จากเด็กเลี้ยงแกะ มาเปิดร้านขายรูตเบียร์ A&W สู่ผู้ก่อตั้ง Marriott เชนโรงแรมอันดับ 1 ของโลก
.
ปัจจุบัน Marriott ถือเป็นเชนโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 3.23 ล้านล้านบาท และมีห้องพักให้บริการเกือบ 1.8 ล้านห้อง ใน 145 ประเทศทั่วโลก
.
นอกจากนี้ Marriott ยังมีโรงแรมในเครือกว่า 30 แบรนด์ ซึ่งรวมถึงแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง JW Marriott, The Ritz-Carlton และ St. Regis
.
แต่รู้หรือไม่คะว่า อาณาจักรโรงแรมที่ยิ่งใหญ่นี้ ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจที่พักอาศัย แต่กลับเริ่มต้นมาจากร้านขายเครื่องดื่มอย่างรูตเบียร์ แบรนด์ A&W
เรื่องราวการสร้างอาณาจักรของคุณ J.W. Marriott ผ่านอะไรมาบ้าง ?
.
คุณ John Willard Marriott หรือ “J.W. Marriott” เติบโตมาในครอบครัวทำฟาร์มแกะเล็ก ๆ ในรัฐยูทาห์ สหรัฐฯ ซึ่งไม่ได้มีฐานะดี เขาจึงเป็นคนที่สู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก
.
ตอนอายุเพียง 13 ปี ก็ต้องเริ่มหาเงินจากการปลูกผักขาย พออายุ 14 ปี พ่อก็ให้เขาพาแกะกว่า 3,000 ตัว นั่งรถไฟไปขายที่ซานฟรานซิสโกเพียงลำพัง
เมื่ออายุ 19 ปี เขาก็ต้องเดินทางไปเป็นมิสชันนารีที่โบสถ์แห่งหนึ่งในนิวอิงแลนด์เป็นเวลา 2 ปี
.
แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็เล่นตลก ธุรกิจฟาร์มแกะของครอบครัวต้องล้มละลาย เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจและราคาแกะที่ร่วงลงอย่างหนัก เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาตั้งเป้ากับตัวเองว่า สักวันเขาจะต้องหลุดพ้นจากความจนให้ได้
.
หลังจากกลับไปเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย คุณ John ก็เริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจ และสิ่งที่เขานึกถึงก็คือ “รูตเบียร์”
.
เพราะในช่วงที่เรียนปีสุดท้าย แถวมหาวิทยาลัยของเขามีร้านรูตเบียร์ A&W มาเปิด และมีคิวยาวเหยียด เหมือนกับก่อนหน้านั้น ที่เขาเคยผ่านร้านขายรูตเบียร์ A&W ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเห็นผู้คนต่อคิวยาวเหยียดเช่นกัน
.
หลังจากเรียนจบในปี 1926 คุณ John แต่งงานกับคุณ Alice Sheets สาวที่เขาตกหลุมรักและคบหากันมาตั้งแต่สมัยเรียน ทั้งคู่ได้ตัดสินใจใช้เงินเก็บทั้งหมด รวมถึงเงินกู้
.
ซื้อแฟรนไชส์ A&W มาเปิดร้านเล็ก ๆ ของตัวเอง
.
และมันก็ขายดีจริงอย่างที่คิด แต่ปัญหาคือ รูตเบียร์ขายดีเฉพาะหน้าร้อน พออากาศเริ่มเย็นลง ยอดขายก็ตกทันที
.
คุณ Alice เลยเสนอไอเดียว่า งั้นควรขายอาหารเพิ่มด้วย ซึ่งคุณ John ก็เห็นด้วยทันที และขออนุญาตทาง A&W เพื่อขอเสิร์ฟอาหารที่ร้านด้วย ทั้งคู่จึงเริ่มขายอาหารเม็กซิโก แฮมเบอร์เกอร์ และฮอตดอก รวมถึงรูตเบียร์ของ A&W พร้อมเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “Hot Shoppes”.
.
หลังจากนั้น ธุรกิจก็โตอย่างรวดเร็ว พวกเขาขยายสาขาเปิดร้านแบบ Drive-in ตามกระแสของคนอเมริกันยุคนั้น และสามารถผ่านวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ มาได้
.
แม้กระทั่งตอนที่คุณ John ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็ง และอาจมีชีวิตอยู่ได้อีกเพียง 2 ปี สุดท้าย เขากลับฟื้นตัวได้อย่างน่าเหลือเชื่อ และกลับมาลุยธุรกิจต่ออีกครั้ง
.
จุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งเกิดขึ้นช่วงปี 1937 เมื่อคุณ John สังเกตว่า ลูกค้าที่ร้านใกล้สนามบิน มักซื้ออาหารกลับบ้านขึ้นเครื่อง เขาจึงเกิดไอเดียให้ Hot Shoppes ทำอาหารกล่องให้กับสายการบินใช้เสิร์ฟบนเครื่องบิน ซึ่งถือเป็นเจ้าแรก ๆ ในขณะนั้น
.
เมื่อเขานำไอเดียนี้ไปเสนอกับทางสายการบินต่าง ๆ ก็มี Eastern Airlines และ American Airlines ที่ตอบตกลง จากร้านรูตเบียร์ ธุรกิจของเขาค่อย ๆ ขยายไปสู่ธุรกิจอาหารเต็มรูปแบบ จนกระทั่งปี 1957 คุณ John ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ธุรกิจใหม่อีกครั้ง คราวนี้คือ “โรงแรม” เขาสร้างโมเทลแห่งแรก ใกล้สนามบินวอชิงตัน
.
ชื่อว่า Twin Bridges Motor Hotel ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักร Marriott ในวันนี้
.
หลังจากนั้น บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อคุณ Bill Marriott ลูกชายของเขา เข้ามารับช่วงต่อ และวางรากฐานสำคัญให้ Marriott เติบโตระดับโลก
.
คุณ Bill เลือกขยายโรงแรมใกล้สนามบิน และโรงแรมเพื่อการประชุมหรือ Convention โดยสร้างจุดเด่นให้กับโรงแรมของ Marriott ที่มีทั้งห้องจัดประชุมสัมมนา ภัตตาคาร ไปจนถึงลานสเกตน้ำแข็ง
.
ที่สำคัญคือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจาก “สร้างและเป็นเจ้าของโรงแรมเอง” มาเป็น “รับบริหารโรงแรมและขายแฟรนไชส์” จน Marriott สามารถขยายได้เร็วมาก โดยไม่ต้องใช้เงินมหาศาลสร้างโรงแรมเองทุกแห่ง
.
หลังจากนั้น Marriott ก็เดินเกมซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น Ritz-Carlton รวมถึงดีลสำคัญที่สุดในปี 2016 อย่างการซื้อ Starwood Hotels เจ้าของแบรนด์ดัง เช่น Sheraton, W Hotels และ St. Regis ซึ่งดีลนี้เองที่ทำให้ Marriott ก้าวขึ้นมาเป็นเชนโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
.
น่าเสียดายที่คุณ John เสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 1985 เขาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร Marriott ในปัจจุบัน ที่เขาเป็นผู้ริเริ่ม..
.
ที่มา : ลงทุนเกิร์ล
จากเด็กเลี้ยงแกะ มาเปิดร้านขายรูตเบียร์ A&W สู่ผู้ก่อตั้ง Marriott เชนโรงแรมอันดับ 1 ของโลก