ในประกาศรับสมัคร ตำแหน่ง นักการทูตปฎิบัติการ
มีตำแหน่งว่าง 60 ตำแหน่ง
มีผู้สมัครสอบรวมประมาณ
4800 คน (ป ตรี 4200 คน ป โท 592 คน)
สอบรอบ 1 ปรนัย (ข้อสอบช้อยส์ ความรู้ทั่วไป)
ประกาศผลรายชื่อสอบผ่าน
567 คน (ป ตรี 499 คน ป โท 68 คน)
สอบรอบ 2 อัตนัย (ข้อสอบเขียนบรรยาย ความรู้เฉพาะทาง/ตรงกับสายงาน)
ประกาศผลรายชื่อสอบผ่าน
50 คน (ป ตรี 43 คน ป โท 7 คน
สอบรอบ 3 สัมภาษณ์
ประกาศผลรายชื่อบรรจุเข้าสู่ตำแหน้ง
39 คน จากที่รับสมัครต้องการถึง 60 คน
ผล คือ ประเทศเสียประโยชน์ ขาดกำลังคนไปช่วยงานด้านการต่างประเทศ
ดังจะเห็นได้จาก กัมพูชาขยับก่อนไทยเสมอ ประเทศไทยทำงานช้า
สาเหตุหนึ่งอาจเพราะกำลังคนไม่พอ
***
สอบรอบ 1 หากมีข้อสอบวิชาตรรกะ ควรระบุลงไปในประกาศ
วิชานี้ไม่สอนในวิชาพื้นฐานทุกคณะ
และไม่ใช่ความรู้รอบตัวที่หาความรู้เองได้ผ่านการอ่านทั่วไป
แต่การหาคำตอบ ต้องผ่านการเตรียมตัวด้านความรู้ความเข้าใจพื้นฐานตรรกศาสตร์
สอบรอบ 2 ต้องผ่านเกณฑ์คะแนน คือ ป ตรี ร้อยละ 65 ป โท ร้อยละ 70 จึงจะเรียกสัมภาษณ์
ปริมาณข้อสอบเรียงความและย่อความมีจำนวนมาก มีความกดดันด้านเวลาสูงเกินไป
ยังผลให้มีผู้สอบผ่านเพียง 50 คน จากตัวเลขที่ควรจะเป็นคือ 80-100 คน
การทำข้อเขียน
3 ชม 4 ข้อ ได้แก่
- เรียงความภาษาอังกฤษ
- ย่อความเป็นภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ
- แปลไทยอังกฤษ
- แปลอังกฤษไทย
ถ้าวัดทั้ง 4 ทักษะ ปริมาณบทอ่านและบทแปลไม่ควรยาวหลายหน้า
จำนวนคะแนนควรระบุให้ชัดเจน
ในข้อสอบแต่ละช่วง
ปัจจุบันคือ
เรียงความ 50 ย่อความ 40 แปล 2 ข้อ ข้อละ 15 คะแนน
ถ้าผู้สอบตัดสินใจไม่ทำส่วนการแปลเลย ทั้ง 2 ข้อ ก็อาจสอบผ่านได้
ผู้สอบ ที่ทำส่วนย่อความไม่ทัน เพราะเนื้อหามากเกินไป ก็สอบตกได้
ข้อสอบแปล ที่คาดหวังให้เสร็จภายใน 30 นาที ตัวบทไม่ควรยาวเกิน 1 หน้า
ถ้าแบ่งเป็นส่วนละ 40 คะแนน จะทำให้ผู้สอบจัดการเวลาได้ง่าย
คือ ข้อละ 1 ชม -- เรียงความ / ย่อความ / แปล = 3 ชม
เมื่อปริมาณบทอ่านและบทแปลยาวเกินไป
จึงไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง ซึ่งเน้นการคิดวิเคราะห์
งานแปล ย่อความ สะกดคำ แกรมม่า ที่ต้องเสร็จ ภายในเวลาจำกัด คือ
งานของเอไอ
ด้วยข้อสอบภาพรวม เกินศักยภาพมนุษย์ ผลคือ ได้คนผ่านสอบข้อเขียน เพียง 50 คน แต่ตำแหน่งที่ว่าง มี 60 คน
เกิดปัญหากระทรวงได้กำลังคนไม่พอ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังวางเป้ามีบทบาทนำระดับโลกในหลายด้าน
หากลดปริมาณข้อสอบลง อาจเป็นไปได้ ที่จะมีคนผ่าน 80-100 คน
สะท้อนคุณภาพการออกข้อสอบที่สนับสนุนงาน HR
ตรงกับศักยภาพคนไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี บางที ถ้าเขาจบปริญญาโท จาก
จากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ที่รับรองโดย กพ ให้เขาเข้า fast track ไปได้เลย
เพราะการเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้ ต้องผ่านไอเอล / โทเฟล อยู่แล้ว
ถ้าผ่านข้อเขียนราว 80 คน เข้าสัมภาษณ์คัดเหลือ 60 คน ก็จะได้คนตามจำนวนที่ชาติต้องการ
แต่ในการสอบครั้งนี้
ได้บรรจุคนเข้าตำแหน่งเพียง 39 คน เท่านั้น
บัณฑิตไทย ศักยภาพต่ำลง? หรือ วิธีวัดผล ไม่ได้ปรับปรุงมาหลายสมัย ?
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า การวางเกณฑ์สอบข้อเขียนสูงถึง 70-80%
มองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์มีความสามารถรอบด้าน ถ้าใครคนหนึ่ง
เขาทำข้อสอบข้อเขียนได้ค่อนข้างดี แต่คะแนนไม่ได้สูงชั้นเทพ
แสดงว่า เ
ขาไม่ใช่เด็กเนิร์ด ควรจะเรียกสัมภาษณ์
เพื่อดูลีลา บุคลิก ความสามารถด้านอื่นประกอบด้วย ในยุคใหม่
ความคล่องตัวและทักษะสังคม สำคัญกว่าวัดทักษะที่เอไอทำแทนได้
การเลื่อนสอบแต่ละครั้ง ควรระบุวันที่ ว่าจะโพสต์แจ้งวันใด
เพื่อผู้สอบจะได้ไม่ต้องติดตามเกือบทุกวัน ว่าเมื่อไหร่จะประกาศ
ที่ผ่านมา ขอเลื่อนวันสอบ เข้าใจได้ แต่จะโพสต์แจ้งอีกครั้งวันใด ไม่ระบุ
การจัดสอบ ไม่มีล็อกเก้อร์เก็บของมีค่า เงิน นาฬิกา โทรศัพท์ ต้องวางไว้หน้าห้อง
แน่นอน ไม่ได้มูลค่าสูงขนาดที่จะต้องแจ้งความ แล้วทวนดูวงจรปิด หากใครขโมย
แต่ผู้สอบควรได้รับสิทธิดูแลของมีค่า เช่น อาจให้ใส่ซองพลาสติกใส ตรวจสอบง่าย
โดยเฉพาะ เงินและนาฬิกาธรรมดา ไม่เสี่ยงต่อการโกงข้อสอบ เพราะไม่ใช่ smart watch
ไม่ควรถามในแบบฟอร์มรอบก่อนสัมภาษณ์ว่า
ท่านสอบมาแล้วกี่ครั้ง?
การจัดสอบที่มีผู้สอบผ่านน้อย
น่าจะทบทวนว่า การเน้นวิชาการแนวดั้งเดิม อาจสร้างปัญหาให้กับประเทศได้
เพราะไม่อาจคัดคนเข้าได้ตามจำนวนอัตราที่ประเทศชาติต้องการ
หากผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในประเทศ ต่างประเทศ ได้เกียรตินิยม สอบไม่ผ่านจำนวนมาก
ต้องตั้งข้อสังเกต เหตุใดพวกเขาจึงถูกกรองออก แทนที่การสอบคัดเลือกจะนำพวกเขา เข้าสู่ระบบราชการ
สมมุติ ใครสักคน ทำข้อสอบข้อเขียนได้ไม่สูงขั้นเทพ
แต่เขาสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ตอบโต้ได้มีไหวพริบปฏิภาณ เข้าใจเหตุการณ์บ้านเมือง
มีเสน่ห์ทางสังคม ควรหรือ ที่เขาจะหมดโอกาสแสดงความสามารถในรอบสัมภาษณ์
ทั้งที่เขาอาจเป็นนักการทูตที่ดีได้ในอนาคต หากผ่านการอบรมพัฒนาบุคคลโดยกระทรวงในเวลาต่อมา
เหล่านี้ ขอให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา
เพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาการจัดสอบในปีต่อๆไป
สอบนักการทูตปี 2568..ตำแหน่งว่าง 60 บรรจุเพียง 39 คน
มีผู้สมัครสอบรวมประมาณ 4800 คน (ป ตรี 4200 คน ป โท 592 คน)
สอบรอบ 1 ปรนัย (ข้อสอบช้อยส์ ความรู้ทั่วไป)
ประกาศผลรายชื่อสอบผ่าน 567 คน (ป ตรี 499 คน ป โท 68 คน)
สอบรอบ 2 อัตนัย (ข้อสอบเขียนบรรยาย ความรู้เฉพาะทาง/ตรงกับสายงาน)
ประกาศผลรายชื่อสอบผ่าน 50 คน (ป ตรี 43 คน ป โท 7 คน
สอบรอบ 3 สัมภาษณ์
ประกาศผลรายชื่อบรรจุเข้าสู่ตำแหน้ง 39 คน จากที่รับสมัครต้องการถึง 60 คน
ผล คือ ประเทศเสียประโยชน์ ขาดกำลังคนไปช่วยงานด้านการต่างประเทศ
ดังจะเห็นได้จาก กัมพูชาขยับก่อนไทยเสมอ ประเทศไทยทำงานช้า
สาเหตุหนึ่งอาจเพราะกำลังคนไม่พอ
***
สอบรอบ 1 หากมีข้อสอบวิชาตรรกะ ควรระบุลงไปในประกาศ
วิชานี้ไม่สอนในวิชาพื้นฐานทุกคณะ
และไม่ใช่ความรู้รอบตัวที่หาความรู้เองได้ผ่านการอ่านทั่วไป
แต่การหาคำตอบ ต้องผ่านการเตรียมตัวด้านความรู้ความเข้าใจพื้นฐานตรรกศาสตร์
สอบรอบ 2 ต้องผ่านเกณฑ์คะแนน คือ ป ตรี ร้อยละ 65 ป โท ร้อยละ 70 จึงจะเรียกสัมภาษณ์
ปริมาณข้อสอบเรียงความและย่อความมีจำนวนมาก มีความกดดันด้านเวลาสูงเกินไป
ยังผลให้มีผู้สอบผ่านเพียง 50 คน จากตัวเลขที่ควรจะเป็นคือ 80-100 คน
การทำข้อเขียน 3 ชม 4 ข้อ ได้แก่
- เรียงความภาษาอังกฤษ
- ย่อความเป็นภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ
- แปลไทยอังกฤษ
- แปลอังกฤษไทย
ถ้าวัดทั้ง 4 ทักษะ ปริมาณบทอ่านและบทแปลไม่ควรยาวหลายหน้า
จำนวนคะแนนควรระบุให้ชัดเจนในข้อสอบแต่ละช่วง
ปัจจุบันคือ เรียงความ 50 ย่อความ 40 แปล 2 ข้อ ข้อละ 15 คะแนน
ถ้าผู้สอบตัดสินใจไม่ทำส่วนการแปลเลย ทั้ง 2 ข้อ ก็อาจสอบผ่านได้
ผู้สอบ ที่ทำส่วนย่อความไม่ทัน เพราะเนื้อหามากเกินไป ก็สอบตกได้
ข้อสอบแปล ที่คาดหวังให้เสร็จภายใน 30 นาที ตัวบทไม่ควรยาวเกิน 1 หน้า
ถ้าแบ่งเป็นส่วนละ 40 คะแนน จะทำให้ผู้สอบจัดการเวลาได้ง่าย
คือ ข้อละ 1 ชม -- เรียงความ / ย่อความ / แปล = 3 ชม
เมื่อปริมาณบทอ่านและบทแปลยาวเกินไป
จึงไม่สอดคล้องกับการทำงานจริง ซึ่งเน้นการคิดวิเคราะห์
งานแปล ย่อความ สะกดคำ แกรมม่า ที่ต้องเสร็จ ภายในเวลาจำกัด คือ งานของเอไอ
ด้วยข้อสอบภาพรวม เกินศักยภาพมนุษย์ ผลคือ ได้คนผ่านสอบข้อเขียน เพียง 50 คน แต่ตำแหน่งที่ว่าง มี 60 คน
เกิดปัญหากระทรวงได้กำลังคนไม่พอ ในยุคที่ประเทศไทยกำลังวางเป้ามีบทบาทนำระดับโลกในหลายด้าน
หากลดปริมาณข้อสอบลง อาจเป็นไปได้ ที่จะมีคนผ่าน 80-100 คน
สะท้อนคุณภาพการออกข้อสอบที่สนับสนุนงาน HR
ตรงกับศักยภาพคนไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี บางที ถ้าเขาจบปริญญาโท จาก
จากมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ที่รับรองโดย กพ ให้เขาเข้า fast track ไปได้เลย
เพราะการเข้ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นได้ ต้องผ่านไอเอล / โทเฟล อยู่แล้ว
ถ้าผ่านข้อเขียนราว 80 คน เข้าสัมภาษณ์คัดเหลือ 60 คน ก็จะได้คนตามจำนวนที่ชาติต้องการ
แต่ในการสอบครั้งนี้ ได้บรรจุคนเข้าตำแหน่งเพียง 39 คน เท่านั้น
บัณฑิตไทย ศักยภาพต่ำลง? หรือ วิธีวัดผล ไม่ได้ปรับปรุงมาหลายสมัย ?
นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมว่า การวางเกณฑ์สอบข้อเขียนสูงถึง 70-80%
มองข้ามความจริงที่ว่า มนุษย์มีความสามารถรอบด้าน ถ้าใครคนหนึ่ง
เขาทำข้อสอบข้อเขียนได้ค่อนข้างดี แต่คะแนนไม่ได้สูงชั้นเทพ
แสดงว่า เขาไม่ใช่เด็กเนิร์ด ควรจะเรียกสัมภาษณ์
เพื่อดูลีลา บุคลิก ความสามารถด้านอื่นประกอบด้วย ในยุคใหม่
ความคล่องตัวและทักษะสังคม สำคัญกว่าวัดทักษะที่เอไอทำแทนได้
การเลื่อนสอบแต่ละครั้ง ควรระบุวันที่ ว่าจะโพสต์แจ้งวันใด
เพื่อผู้สอบจะได้ไม่ต้องติดตามเกือบทุกวัน ว่าเมื่อไหร่จะประกาศ
ที่ผ่านมา ขอเลื่อนวันสอบ เข้าใจได้ แต่จะโพสต์แจ้งอีกครั้งวันใด ไม่ระบุ
การจัดสอบ ไม่มีล็อกเก้อร์เก็บของมีค่า เงิน นาฬิกา โทรศัพท์ ต้องวางไว้หน้าห้อง
แน่นอน ไม่ได้มูลค่าสูงขนาดที่จะต้องแจ้งความ แล้วทวนดูวงจรปิด หากใครขโมย
แต่ผู้สอบควรได้รับสิทธิดูแลของมีค่า เช่น อาจให้ใส่ซองพลาสติกใส ตรวจสอบง่าย
โดยเฉพาะ เงินและนาฬิกาธรรมดา ไม่เสี่ยงต่อการโกงข้อสอบ เพราะไม่ใช่ smart watch
ไม่ควรถามในแบบฟอร์มรอบก่อนสัมภาษณ์ว่า ท่านสอบมาแล้วกี่ครั้ง?
การจัดสอบที่มีผู้สอบผ่านน้อย
น่าจะทบทวนว่า การเน้นวิชาการแนวดั้งเดิม อาจสร้างปัญหาให้กับประเทศได้
เพราะไม่อาจคัดคนเข้าได้ตามจำนวนอัตราที่ประเทศชาติต้องการ
หากผู้ที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ ในประเทศ ต่างประเทศ ได้เกียรตินิยม สอบไม่ผ่านจำนวนมาก
ต้องตั้งข้อสังเกต เหตุใดพวกเขาจึงถูกกรองออก แทนที่การสอบคัดเลือกจะนำพวกเขา เข้าสู่ระบบราชการ
สมมุติ ใครสักคน ทำข้อสอบข้อเขียนได้ไม่สูงขั้นเทพ
แต่เขาสามารถพูดภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ตอบโต้ได้มีไหวพริบปฏิภาณ เข้าใจเหตุการณ์บ้านเมือง
มีเสน่ห์ทางสังคม ควรหรือ ที่เขาจะหมดโอกาสแสดงความสามารถในรอบสัมภาษณ์
ทั้งที่เขาอาจเป็นนักการทูตที่ดีได้ในอนาคต หากผ่านการอบรมพัฒนาบุคคลโดยกระทรวงในเวลาต่อมา
เหล่านี้ ขอให้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา
เพื่อประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาการจัดสอบในปีต่อๆไป