เป็นผู้กล้าอยู่ดี ๆ เกิดใหม่อีกทีเป็นพนักงานออฟฟิศไปซะแล้ว บทที่ 1 : ชายผู้ลืมตาตื่น

กระทู้สนทนา
1
ชายผู้ลืมตาตื่น
 
            สวนสาธารณะอันกว้างขวางแห่งนี้อุดมไปด้วยพื้นที่ของสนามหญ้า หนาแน่นด้วยร่มเงาจากไม้พุ่มและไม้ยืนต้นนานาพรรณ อีกทั้งบึงน้ำและน้ำพุขนาดย่อมท่ามกลางความเขียวขจีรกครึ้ม ก็ยังช่วยสร้างบรรยากาศมอบความชุ่มฉ่ำให้ความร่มรื่นมากขึ้นไปอีก

            ดังนั้น มันจึงเป็นสถานที่ที่เหล่าบรรดาผู้รักสุขภาพนิยมมาใช้ออกกำลังกาย หรือเหมาะจะเป็นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของผู้ที่ต้องการความสงบเงียบชั่วคราว

            ยามเช้าที่แดดแรกอันอ่อนโยนโรยตัวลงมาอย่างอบอุ่น หยดหยาดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามกิ่งใบสะท้อนแววระยับก่อนจะระเหิดระเหยหายไป เหล่านกหมู่แมลงเริ่มลืมตาตื่นและขับขานท่วงทำนองแห่งเช้าวันใหม่ของตนเอง ก่อนจะคืบคลานโบยบินออกจากรวงรังเพื่อทำมาหากินใช้ชีวิตกันอีกวัน

            ทว่าสำหรับช่วงกลางคืนที่เวลาล่วงเลยสองทุ่มไปแล้วอย่างเช่นในขณะนี้ บรรยากาศสวยงามเบาสบายที่เต็มไปด้วยผู้คนและความมีชีวิตชีวาอย่างที่ว่ามาทั้งหมด กลับถูกลบเลือนและแทนที่ด้วยความมืดสลัว ทิ้งไว้เพียงร่องรอยความเงียบเชียบวังเวงที่แฝงอยู่ในอณูอากาศให้ได้รู้สึก ให้ได้รับรู้ถึงเพียงบรรยากาศของความน่าหวั่นเกรงและหวาดกลัวเท่านั้น

            บนเส้นทางคอนกรีตเส้นเล็กที่มีไว้สำหรับปั่นจักรยานและวิ่งออกกำลังกาย ซึ่งกำลังทอดตัวยืดยาวเข้าไปสู่ความมืดสลัวเบื้องหน้า พีรวิชญ์ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาวที่ถูกปล่อยชายให้หลุดออกจากกางเกงสแล็กสีดำ กำลังยืนนิ่งราวคนที่กำลังรวบรวมสมาธิอยู่ที่ตรงนั้น

            ลองออกแรงกระโดดเบา ๆ ในครั้งแรก ก่อนจะทำอีกครั้งโดยใช้แรงที่มากกว่าเดิม รู้สึกเจ็บแปลบที่ตรงกล้ามเนื้อและตามข้อต่อยามเมื่อดีดตัวขึ้นสู่อากาศ จิกปลายเท้าซึ่งสวมอยู่ในรองเท้าหนังลงกับพื้นแล้วหมุนข้อเท้าไปมาเพื่อผ่อนคลาย สูดหายใจเข้าลึกจนเต็มปอดแล้วจึงค่อย ๆ ผ่อนมันออกมา หลังจากนั้นก็ถีบตัวให้ออกวิ่งไปตามเส้นทางอย่างเต็มกำลัง

            บรรยากาศอึมครึมมัวซัวของทิวทัศน์สองข้างทาง เลื่อนไหลรวดเร็วจากเบื้องหน้าและถูกทิ้งให้ห่างจนหายลับไปทางเบื้องหลัง สัมผัสถึงความสดชื่นของสายลมที่หอบพัดเอาความเย็นสบายเข้าปะทะบริเวณใบหน้าและผิวกาย

            เสียงรองเท้าก้าวย่ำกระทบลงบนพื้นผิวถนน เสียงเสียดสีจากผ้าของชุดที่กำลังสวมใส่ เสียงฟืดฟาดเป็นจังหวะของลมหายใจเข้าออก เสียงหัวใจที่กำลังเต้นรัวแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอก จนขณะที่รับรู้ได้ถึงขีดจำกัดของร่างกาย ฝีเท้าจึงค่อย ๆ ถูกชะลอลงตามลำดับจนกระทั่งหยุดนิ่ง หลงเหลือทิ้งไว้เพียงเสียงโอดครวญจากความเหนื่อยล้าและเจ็บปวดแสนสาหัสของร่างกายให้ได้ยินได้รู้สึกเท่านั้น

            สอดส่ายสายตามองหาม้านั่งก่อนรีบทิ้งตัวลงพักอย่างคนหมดสิ้นเรี่ยวแรง

            ตั้งแต่วันที่พีรวิชญ์ลืมตาตื่นและได้ความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นผู้กล้ากลับคืนมา วินาทีนั้นเขาก็แตกฉานในทักษะและศาสตร์การต่อสู้ไปในทันที

            ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงการไหลเวียนของกระแสพลังในกาย และเข้าใจวิธีการบังคับควบคุมสายธาราแห่งพลังเหล่านั้นได้โดยอัตโนมัติ เขาจดจำวิธีการใช้อาวุธหลากหลายประเภทและจำลองภาพการกวัดแกว่งต่อสู้ในมโนภาพได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล โดยเฉพาะดาบซึ่งเป็นอาวุธคู่ใจคู่กายที่เขาถนัดที่สุดในสมัยนั้น

            “ถึงจะกระโดดได้สูงขึ้น แต่ช่วงขาและเท้าก็เจ็บจนแทบทนไม่ไหว ถึงจะวิ่งได้เร็วขึ้นกว่าเก่ามาก แต่แค่ไม่กี่วินาทีก็ทำเอาหมดแรงจนแทบคลาน ต่อให้รู้และเข้าใจทุกอย่างแต่มันก็เกินกำลังมากเกินไป ตอนนี้ร่างกายของเรารับภาระจากการเคลื่อนไหวแบบนี้ไม่ไหว”

            เมื่อคลายจากอาการปวดล้า ร่างกายเริ่มฟื้นคืนกำลังกลับมาได้บ้าง จังหวะการเต้นของหัวใจและการหายใจพอจะกลับมาเป็นปกติแล้ว จึงหันกลับมาให้ความสนใจกับผลของการทดสอบเมื่อสักครู่ พูดพึมพำพร้อมทั้งก้มมองสำรวจร่างกายอันแทบไร้กล้ามเนื้อ แล้วก็รู้สึกผิดหวังกับตัวเองนิด ๆ จนต้องถอนหายใจออกมา

            “คงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงขึ้น จนกว่าจะแข็งแกร่งมากพอที่จะรับแรงพวกนี้ให้ได้เท่านั้นละนะ”

            พูดจบก็หลับตาลงพร้อมปรับจังหวะหายใจให้ยาวและสม่ำเสมอมากขึ้น เมื่อจิตใจเริ่มสงบราบเรียบลงจนกลายเป็นนิ่งจึงยกนิ้วชี้ขึ้นตรงหน้า ตั้งมั่นรวบรวมสมาธิไปยังจุดนั้นเพียงจุดเดียว ไม่กี่วินาทีถัดมาเปลวเพลิงสีส้มแดงดวงเล็กจิ๋ว ก็ถูกจุดติดขึ้นจากอากาศอันว่างเปล่าที่ตรงตำแหน่งเหนือปลายนิ้ว

            ลืมตาขึ้นจ้องมองจุดพลังงานเจิดจ้าตัดกับสภาพมืดสลัวรอบกาย...แม้กระทั่งศาสตร์แห่งเวทมนตร์ที่ผู้กล้าเบรฟไม่ชำนาญเขาก็ยังสามารถจดจำและใช้มันได้

            ตามความรู้ที่ได้รับส่งต่อมาจากตัวตนแห่งอดีตอันไกลโพ้น เวทมนตร์ทั้งหมดตามปกติในโลกนี้ถูกแบ่งออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสองสาย ซึ่งมีจุดอ่อนจุดแข็ง ข้อดีข้อเสีย และความเหมาะสมเข้ากันได้กับแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป

            เวทมนตร์สายแรกคือเวทสายธาตุ เป็นเวทที่อาศัยการยืมพลังจากโลก ดึงพลังธรรมชาติรอบกายมาใช้ ทั่วไปที่รู้จักกันดีก็คือเวทมนตร์ประเภท ดิน น้ำ ลม และไฟ

            โดยหลักการแรกสุดของเวทประเภทนี้ คือการเข้าใจและรับรู้ถึงกระแสอันบางเบาแห่งธรรมชาติ สัมผัส รวบรวม ควบแน่น จนพลังงานเหล่านั้นเข้มข้มทรงพลังขึ้น และปลดปล่อยออกมาในรูปแบบของสิ่งที่ถูกเรียกว่าเวทมนตร์

            สำหรับจอมเวท...นี่คือการขัดเกลาจิตใจให้ละเอียดพอที่จะรับรู้ถึงการมีตัวตน คือการฟังและการได้ยิน การพูดคุยและยอมรับ คือวิธีการหยิบยืมพลังจากเหล่าบรรดาภูติแห่งธาตุของโลกมาใช้นั่นเอง

            ด้วยเหตุนี้ความรุนแรงและทรงอานุภาพของเวทสายธาตุ จึงขึ้นอยู่กับการสภาพจิตใจและพลังกายของจอมเวทคนนั้น ๆ ซึ่งนั่นก็ได้กลายเป็นขีดจำกัดสูงสุดของเวทมนตร์สายนี้ ที่ต่อให้ผู้ใช้จะมีพรสวรรค์สักเพียงใดก็ไม่อาจก้าวข้ามพ้นขีดจำกัดของมนุษย์ข้อนี้ไปได้

            การเสริมเพิ่มพลังความรุนแรงด้วยวิธีผสมผสานอย่างกลมกลืน การใช้ขั้วขัดแย้งตรงข้ามที่ยากต่อการรับมือพร้อม ๆ กัน จอมเวทผู้เชี่ยวชาญจะเรียนรู้และคิดค้นจนเกิดเวทมนตร์ชนิดใหม่ ซึ่งหลายเวทที่ถูกสร้างขึ้นก็มีอานุภาพหรือคุณค่าเทียบเท่ากับเวทมนตร์ในระดับตำนานเลยทีเดียว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่