คดีสอบท้องถิ่นปี 2569 เปิดภาพขบวนการแก้กระดาษคำตอบ เรียกรับเงิน 3.5–8 แสนบาทต่อราย เด้งฟ้าผ่า อธิบดี สถ.

กระทู้ข่าว



สอบท้องถิ่น 4.5 พันล้าน ปลุกเงาคดีนายอำเภอปี 52 คืนสู่มหาดไทยอีกครั้ง

KEY POINTS
คดีสอบท้องถิ่นปี 2569 เปิดภาพขบวนการแก้กระดาษคำตอบ เรียกรับเงิน 3.5–8 แสนบาทต่อราย พบคอมพิวเตอร์ 18 ชุด กระดาษคำตอบราว 3,000 ราย แก้คะแนนราว 2,000 ราย เสียหาย 4,500 ล้าน

ปมนี้เขย่ามหาดไทยยุคนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะโยงคัดคนเข้าราชการท้องถิ่น ขณะผลสอบยังรอข้อเท็จจริง ก่อนชี้ว่าโมฆะหรือไม่

ย้อนคดีสอบนายอำเภอปี 2552 พบแทรกแซงคะแนนและสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบ แม้กล่าวถึงฝ่ายการเมือง แต่ ป.ป.ช. ระบุไม่มีหลักฐานเชื่อมโยง ตอกย้ำการปิดช่องโกงสอบรัฐ

ปฏิบัติการตรวจค้นบ้านพักในอำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโปงขบวนการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นครั้งใหญ่ หากยังทำให้สังคมหันกลับไปมอง “บาดแผลเก่า” ในกระทรวงมหาดไทย นั่นคือคดีทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอปี 2552 ซึ่งเคยสั่นสะเทือนกรมการปกครองมาแล้วครั้งหนึ่ง

คดีใหม่ในปี 2569 อยู่ท่ามกลางการกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวง ขณะที่คดีเก่าปี 2552 เกิดขึ้นในยุคที่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และมีการกล่าวหาถึงฝ่ายการเมืองรวมถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ แต่ท้ายที่สุด ป.ป.ช. ระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยง ข้อกล่าวหาจึงตกไป

แกนกลางของคดีปี 2569 เริ่มจากการที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในอำเภอบางใหญ่ หลังพบเบาะแสว่าสถานที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นแหล่งแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อช่วยเหลือผู้สมัครสอบที่จ่ายเงินให้มีคะแนนตรงตามผลสอบที่ประกาศ

 

พฤติการณ์ที่ปรากฏสะท้อนภาพขบวนการเป็นระบบ ตั้งแต่การแอบอ้างเส้นสายภายใน การเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบในอัตรา 350,000 บาท สำหรับตำแหน่งทั่วไป และอาจสูงถึง 700,000–800,000 บาท ในพื้นที่แข่งขันสูง ไปจนถึงการนำกระดาษคำตอบมาซุกซ่อนและใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขข้อมูลคะแนน
หลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบมีทั้งคอมพิวเตอร์และซีพียู 18 ชุด อุปกรณ์เก็บข้อมูล กระดาษคำตอบของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ รวมถึงสำเนากระดาษคำตอบการสอบเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 ประมาณ 3,000 ราย โดยพบว่ามีการแก้ไขคะแนนไปแล้วประมาณ 2,000 ราย ขณะที่มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการมากกว่า 3,000 ราย

หนึ่งในบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญคือ นายพิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งถูกคาดหมายว่ามีบทบาทสำคัญในการนำกระดาษคำตอบมาซุกซ่อนเพื่อแก้ไขคะแนน ทั้งหมดเกิดขึ้นกับการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 ที่เปิดรับ 87 ตำแหน่ง รวม 6,669 อัตรา และมีมูลค่าความเสียหายประเมินเบื้องต้นสูงถึง 4,500 ล้านบาท
ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน ขณะที่สถานะของผลสอบยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เป็นโมฆะหรือไม่ ต้องรอความชัดเจนจากกระบวนการตรวจสอบ ก่อนที่ ป.ป.ช. จะเปิดแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการ
 

 

 หากมองย้อนกลับไป คดีสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอปี 2552  มีโครงสร้างความเสียหายที่คล้ายกันในเชิง “การบิดระบบคัดเลือกคนเข้าสู่ราชการ” การสอบครั้งนั้นเป็นการคัดเลือกข้าราชการเข้าอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ 2552 มีผู้ได้รับคัดเลือก 3 รุ่น คือรุ่นที่ 68–70 รวม 286 คน 

ข้อเท็จจริงที่ ป.ป.ช. ตรวจสอบพบในคดีเก่า ระบุถึงการกำหนดตัวบุคคลล่วงหน้า โดยนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อธิบดีกรมการปกครองในขณะนั้น ถูกระบุว่าได้รับรายชื่อผู้เข้าสอบประมาณ 150 คน จากผู้มีอำนาจทางการเมืองในกระทรวงมหาดไทย เพื่อหาทางช่วยให้สอบผ่าน จากนั้นมีการสั่งการให้กรรมการตรวจข้อสอบอัตนัยให้คะแนนสูงแก่บุคคลตามรายชื่อ แม้คำตอบจะไม่ดี หรือบางรายแทบไม่ได้เขียนคำตอบ

เมื่อมีการตรวจสอบ กลุ่มผู้กระทำผิดยังมีพฤติการณ์ปลอมแปลงกระดาษคำตอบ โดยนำกระดาษคำตอบเปล่าไปให้ผู้เข้าสอบที่มีรายชื่อช่วยเหลือ 142 คน เขียนคำตอบใหม่ตามตัวอย่างที่จัดเตรียมไว้ แล้วนำมาสับเปลี่ยนกับกระดาษคำตอบเดิม ผลตรวจลายมือโดย ป.ป.ช. พบว่าลายมือในกระดาษคำตอบของกลางเป็นลายมือเดียวกันจริง

วันที่ 24 ธันวาคม 2556 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงและอาญาแก่กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ นายสำราญ ตันเรืองศรี และนายครรชิต สลับแสง พร้อมชี้มูลผู้เข้าสอบ 119 คน ทั้งทางวินัยร้ายแรงและอาญา ขณะเดียวกันมีการกันนายวุฒิชัย เสาวโกมุท และผู้เข้าสอบอีก 20 คนไว้เป็นพยาน (คลิกอ่านที่มา)
ผลทางวินัยในเวลาต่อมาคือ กรมการปกครองมีคำสั่งไล่ออกผู้ถูกชี้มูลทั้งหมด ก่อนที่คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมจะลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก แต่เรื่องยังไม่จบ เมื่อผู้ถูกลงโทษ 89 รายยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง
  

ต่อมา เดือนกันยายน 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้คืนสิทธิประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดี ด้วยเหตุผลว่ากระบวนการลงโทษไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะผู้บังคับบัญชาไม่ได้สอบสวนวินัยตามขั้นตอน แต่ใช้รายงานและเอกสารของ ป.ป.ช. มาออกคำสั่งลงโทษทันที
อย่างไรก็ตาม กรมการปกครองชี้แจงภายหลังว่า ศาลไม่ได้สั่งให้คืนสิทธิในตำแหน่งนายอำเภอโดยตรง แต่ให้กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม เพื่อดำเนินกระบวนการสอบสวนวินัยให้ถูกต้องต่อไป

ส่วนคดีอาญา วันที่ 29 กันยายน 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาลงโทษจำคุกผู้เกี่ยวข้องหลายกลุ่ม นายวงศ์ศักดิ์และนายสำราญถูกจำคุกคนละ 3 ปี ไม่รอลงอาญา นายครรชิตถูกจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา กลุ่มประธานรุ่นและเลขานุการรุ่น 5 คน ถูกจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วนกลุ่มผู้เข้าสอบ 103 คน ถูกจำคุกคนละ 2 ปี ปรับ 12,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี

เมื่อวางคดีปี 2569 คู่กับคดีปี 2552 จะเห็นเส้นร่วมสำคัญคือ “การสอบ” ซึ่งควรเป็นประตูแห่งความยุติธรรม กลับถูกทำให้กลายเป็นช่องทางซื้อขายอนาคตในระบบราชการ ต่างกันเพียงวิธีการและเทคโนโลยี จากการแทรกแซงคะแนนอัตนัยและสับเปลี่ยนกระดาษคำตอบในอดีต มาถึงการใช้คอมพิวเตอร์และฐานข้อมูลแก้ไขคะแนนในปัจจุบัน

บทเรียนที่หนักที่สุดจึงไม่ใช่เพียงการจับกุมผู้กระทำผิด แต่คือการทำให้สังคมมั่นใจว่า กระบวนการสอบของรัฐยังเป็นพื้นที่ที่คนธรรมดาสามารถแข่งขันด้วยความรู้ ความสามารถ และความสุจริตได้จริง เพราะหากประตูแรกของราชการถูกซื้อขาย ความเชื่อมั่นต่อทั้งระบบก็ย่อมถูกตั้งคำถามไปพร้อมกัน
คดีทุจริตสอบท้องถิ่น 4,500 ล้านบาทเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการคัดเลือกคนเข้าสู่รัฐ คำถามสุดท้ายจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะถูกลงโทษเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่ากระทรวงมหาดไทยจะปิดช่องโหว่เดิมได้จริงหรือไม่ ก่อนที่ประวัติศาสตร์การโกงสอบจะย้อนกลับมาเขียนซ้ำอีกครั้ง



ด่วน มหาดไทยสั่งเด้งฟ้าผ่า อธิบดี สถ. พ้นเก้าอี้ชั่วคราว เซ่นปมสอบท้องถิ่นฉาว
KEY POINTS
กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งย้ายนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดกระทรวงเป็นการชั่วคราว

การสั่งย้ายดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสอบสวนคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่ง สถ. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ

เหตุผลของการย้ายคือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และไม่ให้กระทบต่อกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน

23 มิถุนายน 2569 กระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งให้ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปประจำกระทรวงมหาดไทยเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป พร้อมมอบหมายภารกิจตามที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยกำหนด

ทั้งนี้ สำหรับคำสั่งดังกล่าวมีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และ บก.ปปป. เข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตการสอบแข่งขันบรรจุบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยมีการตรวจยึดพยานหลักฐานจำนวนมาก และพบความเชื่อมโยงกับบุคคลรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐหลายราย

กระทรวงมหาดไทยระบุว่า การสั่งย้ายครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และเพื่อไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบบริหารงานบุคคลของภาครัฐ ระหว่างรอการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ถึงกรณีดังกล่าวว่า "เป็นเรื่องของปลัดกระทรวงมหาดไทย" 

คดีทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สังคมกำลังจับตา หลังมีการขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และอาจนำไปสู่การดำเนินคดีเพิ่มเติมกับผู้เกี่ยวข้องในระยะต่อไป

ประวัติ นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล
เกิดเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2515 จบการศึกษาปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต (การเงิน) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อปี พ.ศ.2538 ตามด้วย ศิลปศาสตรบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในปี พ.ศ. 2539 ก่อนคว้าปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต และบริหารรัฐกิจมหาบัณฑิต จาก University of New Haven ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2542 จากนั้นในปี พ.ศ.2547 ได้คว้าปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต (นิติศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชมาอีกใบ และจบหลักสูตรเนติบัณฑิต สมัยที่ 61 เนติบัณฑิตยสภาในพระบรมราชูปถัมภ์ ปี พ.ศ.2551

แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่