นทุกที จนวันหนึ่งตัดสินใจเชื่อประโยค
“Feel the fear and do it anyway” บินเดี่ยวไปเรียนภาษาที่เมือง Auckland ประเทศนิวซีแลนด์
ถ้าคุยกับคนไม่รู้เรื่องอย่างน้อยพวกแกะก็น่าจะเข้าใจฉันสักตัวละน่าาา ~
.
เรียนในห้องก็แล้ว เรียนพิเศษก็แล้ว ฉันคนนี้ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนคนอื่นเขาสักนิด การปฏิวัติเพื่อให้สมองน้อยๆขยายใหญ่ขึ้นจึงเริ่มต้น ในเมื่ออยู่ไทยแล้วก็คอยแต่จะหลบเลี่ยงไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ในห้องเรียนที่อุตส่าห์เสียเงินลงคอร์สเรียนก็เหมือนจะเข้าหูซ้ายทะลุหูหมา เอ่ย ขวา คงเหลือหนทางเดียวที่จะต้องทำคือ เอาตัวเองไปอยู่ในที่ๆคนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษซะ เด็กสาวจึงตัดสินใจกอดกระปุ๊กหมูออมสินและมุ่งสู่ New Zealand ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา เอาว่ะมาลองกันดูอีกสักตั้ง ว่าการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าแค่ไหน
.
ออกเดินทางกันจ้าาา BKK TO AKL
หลังจากที่เราตัดสินใจลงเรียน ทำเรื่องวีซ่าทุกอย่างเรียบร้อย ก็ถึงวันที่จะออกเดินทางสักที ก่อนจะบินก็ไม่ได้กลัวอะไรเท่าไหร่หรอก เพราะมันยังอยู่ที่ไทยไง มันยังฟุตฟิตฟอไฟ แบบ สเนคๆ ฟิชๆ ได้ แต่พอขึ้นเครื่องเท่านั้นแหละ
ภารกิจการบินเดี่ยว เริ่ม ! สาวน้อยใจสั่นตั้งแต่ตอนที่ต้องลงไปต่อเครื่อง ฮรืออเจ้าหน้าที่จะถามอะไรฉันไหมนะ ฉันจะพูดกับเค้ารู้เรื่องไหม สิ่งที่เอาไปเผื่อติดกระเป๋าเลยคือพาวเวอร์แบงค์ อะไรจะหมดก็ได้แต่แบตฉันต้องมีพอให้มือถือฉันทำหน้าที่ translate ให้ฉัน แต่สุดท้ายแล้วก็ผ่านมาได้ด้วยดี มีคนมารับไปส่งบ้านพักที่จองไว้ (ก็นะวางแผนมาอย่างดีจะพลาดตั้งแต่ก้าวแรกได้ยังไงฮะ)
บ้านพักและที่อยู่อาศัย (บ้านHost > หอพักนักศึกษา > Apartment)
แน่นอนว่าไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกใครไม่กลัวแต่นี้กลัวค่าาาา เราจึงจองบ้านพักกับทางโรงเรียน เป็น
บ้านของ Host ที่อยู่ที่นั่น ในช่วง1เดือนแรก
ข้อดี คือโฮสต์จะคอยช่วยเหลือเรา สอนขึ้นรถเมล์ไปกลับโรงเรียนยังไง มีเบอร์ติดต่อยามฉุกเฉิน หากเกิดอะไรขึ้นก็สามารถติดต่อ Host mom-dad ได้ และโชคดีที่ Host mom บ้านที่เราอยู่เป็นชาวเอเชีย เราเลยได้กินข้าวทุกวัน อาหารการกินจึงไม่ค่อยต่างกับตอนอยู่ไทยมาก เราได้เพื่อนคนแรกก็จากบ้านหลังนี้ เพราะโฮส รับเด็กมาอยู่ด้วยสองคน คือเราที่เป็นคนไทยและเพื่อนอีกคนที่เป็นคนญี่ปุ่น
แต่เนื่องด้วยรถเมล์ที่ผ่านบ้านมีแค่สายเดียวแล้วก็ค่อนข้างห่างไกลจากโรงเรียน ทำให้เรากับเพื่อนต้องหาที่พักใหม่ที่ใกล้กับโรงเรียนที่สามารถเดินทางสะดวก อยากบอกว่าที่นิวซีแลนด์การเช่าห้องพักถือว่าหาค่อนข้างยากมาก ด้วยราคาที่กำหนด บวกกับตำแหน่งที่เราต้องการ ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่มี หลายๆข้อกำหนด ทั้งนี้ไม่ใช่แค่จะมีเงินก็เช่าหอได้ บางที่ landlord ก็มีการเช็กประวัติผู้ที่จะเข้าพักเหมือนกัน สุดท้ายหอที่เราได้ เป็น
หอพักนักศึกษาชาวต่างชาติ มีพื้นที่ส่วนกลางห้องสัมมนา ประชุม ห้องดูหนัง study-room เรียกได้ว่าเหมาะกับนักศึกษาจริงๆ ตอนแรกก็คิดว่าจะอยู่ได้ไหมนะเพราะต้องแชร์ห้องน้ำ ห้องครัวกับคนทั้งfloor แต่สุดท้ายพอเข้าไปอยู่แล้วเราก็จะค่อยๆปรับตัวกันไปเอง
ข้อดี รู้สึกว่าคิดถูกมากที่เลือกมาอยู่หอนี้ เพราะหอนี้ตอนที่เราไปอยู่ยังไม่ค่อยมีคนไทยอยู่กัน มีเราเป็นคนเดียวในนั้นก็ว่าได้ ทำให้เราต้องใช้ภาษาอังกฤษในทุกๆวัน ไม่ว่าจะดูหนังเล่นเกม หรือลงมากินข้าวด้านล่าง เพื่อนๆก็จะชวนคุย ทักทาย มันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ฝึกภาษามากกว่าที่เรียนในห้องเรียน
ตอนเย็นๆค่ำๆถ้ามีการบ้านอะไรไม่เข้าใจเราแค่เอามาทำด้านล่างเพื่อนๆที่เป็นนักศึกษาก็จะมาคอยช่วยเรา มีเรากับเพื่อนชาวเกาหลีที่เรียนโรงเรียนเดียวกันก็มาทำการบ้านด้วยกันแล้วเพื่อนชาวจีนก็มาสอน กับเพื่อนที่เป็นชาวกีวี่(ชื่อเรียกชาวนิวซีแลนด์) ก็ลงมาเรียนภาษาเกาหลีกับเพื่อนๆด้านใต้หอ บางวันหอก็มีปาร์ตี้ ทุกคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแทร่ เรายังเคยไปเต้นหน้าเวทีกับเพื่อนชาวอินเดียด้วย สนุกมาก ทุกคนมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย เมื่อก่อนเราคิดว่าพูดภาษาอังกฤษจะต้องสำเนียงเป๊ะไม่งั้นไม่มีใครเข้าใจหรอก หรือถ้าเราพูดสำเนียงไทยแท้ทุกคนก็คงล้อเราเหมือนที่เราเรียนที่ไทย แต่พอเราได้ไปเรียนรู้จริงๆ เพื่อนเราบอกว่า ขอแค่พูดให้เข้าใจ จะสำเนียงอะไรก็พูดออกมาเถอะ ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอคิดอะไร เราก็ได้ฟังประโยคที่ดึงสติเรามากที่สุดในวันที่เราไม่กล้าพูด จากคุณลุงตุรกีผู้ที่เมาตลอดเวลา เค้าพูดกับเราว่า
"Having an accent isn't something shameful — it shows that you can speak more than one language." คุณพรี่คร่ะ จากคุณลุงที่ดูเมาๆอยู่ตลอดเวลา พอพูดประโยคนั้นคุณลุงหล่อยิ่งกว่า แบรด พิตต์ อีกค่ะ และนั้นแหละเป็นคำที่เราจดและจำให้มันฝังในสมองเลยว่า การพูดติดสำเนียงไม่ใช่เรื่องเสียหาย นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณพูดได้มากกว่า 1 ภาษา ฉะนั้นกล้าที่จะพูดเถอะเพราะคนที่เขาอยากจะเข้าใจคุณเขาจะเข้าใจคุณเอง
ก่อนจะปรับสำเนียงให้ฟังง่าย เริ่มต้นที่เราต้องกล้าพูดออกมาก่อนค่ะ!
แล้วคิดดูสนิทกันขนาดที่มีฉลองวันเกิดแทบทุกเดือน มีกิจกรรมให้ทำตลอด วันดีคืนดีเพื่อนอยากห่อเกี๊ยวก็ชวนคนทั้งหมดมาช่วยห่อ วันไหนอยากเล่นเกมก็โทรตามทุกคนให้ลงมาเล่นด้วยกัน หรือจะเป็นช่วงวันสำคัญเช่น วันเกิดเพื่อนสาวชาวกีวี่ เพื่อนมีกล่าวเป็นภาษาเมารี(ชนเผ่าสำคัญในนิวซีแลนด์ จะใด้ยินภาษาเมารีในรถเมย์ด้วย) ขอบคุณทุกคน และก็เล่าเรื่องราวประเพณีของชาวเมารีให้ฟัง หรือตอนที่เป็นวันเกิดสาวเกาหลี ก็ได้กินซุปซาหร่ายจริงๆ แบบตรงตามซีรีส์ที่เคยดูเลย มันเหมือนเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านกลุ่มเพื่อนใหม่จริงๆ ที่แบบไม่ใช่แค่เรามองอยู่แต่ในจอภาพแต่วันนี้เราได้มาเป็นคนในเหตุการณ์นั้นๆมันเหมือนเติมเต็มความฝันส่วนหนึ่งของเราเลย
.
.
แต่สุดท้ายงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พอมีคนเข้ามาหอเยอะ สัดส่วนคนเปลี่ยน เพื่อนๆที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันแล้วจะนิยมพูดแต่ภาษาสเปนซะส่วนใหญ่ เราก็เลยตัดสินใจย้ายที่อยู่อีกครั้ง ครั้งนี้เรา
ย้ายมาอยู่Apartment สองห้องนอน สองห้องน้ำ กับเพื่อนชาวสิงคโปร์ นางมาเรียนหมอที่ UOA แล้วนางก็ชวนเรามาเป็น roommate เราเลยถามว่าทำไมถึงเลือกฉัน นางให้เหตุผลว่าเพราะเธอคือคนไทยและ
คนไทย friendly กับ LGBTQ+ มากๆ และก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่นางเลือกมาเรียนที่
New Zealand เพราะที่นี่
เปิดรับทุกความหลากหลายทางเพศ ฉันละสุดจะว้าวว แน่นอนว่าสาวไทยใจงามคนนี้ ก็ต้องตอบตกลงทันทีสิ จะให้เสียชื่อพี่กระเทยที่ชุบเลี้ยงหนูมาตอนอยู่ที่ไทยได้อย่างไรกัน 55555+ ให้มันรู้ซะบ้างว่าเพื่อนสาวชาวไทยแลนด์เดียร์เนี้ย เลิศที่สุดแล้ววว
แน่นอนว่าตามกิตติศัพท์นักเรียนแพทย์คือเรียนหนักมาก เลยทำให้เราก็ขยันตามนางไปด้วย กลับมาจากโรงเรียนเราก็จะเตรียมตัวไปทำงาน พอทำงานเสร็จกลับมานางยังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เราก็จะมานั่งอ่านหนังสือไปพร้อมกับนางด้วย ถ้าช่วงไหนนางเรียนเรื่องอะไรเราก็จะได้เรียนคำศัพท์ทางการแพทย์ไปพร้อมกับนางด้วย เลิศเลยล่ะ ไม่คิดว่าแผนการขยายพื้นที่สมองจะมาไกลถึงขั้นบรรจุศัพท์เทคนิคแพทย์ได้ด้วย ภูมิใจตัวเองจริงๆ หรือบางวันที่เราเรียนอะไรแปลกๆใหม่ๆมาก็เอามาคุยกับนางได้เช่น เราไปลงเรียนคลาสพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเราก็มาทวนความรู้ที่เราได้ไปลองทำให้นางดู ก็ตลกๆเขินๆไปอีกแบบ แล้วพวกเราก็ชวนกันทำเค้กแบบทุกอาทิตย์ มีให้เพื่อนๆบ้าง เอาไปร่วมงานปาร์ตี้บ้าง และก็เป็นข้ออ้างให้ตัวเองบ้างว่าร่างกายพวกเราใช้สมองกันเยอะเลยต้องการน้ำตาลขั้นสุด การกินเค้กเลยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสร้างรอยหยักในสมองแบบ L ใน Death Note (รู้แหละว่าไม่ใช่ แต่เลือกที่จะเชื่อแบบนี้ 55555+ เส้นบางๆระหว่างเรียนหนักกับล่าแบ้) และใช่ พอมีห้องน้ำเป็นของตัวเองแล้วชีวิตก็สบายขึ้นจริงๆไม่ต้องคอยถือแชมพูครีมอาบน้ำไปห้องน้ำอยู่ทุกรอบที่จะอาบ ไอเรามันก็ชาวเอเชียอาบเช้าอาบเย็นสะด้วยสิ อิอิ
หลักสูตรการเรียน
เราลงเรียนเป็นคลาสเรียนภาษา และก็ลงเรียนคลาสไอเอลด้วย เพื่อว่าจะได้ไปสอบคะแนนไอเอลไว้ใช้เรียนต่อหรือไม่ก็สมัครงาน ช่วงแรกที่มาเรียนตอนนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เป็นครั้งแรกที่มือถือมีข้อความแจ้งเหตุเลยตกใจมากคิดว่าใครแฮกมือถือเพราะ ณ ตอนนั้นที่ไทยยังไม่เคยมีระบบเตือนภัยให้กับประชาชนแบบนี้(กลิ่นความเจริญนี้ทำฉันตกใจทุกรอบที่แจ้งเตือน) ด้วยเหตุน้ำท่วมทำให้นักเรียนหลายๆคนเดินทางไปเรียนได้ไม่สะดวกเลยต้องเรียนอยู่ที่บ้านก็เป็นการเรียนแบบ Online จนสถานการณ์กลับมาเป็นปกติเราก็กลับมาเรียน Onsite
สำหรับคลาสเรียนภาษาทั่วไป
ก็จะมีให้เรียน
ช่วงเช้าจะเรียนเป็นgrammar
ช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรมกลุ่มฝึกการพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกัน และ
ช่วงเย็นก็เป็นกิจกรรมตามใจ ในส่วนช่วงเย็นนี้ผู้เรียนว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้แต่ละวันจะมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางวันอาจจะเป็นไปเล่นกีฬา ไปเล่นบอร์ดเกม เล่นพูล หรือว่าจะเป็นปาร์ตี้ แล้วแต่ตารางรายอาทิตย์จะออกมา ช่วงแรกๆเราไปลองทุกๆอันเลยสนุกมาก

ในบางครั้งทางสถาบันภาษา(ขอเรียกว่าโรงเรียน)ก็จะมีกิจกรรมพิเศษให้ทำ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำแล้วแต่ว่าเราจะสนใจกิจกรรมไหน ของเราเลือกไป Sailing ล่องเรือด้วยเกร๋ๆ ในราคานักเรียน แล้วเราก็ได้เข้าคลาสกิจกรรมฝึกทำเครื่องดื่ม Mocktail ด้วย คุณครูมีสอนทริกการตวงการใส่น้ำให้เป็นเลเยอร์สวยๆ เปิดโลกใหม่ให้กับหญิงสาวมากค่ะ ตอนทำกว่าจะบรรจงได้มา พอได้ดื่มคือแป๊บเดียวหมด 55555+ และก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนอีกเพียบเลยหละ
สำหรับคลาสเรียน IELTS
เห้อออ ซิหมดคำจะเว้า... ก็ขึ้นชื่อว่าไอเอล อยากจะร้องแบ๊ะ แบ๊ะ ไปคุยกับแกะในทุกๆวัน ฉันต้องกล้าหาญชาญชัยขนาดไหนที่แค่พอมีพื้นฐานภาษาจากคลาสปกติมานิดหน่อยแต่กลับเลือกลงเรียนไอเอลอะแกรร ไอเอลล!
ไม่เจ้มจ้น เราไม่นอนน เอ่ออ คุณได้สิทธินั้นเดี่ยวนี้ 555555+ ก่อนเริ่มเรียน นักเรียนทุกคนจะต้องสอบวักระดับภาษาของไอเอลก่อนเป็นการจัดสอบในโรงเรียนเพื่อจำแนกนักเรียนว่าควรจะอยู่กลุ่มไหนในคลาสเรียนไอเอล โรงเรียนจะแบ่งการเรียนออกเป็นเช้ากับบ่ายเหมือนเดิม
ช่วงเช้าจะเรียนหลักการต่างๆ
ช่วงบ่ายก็จะเป็นการฝึกทำโจทย์ในแต่ละหัวข้อ จำไม่ได้เป๊ะๆว่า วันอะไรเรียนอะไร แต่ จ-พฤ จะเป็นการเรียนทั้ง4 ทักษะ 1 ทักษะต่อ 1วัน เช่น วันจันทร์เรียนทักษะฟัง อังคารเรียนเขียน ประมาณนั้น และวันศุกร์จะเป็นวันที่สอบแบบ mock test รวมทั้งหมด
โดยที่ระหว่างเรียนคลาสไอเอล นักเรียนจะไม่สามารถ take vacation ได้ต้องเรียนจนกว่าจะหมดหลักสูตรที่โรงเรียนกำหนดไว้ หากใครที่เคยลงเรียนไอเอลที่ไทยแล้วก็คงจะเข้าใจบรรยากาศดีว่ามันเป็นยังไง ฮรือออ อยากร้องไห้แต่ทำไม่ได้เดี่ยวน้ำตาเปื้อนกระดาษแแล้วจะไม่ถูกนับคะแนนอีก กระซิกๆๆ 555555+ แน่นอนว่า
ข้อดีคือ คลังศัพท์ที่ได้จากในคลาสคือที่สุด การพูดแบบเป็นทางการ การอ่าน การเขียน ถือว่าทั้ง4ทักษะพัฒนาเร็วมาก เพราะมันคือการฝึกทำโจทย์ในทุกๆวัน ตลอดหลักสูตรเลยฮะ
Feel the fear and do it anyway การผจญภัยใน New Zealand กับเด็กสาวที่ไม่ได้ภาษา
.
เรียนในห้องก็แล้ว เรียนพิเศษก็แล้ว ฉันคนนี้ก็ยังใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้เหมือนคนอื่นเขาสักนิด การปฏิวัติเพื่อให้สมองน้อยๆขยายใหญ่ขึ้นจึงเริ่มต้น ในเมื่ออยู่ไทยแล้วก็คอยแต่จะหลบเลี่ยงไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ในห้องเรียนที่อุตส่าห์เสียเงินลงคอร์สเรียนก็เหมือนจะเข้าหูซ้ายทะลุหูหมา เอ่ย ขวา คงเหลือหนทางเดียวที่จะต้องทำคือ เอาตัวเองไปอยู่ในที่ๆคนส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษซะ เด็กสาวจึงตัดสินใจกอดกระปุ๊กหมูออมสินและมุ่งสู่ New Zealand ประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการส่งเสริมการศึกษา เอาว่ะมาลองกันดูอีกสักตั้ง ว่าการลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าแค่ไหน
.
ออกเดินทางกันจ้าาา BKK TO AKL
หลังจากที่เราตัดสินใจลงเรียน ทำเรื่องวีซ่าทุกอย่างเรียบร้อย ก็ถึงวันที่จะออกเดินทางสักที ก่อนจะบินก็ไม่ได้กลัวอะไรเท่าไหร่หรอก เพราะมันยังอยู่ที่ไทยไง มันยังฟุตฟิตฟอไฟ แบบ สเนคๆ ฟิชๆ ได้ แต่พอขึ้นเครื่องเท่านั้นแหละ ภารกิจการบินเดี่ยว เริ่ม ! สาวน้อยใจสั่นตั้งแต่ตอนที่ต้องลงไปต่อเครื่อง ฮรืออเจ้าหน้าที่จะถามอะไรฉันไหมนะ ฉันจะพูดกับเค้ารู้เรื่องไหม สิ่งที่เอาไปเผื่อติดกระเป๋าเลยคือพาวเวอร์แบงค์ อะไรจะหมดก็ได้แต่แบตฉันต้องมีพอให้มือถือฉันทำหน้าที่ translate ให้ฉัน แต่สุดท้ายแล้วก็ผ่านมาได้ด้วยดี มีคนมารับไปส่งบ้านพักที่จองไว้ (ก็นะวางแผนมาอย่างดีจะพลาดตั้งแต่ก้าวแรกได้ยังไงฮะ)
บ้านพักและที่อยู่อาศัย (บ้านHost > หอพักนักศึกษา > Apartment)
แน่นอนว่าไปอยู่ต่างประเทศคนเดียวครั้งแรกใครไม่กลัวแต่นี้กลัวค่าาาา เราจึงจองบ้านพักกับทางโรงเรียน เป็น บ้านของ Host ที่อยู่ที่นั่น ในช่วง1เดือนแรก ข้อดี คือโฮสต์จะคอยช่วยเหลือเรา สอนขึ้นรถเมล์ไปกลับโรงเรียนยังไง มีเบอร์ติดต่อยามฉุกเฉิน หากเกิดอะไรขึ้นก็สามารถติดต่อ Host mom-dad ได้ และโชคดีที่ Host mom บ้านที่เราอยู่เป็นชาวเอเชีย เราเลยได้กินข้าวทุกวัน อาหารการกินจึงไม่ค่อยต่างกับตอนอยู่ไทยมาก เราได้เพื่อนคนแรกก็จากบ้านหลังนี้ เพราะโฮส รับเด็กมาอยู่ด้วยสองคน คือเราที่เป็นคนไทยและเพื่อนอีกคนที่เป็นคนญี่ปุ่น
แต่เนื่องด้วยรถเมล์ที่ผ่านบ้านมีแค่สายเดียวแล้วก็ค่อนข้างห่างไกลจากโรงเรียน ทำให้เรากับเพื่อนต้องหาที่พักใหม่ที่ใกล้กับโรงเรียนที่สามารถเดินทางสะดวก อยากบอกว่าที่นิวซีแลนด์การเช่าห้องพักถือว่าหาค่อนข้างยากมาก ด้วยราคาที่กำหนด บวกกับตำแหน่งที่เราต้องการ ห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์หรือไม่มี หลายๆข้อกำหนด ทั้งนี้ไม่ใช่แค่จะมีเงินก็เช่าหอได้ บางที่ landlord ก็มีการเช็กประวัติผู้ที่จะเข้าพักเหมือนกัน สุดท้ายหอที่เราได้ เป็นหอพักนักศึกษาชาวต่างชาติ มีพื้นที่ส่วนกลางห้องสัมมนา ประชุม ห้องดูหนัง study-room เรียกได้ว่าเหมาะกับนักศึกษาจริงๆ ตอนแรกก็คิดว่าจะอยู่ได้ไหมนะเพราะต้องแชร์ห้องน้ำ ห้องครัวกับคนทั้งfloor แต่สุดท้ายพอเข้าไปอยู่แล้วเราก็จะค่อยๆปรับตัวกันไปเอง
ข้อดี รู้สึกว่าคิดถูกมากที่เลือกมาอยู่หอนี้ เพราะหอนี้ตอนที่เราไปอยู่ยังไม่ค่อยมีคนไทยอยู่กัน มีเราเป็นคนเดียวในนั้นก็ว่าได้ ทำให้เราต้องใช้ภาษาอังกฤษในทุกๆวัน ไม่ว่าจะดูหนังเล่นเกม หรือลงมากินข้าวด้านล่าง เพื่อนๆก็จะชวนคุย ทักทาย มันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราได้ฝึกภาษามากกว่าที่เรียนในห้องเรียน
ตอนเย็นๆค่ำๆถ้ามีการบ้านอะไรไม่เข้าใจเราแค่เอามาทำด้านล่างเพื่อนๆที่เป็นนักศึกษาก็จะมาคอยช่วยเรา มีเรากับเพื่อนชาวเกาหลีที่เรียนโรงเรียนเดียวกันก็มาทำการบ้านด้วยกันแล้วเพื่อนชาวจีนก็มาสอน กับเพื่อนที่เป็นชาวกีวี่(ชื่อเรียกชาวนิวซีแลนด์) ก็ลงมาเรียนภาษาเกาหลีกับเพื่อนๆด้านใต้หอ บางวันหอก็มีปาร์ตี้ ทุกคนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของแทร่ เรายังเคยไปเต้นหน้าเวทีกับเพื่อนชาวอินเดียด้วย สนุกมาก ทุกคนมาจากวัฒนธรรมที่หลากหลาย เมื่อก่อนเราคิดว่าพูดภาษาอังกฤษจะต้องสำเนียงเป๊ะไม่งั้นไม่มีใครเข้าใจหรอก หรือถ้าเราพูดสำเนียงไทยแท้ทุกคนก็คงล้อเราเหมือนที่เราเรียนที่ไทย แต่พอเราได้ไปเรียนรู้จริงๆ เพื่อนเราบอกว่า ขอแค่พูดให้เข้าใจ จะสำเนียงอะไรก็พูดออกมาเถอะ ถ้าเธอไม่พูดก็ไม่มีใครรู้ว่าเธอคิดอะไร เราก็ได้ฟังประโยคที่ดึงสติเรามากที่สุดในวันที่เราไม่กล้าพูด จากคุณลุงตุรกีผู้ที่เมาตลอดเวลา เค้าพูดกับเราว่า "Having an accent isn't something shameful — it shows that you can speak more than one language." คุณพรี่คร่ะ จากคุณลุงที่ดูเมาๆอยู่ตลอดเวลา พอพูดประโยคนั้นคุณลุงหล่อยิ่งกว่า แบรด พิตต์ อีกค่ะ และนั้นแหละเป็นคำที่เราจดและจำให้มันฝังในสมองเลยว่า การพูดติดสำเนียงไม่ใช่เรื่องเสียหาย นั่นแสดงให้เห็นว่าคุณพูดได้มากกว่า 1 ภาษา ฉะนั้นกล้าที่จะพูดเถอะเพราะคนที่เขาอยากจะเข้าใจคุณเขาจะเข้าใจคุณเอง ก่อนจะปรับสำเนียงให้ฟังง่าย เริ่มต้นที่เราต้องกล้าพูดออกมาก่อนค่ะ!
แล้วคิดดูสนิทกันขนาดที่มีฉลองวันเกิดแทบทุกเดือน มีกิจกรรมให้ทำตลอด วันดีคืนดีเพื่อนอยากห่อเกี๊ยวก็ชวนคนทั้งหมดมาช่วยห่อ วันไหนอยากเล่นเกมก็โทรตามทุกคนให้ลงมาเล่นด้วยกัน หรือจะเป็นช่วงวันสำคัญเช่น วันเกิดเพื่อนสาวชาวกีวี่ เพื่อนมีกล่าวเป็นภาษาเมารี(ชนเผ่าสำคัญในนิวซีแลนด์ จะใด้ยินภาษาเมารีในรถเมย์ด้วย) ขอบคุณทุกคน และก็เล่าเรื่องราวประเพณีของชาวเมารีให้ฟัง หรือตอนที่เป็นวันเกิดสาวเกาหลี ก็ได้กินซุปซาหร่ายจริงๆ แบบตรงตามซีรีส์ที่เคยดูเลย มันเหมือนเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมผ่านกลุ่มเพื่อนใหม่จริงๆ ที่แบบไม่ใช่แค่เรามองอยู่แต่ในจอภาพแต่วันนี้เราได้มาเป็นคนในเหตุการณ์นั้นๆมันเหมือนเติมเต็มความฝันส่วนหนึ่งของเราเลย
.
.
แต่สุดท้ายงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา พอมีคนเข้ามาหอเยอะ สัดส่วนคนเปลี่ยน เพื่อนๆที่เข้ามาใหม่ก็ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษกันแล้วจะนิยมพูดแต่ภาษาสเปนซะส่วนใหญ่ เราก็เลยตัดสินใจย้ายที่อยู่อีกครั้ง ครั้งนี้เราย้ายมาอยู่Apartment สองห้องนอน สองห้องน้ำ กับเพื่อนชาวสิงคโปร์ นางมาเรียนหมอที่ UOA แล้วนางก็ชวนเรามาเป็น roommate เราเลยถามว่าทำไมถึงเลือกฉัน นางให้เหตุผลว่าเพราะเธอคือคนไทยและ คนไทย friendly กับ LGBTQ+ มากๆ และก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่นางเลือกมาเรียนที่ New Zealand เพราะที่นี่ เปิดรับทุกความหลากหลายทางเพศ ฉันละสุดจะว้าวว แน่นอนว่าสาวไทยใจงามคนนี้ ก็ต้องตอบตกลงทันทีสิ จะให้เสียชื่อพี่กระเทยที่ชุบเลี้ยงหนูมาตอนอยู่ที่ไทยได้อย่างไรกัน 55555+ ให้มันรู้ซะบ้างว่าเพื่อนสาวชาวไทยแลนด์เดียร์เนี้ย เลิศที่สุดแล้ววว
แน่นอนว่าตามกิตติศัพท์นักเรียนแพทย์คือเรียนหนักมาก เลยทำให้เราก็ขยันตามนางไปด้วย กลับมาจากโรงเรียนเราก็จะเตรียมตัวไปทำงาน พอทำงานเสร็จกลับมานางยังอ่านหนังสืออยู่ในห้อง เราก็จะมานั่งอ่านหนังสือไปพร้อมกับนางด้วย ถ้าช่วงไหนนางเรียนเรื่องอะไรเราก็จะได้เรียนคำศัพท์ทางการแพทย์ไปพร้อมกับนางด้วย เลิศเลยล่ะ ไม่คิดว่าแผนการขยายพื้นที่สมองจะมาไกลถึงขั้นบรรจุศัพท์เทคนิคแพทย์ได้ด้วย ภูมิใจตัวเองจริงๆ หรือบางวันที่เราเรียนอะไรแปลกๆใหม่ๆมาก็เอามาคุยกับนางได้เช่น เราไปลงเรียนคลาสพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินเราก็มาทวนความรู้ที่เราได้ไปลองทำให้นางดู ก็ตลกๆเขินๆไปอีกแบบ แล้วพวกเราก็ชวนกันทำเค้กแบบทุกอาทิตย์ มีให้เพื่อนๆบ้าง เอาไปร่วมงานปาร์ตี้บ้าง และก็เป็นข้ออ้างให้ตัวเองบ้างว่าร่างกายพวกเราใช้สมองกันเยอะเลยต้องการน้ำตาลขั้นสุด การกินเค้กเลยเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับการสร้างรอยหยักในสมองแบบ L ใน Death Note (รู้แหละว่าไม่ใช่ แต่เลือกที่จะเชื่อแบบนี้ 55555+ เส้นบางๆระหว่างเรียนหนักกับล่าแบ้) และใช่ พอมีห้องน้ำเป็นของตัวเองแล้วชีวิตก็สบายขึ้นจริงๆไม่ต้องคอยถือแชมพูครีมอาบน้ำไปห้องน้ำอยู่ทุกรอบที่จะอาบ ไอเรามันก็ชาวเอเชียอาบเช้าอาบเย็นสะด้วยสิ อิอิ
หลักสูตรการเรียน
เราลงเรียนเป็นคลาสเรียนภาษา และก็ลงเรียนคลาสไอเอลด้วย เพื่อว่าจะได้ไปสอบคะแนนไอเอลไว้ใช้เรียนต่อหรือไม่ก็สมัครงาน ช่วงแรกที่มาเรียนตอนนั้นเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เป็นครั้งแรกที่มือถือมีข้อความแจ้งเหตุเลยตกใจมากคิดว่าใครแฮกมือถือเพราะ ณ ตอนนั้นที่ไทยยังไม่เคยมีระบบเตือนภัยให้กับประชาชนแบบนี้(กลิ่นความเจริญนี้ทำฉันตกใจทุกรอบที่แจ้งเตือน) ด้วยเหตุน้ำท่วมทำให้นักเรียนหลายๆคนเดินทางไปเรียนได้ไม่สะดวกเลยต้องเรียนอยู่ที่บ้านก็เป็นการเรียนแบบ Online จนสถานการณ์กลับมาเป็นปกติเราก็กลับมาเรียน Onsite
สำหรับคลาสเรียนภาษาทั่วไป
ก็จะมีให้เรียน ช่วงเช้าจะเรียนเป็นgrammar ช่วงบ่ายจะเป็นกิจกรรมกลุ่มฝึกการพูดคุยทำกิจกรรมร่วมกัน และช่วงเย็นก็เป็นกิจกรรมตามใจ ในส่วนช่วงเย็นนี้ผู้เรียนว่าจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมก็ได้แต่ละวันจะมีกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางวันอาจจะเป็นไปเล่นกีฬา ไปเล่นบอร์ดเกม เล่นพูล หรือว่าจะเป็นปาร์ตี้ แล้วแต่ตารางรายอาทิตย์จะออกมา ช่วงแรกๆเราไปลองทุกๆอันเลยสนุกมาก
ในบางครั้งทางสถาบันภาษา(ขอเรียกว่าโรงเรียน)ก็จะมีกิจกรรมพิเศษให้ทำ ราคาก็จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ทำแล้วแต่ว่าเราจะสนใจกิจกรรมไหน ของเราเลือกไป Sailing ล่องเรือด้วยเกร๋ๆ ในราคานักเรียน แล้วเราก็ได้เข้าคลาสกิจกรรมฝึกทำเครื่องดื่ม Mocktail ด้วย คุณครูมีสอนทริกการตวงการใส่น้ำให้เป็นเลเยอร์สวยๆ เปิดโลกใหม่ให้กับหญิงสาวมากค่ะ ตอนทำกว่าจะบรรจงได้มา พอได้ดื่มคือแป๊บเดียวหมด 55555+ และก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียนอีกเพียบเลยหละ
สำหรับคลาสเรียน IELTS
เห้อออ ซิหมดคำจะเว้า... ก็ขึ้นชื่อว่าไอเอล อยากจะร้องแบ๊ะ แบ๊ะ ไปคุยกับแกะในทุกๆวัน ฉันต้องกล้าหาญชาญชัยขนาดไหนที่แค่พอมีพื้นฐานภาษาจากคลาสปกติมานิดหน่อยแต่กลับเลือกลงเรียนไอเอลอะแกรร ไอเอลล! ไม่เจ้มจ้น เราไม่นอนน เอ่ออ คุณได้สิทธินั้นเดี่ยวนี้ 555555+ ก่อนเริ่มเรียน นักเรียนทุกคนจะต้องสอบวักระดับภาษาของไอเอลก่อนเป็นการจัดสอบในโรงเรียนเพื่อจำแนกนักเรียนว่าควรจะอยู่กลุ่มไหนในคลาสเรียนไอเอล โรงเรียนจะแบ่งการเรียนออกเป็นเช้ากับบ่ายเหมือนเดิม ช่วงเช้าจะเรียนหลักการต่างๆ ช่วงบ่ายก็จะเป็นการฝึกทำโจทย์ในแต่ละหัวข้อ จำไม่ได้เป๊ะๆว่า วันอะไรเรียนอะไร แต่ จ-พฤ จะเป็นการเรียนทั้ง4 ทักษะ 1 ทักษะต่อ 1วัน เช่น วันจันทร์เรียนทักษะฟัง อังคารเรียนเขียน ประมาณนั้น และวันศุกร์จะเป็นวันที่สอบแบบ mock test รวมทั้งหมด โดยที่ระหว่างเรียนคลาสไอเอล นักเรียนจะไม่สามารถ take vacation ได้ต้องเรียนจนกว่าจะหมดหลักสูตรที่โรงเรียนกำหนดไว้ หากใครที่เคยลงเรียนไอเอลที่ไทยแล้วก็คงจะเข้าใจบรรยากาศดีว่ามันเป็นยังไง ฮรือออ อยากร้องไห้แต่ทำไม่ได้เดี่ยวน้ำตาเปื้อนกระดาษแแล้วจะไม่ถูกนับคะแนนอีก กระซิกๆๆ 555555+ แน่นอนว่าข้อดีคือ คลังศัพท์ที่ได้จากในคลาสคือที่สุด การพูดแบบเป็นทางการ การอ่าน การเขียน ถือว่าทั้ง4ทักษะพัฒนาเร็วมาก เพราะมันคือการฝึกทำโจทย์ในทุกๆวัน ตลอดหลักสูตรเลยฮะ