"ฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว ไฉนต้องส่งเมสซี่มาเกิดด้วย" ยอดวลีในตำนาน

หากวรรณกรรมสามก๊กมีประโยคคลาสสิกของจิวยี่ที่ตัดพ้อต่อโชคชะตาว่า "ฟ้าส่งข้ามาเกิดแล้ว ไยต้องส่งขงเบ้งมาเกิดด้วย" โลกฟุตบอลในรอบเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมาก็มีเรื่องราวที่ไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย นั่นคือเรื่องของ คริสเตียโน โรนัลโด้ ยอดมนุษย์ผู้สร้างขึ้นมาจากพรแสวงและความทะเยอทะยานอันไร้ขีดจำกัดจากโปรตุเกส และ ลิโอเนล เมสซี่ อัจฉริยะลูกหนังที่เหมือนพระเจ้าประทานพรสวรรค์ลงมาให้จากอาร์เจนตินา การต่อสู้ของทั้งคู่ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแย่งชิงความสำเร็จในนามสโมสรหรือรางวัลส่วนตัว ทว่ามันคือสงครามจิตวิทยาที่ผูกมัดชีวิตและชื่อเสียงของทั้งสองคนไว้ด้วยกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง จนกลายเป็นมหากาพย์ที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจับตามอง


            จุดเริ่มต้นในเวทีระดับนานาชาติของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์ในฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี ซึ่งเป็นทัวร์นาเมนต์ที่โรนัลโด้ในวัยหนุ่มเจ้าสำราญพาทีมฝอยทองไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ ขณะที่เมสซี่ในวัยเด็กระเบิดเริ่มฉายแววอัจฉริยะในฐานะซูเปอร์ซับ หลังจากนั้นเป็นต้นมา ทั้งคู่ก็สถาปนาตัวเองขึ้นเป็น "สองขั้วอำนาจ" ที่ผูกขาดความยิ่งใหญ่ในโลกฟุตบอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ขับเคี่ยวกันในศึก 'เอล กลาซิโก้' ระหว่าง เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลนา ยิ่งโหมกระพือให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น ทุกประตูที่ทำได้และทุกชัยชนะถูกนำมาเปรียบเทียบกันแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์ จนกลายเป็นวัฏจักรที่ว่าเมื่อคนหนึ่งทำสิ่งมหัศจรรย์ได้ อีกคนจะถูกตั้งคำถามทันทีว่า "แล้วเหตุใดนายถึงทำแบบนั้นไม่ได้บ้าง?"


           ความกดดันและเงาสะท้อนของกันและกันทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกครั้งที่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกเวียนมาถึง ซึ่งเป็นเวทีสูงสุดที่ทั้งคู่ต่างต้องการเพื่อพิสูจน์ความเป็น "ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล" (GOAT) ชะตากรรมของทั้งสองคนถูกนำมาเปรียบเทียบกันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ทุกครั้งที่โรนัลโด้ซัดแฮตทริกช่วยโปรตุเกส แฟนบอลจะหันไปกดดันเมสซี่ว่าเหตุใดจึงยังพาอาร์เจนตินาไปไม่ถึงดวงดาว และในทางกลับกัน เมื่อเมสซี่ร่ายเวทมนตร์พาทัพฟ้าขาวเก็บชัยชนะ เสียงวิจารณ์ก็จะตีกลับไปที่ความโดดเดี่ยวและการเล่นเพื่อตัวเองของโรนัลโด้ทันที ราวกับว่าความสำเร็จของคนหนึ่งคือเครื่องตอกย้ำความล้มเหลวของอีกคนอยู่เสมอ


           จนกระทั่งบทสรุปครั้งสำคัญมาถึงในฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตาที่เขียนบทให้ทั้งสองคนเดินไปในเส้นทางที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว ในขณะที่โรนัลโด้ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิตทั้งในและนอกสนาม จนต้องหลุดไปเป็นตัวสำรองและเดินร้องไห้เข้าอุโมงค์หลังโปรตุเกสตกรอบ เมสซี่กลับเดินหน้าอย่างสง่างามในฐานะผู้นำจิตวิญญาณ พาทัพอาร์เจนตินาคว้าถ้วยเวิลด์คัพที่รอคอยได้สำเร็จ ภาพประวัติศาสตร์นั้นตอกย้ำประโยคตัดพ้อถึงโชคชะตาได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะต่อให้โรนัลโด้จะพยายามฝึกซ้อมหนักและยิงประตูมากมายเพียงใดในอาชีพ แต่สุดท้ายสปอตไลท์ดวงใหญ่ที่สุดก็ยังคงจับจ้องไปที่ความสำเร็จอันสมบูรณ์แบบของเมสซี่อยู่ดี

             ท้ายที่สุด ประโยคที่ว่า "ฟ้าส่งคริสเตียโนมาเกิดแล้ว ไยต้องส่งเมสซี่มาเกิดด้วย" อาจไม่ใช่คำดูถูกความสามารถโรนัลโด้ แต่มันคือคำสรรเสริญโชคชะตาที่ประทานสองสิ่งมหัศจรรย์มาเฉิดฉายพร้อมกันในยุคสมัยเดียว เพราะหากไม่มีความทะเยอทะยานของโรนัลโด้ เมสซี่ก็อาจไปไม่ถึงจุดสูงสุดของศักยภาพ และหากไม่มีความอัจฉริยะของเมสซี่ โรนัลโด้ก็คงเป็นราชาผู้โดดเดี่ยวที่ไร้คู่ต่อกร การตั้งคำถามและเปรียบเทียบจากแฟนบอลที่เกิดขึ้นตลอดสองทศวรรษ จึงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าทั้งสองคนคือคู่แท้ทางลูกหนังที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกไว้ร่วมกันไปตลอดกาล
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่