สวัสดีค่ะก่อนอื่นเรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ที่แม่ได้เจอมาจริงๆ เเละทางพี่สาวแม่ได้เจอนะคะ อาจจะไม่ได้เป็นเรื่องยาวไม่มากแต่เป็นเพียงเรื่องที่เจอในแต่ละสถานการณ์เท่านั้นค่ะ
เริ่มต้นคือตอนประมาณ เราอยู่ช่วง ป.3 ได้ค่ะ พี่สาวของแม่ได้โทรเข้ามาหาแม่ว่า เตี่ย (คุณตา) ป่วยหนักเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วนะ
เเม่เราได้ยิน ก็ตกใจร้องไห้หนักมาก พี่สาวบอกว่า เตี่ยเคยไปตรวจสุขภาพเมื่อปีที่แล้ว ทางคุณหมอแจ้งมาว่า พบรอยจุดสีขาวเล็กๆอยู่ที่ปอด 1 ข้าง ของคุณตานะคะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครคิดว่าจะเป็นอะไรมาก คุณตาเองก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติเหมือนทุกๆวัน (คุณตาเป็นคนชอบสูบบุหรี่มากสมัยหนุ่มๆ และของที่ชอบทานก็จะเป็นของย่างๆ) พอปีนึงผ่านไปได้ ปีที่พี่สาวแม่โทมาหาแม่ พี่บอกว่า เตี่ย ตรวจพบเจอมะเร็งระยะสุดท้าย ปอดสีดำทั้งสองข้าง หายใจเองไม่ได้ต้องใช้ถังออกซิเจนช่วยหายใจ เเละทานข้าวปกติไม่ได้ ขนาดของเหลวที่ทานเข้าไปไม่ว่าจะเป็นอาหารเหลว หรือนํ้าเวลาทานเข้าไป คุณตาจะร้องโอดโอยเจ็บปวด บ่นทรมาน บอกพอแล้วๆ(แทบทานอะไรไม่ได้เลย) เพราะมีแผลเต็มไปหมด รวมไปถึงปากและคอ ทานอะไรก็ปวดแสบไปหมด ซึ่ง เวลาที่คุณตาพูด หรือเเค่ร้องออกมาก็จะได้กิน...... ออกมาจากทางช่องปากมาด้วย ซึ่งตอนที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน (บางแค) มีอยู่วันนึง ที่คุณตานอน อยู่คุณตาก็ตะโกนวายวายเสียงดังมาก บอกใครมาเต็มบ้านเลย ตรงห้องนํ้า ตรงทางขึ้นบันไดชั้นสอง คุณตาบอกเห็นประมาณ 4-5 คน เขามายืนจ้องหน้านิ่ง คุณตาก็บ่นกลัวๆ จนคุณ แม่มาขอพระที่เราห้อยคอเอาไว้ นำไป ยื่นใส่บริเวณนั้น สักพักคุณตาก็บอกว่ามันไปแล้ว (พระที่ห้อยจำไม่ได้ว่าหลวงพ่ออะไรนะคะ)
จนต้องนำตัวไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล แห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนวันที่คุณตาจะเสีย 1 วันคุณตาก็พูดคุยกับเเม่และทำท่าทางเหมือนคนแข็งเเรงคนนึงที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย ตอนนั้นคุณแม่ก็แอบมีความหวังเล็กๆน้อยๆว่า คุณตาคงจะค่อยๆหายดี จนมาถึงตอนที่คุณแม่กลับบ้านโดยนั่งรถประจำทางกลับ คุณเเม่เล่าให้ฟังว่า ได้กลิ่นลมหายใจของคุณตาที่ออกมาจากปาก มาตลอดทาง คุณแม่ก็คิดในใจว่าคงเป็นเพราะนั่งคุยอยู่กับ คุณตานาน กลิ่นเลยอาจติดจมูกไม่หาย จนพอมาถึงบ้านคุณแม่ก็อาบนํ้าและล้างจมูกเพราะคิดว่าถ้าล้างเสร็จก็คงไม่ได้กลิ่น แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย กลิ่นนั้นยังคงอยู่ตลอดเวลา จนผ่านไปคืนนั้น วันรุ่งขึ้น คุณแม่ตื่นเช้ามาทำงานบ้านตามปกติ หลังจากนั้นสายโทรเข้าจากพี่สาวแม่ก็ดังเข้ามา พี่สาวแม่ก็ได้เเจ้งมาว่า เตี่ยไม่อยู่แล้วนะ วินาทีนั้นเเม่ก็ร้องไห้หนักมากๆ เพราะไม่คิดว่า เมื่อวานจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้คุยกับคุณตา
ในช่วงที่เราได้ไปงาน..... ของคุณตา ซึ่งพ่อแม่จะมารับเราและพี่ หลังเลิกเรียนเพื่อไปงานของคุณ ตาทุกวัน จาก ลาดกระบัง ไป บางแค รวมประมาณ 7 วัน พอผ่านวันงานไปได้สัก ระยะนึง มีอยู่วันนึงที่พี่สาวของแม่ ได้เข้าไปทำความสะอาดห้องของคุณตา (ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่าภายในห้องปิดกระจกหน้าต่างล็อคไว้อย่างดีไม่สามารถมีลมผ่านเข้ามาได้เลย) พี่สาวแม่บอกว่า เช็ดถูตามปกติเลยจนหันไปเช็ดตู้เสื้อผ้าที่อยู่ตรงปลายเตียง แล้วพอกลับหันมา ตรงฝั่งเตียง สิ่งที่เห็นคือ เหมือนเป็นผงสีเทาๆเป็นจำนวนนึง กองเป็นกองไว้ไม่กระจัดจายเลย ทีแรกสงสัยว่าคืออะไร จนเหลือไปเห็น ที่ใส่อัฐฺ ที่วางไว้อยู่บนตู้เสื้อผ้า ซึ่งฝาเปิดอยู่ พอหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าไม่มีเถ้ากระดูกอยู่ในนั้นเลย ...... ซึ่งมันเเทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะมากองอยู่บนที่เตียงนี้ได้ เพราะภายในห้องไม่มีลม และตอนที่ทำความสะอาด พี่สาวแม่ก็พับจัดผ้าปูเตียงไว้อย่างดี เเต่ เถ้ากระดูก มากอง อยู่บนเตียงได้ยังไง
สุดท้ายพี่สาวเม่ก็นำเถ้ากระดูกใส่กับคืนที่ไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
**ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ**
เรื่องเล่าของแม่
เริ่มต้นคือตอนประมาณ เราอยู่ช่วง ป.3 ได้ค่ะ พี่สาวของแม่ได้โทรเข้ามาหาแม่ว่า เตี่ย (คุณตา) ป่วยหนักเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้วนะ
เเม่เราได้ยิน ก็ตกใจร้องไห้หนักมาก พี่สาวบอกว่า เตี่ยเคยไปตรวจสุขภาพเมื่อปีที่แล้ว ทางคุณหมอแจ้งมาว่า พบรอยจุดสีขาวเล็กๆอยู่ที่ปอด 1 ข้าง ของคุณตานะคะ ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีใครคิดว่าจะเป็นอะไรมาก คุณตาเองก็กลับมาใช้ชีวิตประจำวันอย่างปกติเหมือนทุกๆวัน (คุณตาเป็นคนชอบสูบบุหรี่มากสมัยหนุ่มๆ และของที่ชอบทานก็จะเป็นของย่างๆ) พอปีนึงผ่านไปได้ ปีที่พี่สาวแม่โทมาหาแม่ พี่บอกว่า เตี่ย ตรวจพบเจอมะเร็งระยะสุดท้าย ปอดสีดำทั้งสองข้าง หายใจเองไม่ได้ต้องใช้ถังออกซิเจนช่วยหายใจ เเละทานข้าวปกติไม่ได้ ขนาดของเหลวที่ทานเข้าไปไม่ว่าจะเป็นอาหารเหลว หรือนํ้าเวลาทานเข้าไป คุณตาจะร้องโอดโอยเจ็บปวด บ่นทรมาน บอกพอแล้วๆ(แทบทานอะไรไม่ได้เลย) เพราะมีแผลเต็มไปหมด รวมไปถึงปากและคอ ทานอะไรก็ปวดแสบไปหมด ซึ่ง เวลาที่คุณตาพูด หรือเเค่ร้องออกมาก็จะได้กิน...... ออกมาจากทางช่องปากมาด้วย ซึ่งตอนที่รักษาตัวอยู่ที่บ้าน (บางแค) มีอยู่วันนึง ที่คุณตานอน อยู่คุณตาก็ตะโกนวายวายเสียงดังมาก บอกใครมาเต็มบ้านเลย ตรงห้องนํ้า ตรงทางขึ้นบันไดชั้นสอง คุณตาบอกเห็นประมาณ 4-5 คน เขามายืนจ้องหน้านิ่ง คุณตาก็บ่นกลัวๆ จนคุณ แม่มาขอพระที่เราห้อยคอเอาไว้ นำไป ยื่นใส่บริเวณนั้น สักพักคุณตาก็บอกว่ามันไปแล้ว (พระที่ห้อยจำไม่ได้ว่าหลวงพ่ออะไรนะคะ)
จนต้องนำตัวไปรักษาอยู่ที่โรงพยาบาล แห่งหนึ่ง ซึ่งก่อนวันที่คุณตาจะเสีย 1 วันคุณตาก็พูดคุยกับเเม่และทำท่าทางเหมือนคนแข็งเเรงคนนึงที่ไม่ได้เจ็บป่วยอะไรเลย ตอนนั้นคุณแม่ก็แอบมีความหวังเล็กๆน้อยๆว่า คุณตาคงจะค่อยๆหายดี จนมาถึงตอนที่คุณแม่กลับบ้านโดยนั่งรถประจำทางกลับ คุณเเม่เล่าให้ฟังว่า ได้กลิ่นลมหายใจของคุณตาที่ออกมาจากปาก มาตลอดทาง คุณแม่ก็คิดในใจว่าคงเป็นเพราะนั่งคุยอยู่กับ คุณตานาน กลิ่นเลยอาจติดจมูกไม่หาย จนพอมาถึงบ้านคุณแม่ก็อาบนํ้าและล้างจมูกเพราะคิดว่าถ้าล้างเสร็จก็คงไม่ได้กลิ่น แต่กลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้เลย กลิ่นนั้นยังคงอยู่ตลอดเวลา จนผ่านไปคืนนั้น วันรุ่งขึ้น คุณแม่ตื่นเช้ามาทำงานบ้านตามปกติ หลังจากนั้นสายโทรเข้าจากพี่สาวแม่ก็ดังเข้ามา พี่สาวแม่ก็ได้เเจ้งมาว่า เตี่ยไม่อยู่แล้วนะ วินาทีนั้นเเม่ก็ร้องไห้หนักมากๆ เพราะไม่คิดว่า เมื่อวานจะเป็นวันสุดท้ายที่จะได้คุยกับคุณตา
ในช่วงที่เราได้ไปงาน..... ของคุณตา ซึ่งพ่อแม่จะมารับเราและพี่ หลังเลิกเรียนเพื่อไปงานของคุณ ตาทุกวัน จาก ลาดกระบัง ไป บางแค รวมประมาณ 7 วัน พอผ่านวันงานไปได้สัก ระยะนึง มีอยู่วันนึงที่พี่สาวของแม่ ได้เข้าไปทำความสะอาดห้องของคุณตา (ต้องบอกก่อนเลยนะคะว่าภายในห้องปิดกระจกหน้าต่างล็อคไว้อย่างดีไม่สามารถมีลมผ่านเข้ามาได้เลย) พี่สาวแม่บอกว่า เช็ดถูตามปกติเลยจนหันไปเช็ดตู้เสื้อผ้าที่อยู่ตรงปลายเตียง แล้วพอกลับหันมา ตรงฝั่งเตียง สิ่งที่เห็นคือ เหมือนเป็นผงสีเทาๆเป็นจำนวนนึง กองเป็นกองไว้ไม่กระจัดจายเลย ทีแรกสงสัยว่าคืออะไร จนเหลือไปเห็น ที่ใส่อัฐฺ ที่วางไว้อยู่บนตู้เสื้อผ้า ซึ่งฝาเปิดอยู่ พอหยิบขึ้นมาดู ก็พบว่าไม่มีเถ้ากระดูกอยู่ในนั้นเลย ...... ซึ่งมันเเทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะมากองอยู่บนที่เตียงนี้ได้ เพราะภายในห้องไม่มีลม และตอนที่ทำความสะอาด พี่สาวแม่ก็พับจัดผ้าปูเตียงไว้อย่างดี เเต่ เถ้ากระดูก มากอง อยู่บนเตียงได้ยังไง
สุดท้ายพี่สาวเม่ก็นำเถ้ากระดูกใส่กับคืนที่ไว้เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
**ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามาอ่านนะคะ**