ช่วงหลัง ๆ ผมว่าหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า การใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มันไม่สบายใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เบอร์แปลกโทรมา เราก็ลังเลว่าจะรับดีไหม ข้อความ SMS ส่งลิงก์มา เราก็ไม่กล้ากด คนรู้จักทักมายืมเงิน เราก็ต้องเช็กก่อนว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า เห็นคลิปคนดังพูดอะไรแปลก ๆ ก็เริ่มสงสัยอีกว่า คลิปจริงหรือ AI ทำขึ้นมา
ความกังวลแบบนี้ไม่ใช่แค่คิดไปเองครับ รายงาน World Affairs & Security 2025 ของ Ipsos ระบุว่า คนไทย 87% มองว่าการบิดเบือนข้อมูลเป็นภัยคุกคามจริงในปีข้างหน้า ซึ่งสูงที่สุดใน 30 ประเทศที่สำรวจ ส่วนความกังวลเรื่องการถูกแฮ็กข้อมูลเพื่อฉ้อโกง คนไทยก็อยู่ในกลุ่มที่สูงมากเหมือนกัน
พูดง่าย ๆ คือ คนไทยไม่ได้แค่กลัวเทคโนโลยี แต่กำลังกลัวว่าโลกดิจิทัลจะกลายเป็นที่ที่เราแยกไม่ออกแล้วว่า อะไรจริง อะไรปลอม ใครเป็นตัวจริง และเงินในบัญชีเรายังปลอดภัยอยู่ไหม
⠀
⠀
ภัยไซเบอร์ยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากการแฮ็กเสมอไป
⠀
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงแฮ็กเกอร์ เราอาจนึกถึงคนเก่งคอมพิวเตอร์นั่งเจาะระบบอยู่หน้าจอ แต่ทุกวันนี้อาชญากรรมไซเบอร์จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากการเจาะคอมพิวเตอร์ มันเริ่มจากการเจาะใจคนก่อน
มิจฉาชีพโทรมาอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร ไปรษณีย์ ขนส่ง หรือหน่วยงานรัฐ บอกว่าบัญชีเรามีปัญหา บัตรประชาชนถูกนำไปใช้ มีพัสดุผิดกฎหมาย หรือมีคดีเกี่ยวข้อง พอเหยื่อตกใจ เขาก็ค่อย ๆ คุมเกม ให้แอดไลน์ ให้กดลิงก์ ให้โหลดแอป ให้โอนเงิน หรือให้บอกข้อมูลสำคัญ
สิ่งที่น่ากลัวคือ คนที่โดนหลอกไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาดเสมอไป หลายคนพลาดเพราะถูกกดดัน ถูกทำให้กลัว และไม่มีเวลาหยุดคิด มิจฉาชีพไม่ได้โจมตีแค่โทรศัพท์เรา แต่มันโจมตีจังหวะที่เราตกใจและอยากรีบแก้ปัญหา
⠀
⠀
AI ทำให้ของปลอมดูจริงกว่าเดิมมาก
⠀
อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้หนักขึ้น คือ AI ทำให้การหลอกลวงเนียนกว่าเดิม เสียงปลอมเลียนเสียงคนรู้จักได้ ภาพปลอมทำให้คนดังพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด วิดีโอ Deepfake ทำให้ใบหน้าขยับเหมือนจริง ส่วนข้อความหลอกลวงก็เขียนได้ดีขึ้น ไม่ได้สะกดผิดหรือใช้ภาษาแปลก ๆ แบบที่เคยจับโป๊ะง่าย ๆ
เมื่อก่อนเราอาจดูออกจากเว็บปลอม รูปตัดต่อไม่เนียน หรือประโยคภาษาไทยแปลก ๆ แต่ตอนนี้ของปลอมหลายอย่างดูดีขึ้นมาก จนคนธรรมดาต้องเหนื่อยขึ้นในการเช็กทุกอย่าง แม้แต่เสียงของคนใกล้ตัว ถ้าโทรมาขอยืมเงินแบบเร่งด่วน ก็อาจต้องวิดีโอคอลเช็กก่อน
โลกออนไลน์จึงไม่ใช่แค่มีข้อมูลเยอะขึ้น แต่มันมีของปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริงมากขึ้นด้วย
⠀
⠀
ข่าวปลอมไม่ได้ทำให้เราเชื่อผิดอย่างเดียว
⠀
Fake News และ Deepfake ไม่ได้แค่ทำให้คนเชื่อข้อมูลผิด แต่มันทำให้คนเริ่มไม่รู้จะเชื่ออะไรเลย ข่าวจริงก็สงสัยว่าใครปั่น คลิปจริงก็สงสัยว่า AI หรือเปล่า คำเตือนจริงก็กลัวว่าเป็นข่าวปลอม คนออกมาแก้ข่าวก็ยังมีคนคิดว่าแก้ตัว
ปัญหานี้ลึกกว่าที่เห็นครับ เพราะถ้าสังคมไม่มีแหล่งข้อมูลที่คนเชื่อร่วมกัน ทุกเรื่องจะวุ่นขึ้น เรื่องสุขภาพก็สับสน เรื่องการเมืองก็แตกแยก เรื่องภัยพิบัติก็มีข่าวลือวิ่งนำหน้า เรื่องลงทุนก็มีเพจปลอมหลอกคนไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายข้อมูลบิดเบือนไม่ได้ทำลายแค่ความจริง แต่มันทำลายความเชื่อใจของคนในสังคมด้วย
⠀
⠀
ทำไมระบบป้องกันถึงมักตามหลังมิจฉาชีพ
⠀
เหตุผลหนึ่งคือ มิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีได้เร็วมาก วันนี้อ้างเป็นขนส่ง พรุ่งนี้อ้างเป็นตำรวจ มะรืนอ้างเป็นธนาคาร เดือนหน้าใช้เสียง AI เลียนคนรู้จัก แต่หน่วยงานรัฐ ธนาคาร และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องทำงานในระบบที่ใหญ่กว่า ต้องมีกฎ ต้องตรวจสอบ ต้องระวังไม่บล็อกผิดคน และต้องประสานกันหลายฝ่าย
อีกอย่างคือ มิจฉาชีพเล่นกับเวลาสั้น ๆ แค่เหยื่อหลงเชื่อไม่กี่นาที เงินอาจถูกโอนไปหลายบัญชีแล้ว แต่เวลาจะตามเงินกลับ ต้องใช้หลักฐาน ใช้ขั้นตอน และใช้หลายหน่วยงาน ความเร็วสองฝั่งมันต่างกันมาก
เพราะแบบนี้เราถึงรู้สึกว่า ระบบตามหลังอยู่หนึ่งก้าวเสมอ ทั้งที่หลายหน่วยงานก็พยายามออกมาตรการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
⠀
⠀
บัญชีม้าคือเส้นทางหนีของเงิน
⠀
หลายคดีไม่ได้จบแค่คนโทรหลอก เพราะเงินที่ถูกหลอกต้องถูกส่งต่อผ่านบัญชีม้า บัญชีม้าก็คือบัญชีที่ถูกใช้รับเงินแทนตัวการจริง บางคนขายบัญชี บางคนถูกหลอกให้เปิด บางคนรู้ว่าผิดแต่ยอมทำเพราะได้เงิน
ถ้าบัญชีม้ายังหาได้ง่าย เงินที่เหยื่อโอนไปก็จะถูกย้ายต่อเร็วมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีมาตรการเกี่ยวกับบัญชีเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร และการยกระดับจากการดูแค่รายบัญชีไปสู่การดูตัวบุคคล
แต่ปัญหาคือ มิจฉาชีพก็ปรับตัวตลอดเหมือนกัน เมื่อบัญชีแบบหนึ่งเริ่มถูกจับได้ เขาก็หาคนใหม่ ใช้บัญชีใหม่ แตกเงินเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือย้ายเงินออกจากระบบให้เร็วขึ้น นี่จึงเป็นเหมือนการแข่งความเร็วระหว่างระบบป้องกันกับเครือข่ายอาชญากรรม
⠀
⠀
ผู้สูงอายุไม่ควรถูกปล่อยให้รับมือคนเดียว
⠀
ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้โง่ครับ แต่หลายคนโตมากับโลกที่เสียงปลายสายยังน่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่คือคนที่ไว้ใจได้ เอกสารราชการคือของจริง และธนาคารคือที่ปลอดภัย พอเจอมิจฉาชีพพูดเหมือนเจ้าหน้าที่ ใช้คำกฎหมาย ใช้น้ำเสียงจริงจัง และสร้างความกลัวได้เก่ง จึงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
บางคนอยู่คนเดียว บางคนไม่กล้าเล่าให้ลูกหลานฟัง บางคนกลัวถูกดุ บางคนอายที่ถูกหลอก และบางคนเสียเงินเก็บทั้งชีวิตในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการสอนผู้สูงอายุเรื่องภัยออนไลน์ ไม่ควรเริ่มจากการดุว่า “แค่นี้ยังโดนหลอกได้ยังไง”
วิธีที่ดีกว่าคือสร้างกติกาง่าย ๆ ในบ้าน เช่น ถ้ามีคนโทรมาบอกว่ามีคดี ให้โทรหาลูกหลานก่อน ถ้ามีคนให้โอนเงิน ห้ามโอนทันที ถ้ามีลิงก์แปลก ห้ามกด ถ้าใครขอ OTP ให้ถือว่าอันตราย และถ้าเห็นเสียงหรือคลิปคนรู้จักขอยืมเงิน ให้โทรวิดีโอเช็กตัวจริงก่อน
⠀
⠀
Digital Literacy ไม่ใช่แค่ใช้มือถือเป็น
⠀
หลายคนคิดว่า Digital Literacy คือใช้มือถือเก่ง เล่นแอปเป็น โอนเงินเป็น หรือเล่นโซเชียลได้ แต่จริง ๆ มันมากกว่านั้น มันคือความสามารถในการหยุดคิด ตั้งคำถามกับข้อมูล เช็กแหล่งที่มา และรู้ทันอารมณ์ตัวเองตอนถูกกดดัน
คนที่รู้เท่าทันดิจิทัลควรรู้ว่า ธนาคารจริงจะไม่ขอรหัสผ่านหรือ OTP เจ้าหน้าที่จริงไม่ควรสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีปลอดภัย คลิปไม่ใช่หลักฐานที่เชื่อได้ทันที ภาพกับเสียงปลอมได้ และถ้าเรื่องไหนเร่งให้รีบทำเดี๋ยวนี้ มักต้องหยุดก่อน
ผมว่าทักษะที่ควรฝึกให้คนไทยคือ “หยุด เช็ก ถาม” หยุดก่อน เช็กก่อน แล้วถามคนที่ไว้ใจได้ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องเงิน ข้อมูลส่วนตัว และข่าวที่กระตุ้นอารมณ์แรง ๆ
⠀
⠀
เรื่องนี้ไม่ควรโยนให้ประชาชนระวังตัวอย่างเดียว
⠀
แน่นอนว่าเราทุกคนต้องระวังตัว แต่ปัญหานี้จะโยนให้ประชาชนสู้เองทั้งหมดไม่ได้ เพราะมิจฉาชีพทำงานเป็นขบวนการ มีเงิน มีเทคโนโลยี มีสคริปต์ มีข้อมูล และมีทีมที่ปรับวิธีหลอกอยู่ตลอดเวลา
รัฐควรทำให้ช่องทางแจ้งเหตุง่ายและเร็ว ธนาคารควรมีระบบหยุดธุรกรรมเสี่ยงที่ทันเวลา แพลตฟอร์มควรจัดการบัญชีปลอม เพจปลอม และโฆษณาหลอกลวงให้เร็วกว่านี้ ค่ายมือถือควรช่วยลดเบอร์หลอกกับ SMS ปลอม โรงเรียนควรสอนเรื่องรู้เท่าทันข้อมูลตั้งแต่เด็ก และครอบครัวควรคุยกันแบบไม่ซ้ำเติมคนที่พลาด
ถ้าทุกฝ่ายยังแยกกันทำ มิจฉาชีพก็จะใช้ช่องว่างระหว่างระบบเหล่านี้เล่นงานคนต่อไป
⠀
⠀
วิธีคิดง่าย ๆ ที่ควรมีติดตัว
⠀
ถ้ามีคนโทรมาแล้วทำให้เรากลัวมาก ๆ ให้หยุดก่อน ถ้าเขาบอกว่าด่วนมาก ต้องรีบโอน ต้องรีบกด ต้องรีบโหลดแอป ให้ยิ่งสงสัยมากขึ้น เพราะความเร่งด่วนคือเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ
ถ้าเกี่ยวกับเงิน อย่าเพิ่งทำตามปลายสาย ถ้าเกี่ยวกับ OTP อย่าส่งให้ใคร ถ้าเป็นลิงก์จาก SMS หรือแชตที่ไม่แน่ใจ อย่ากด ให้เข้าแอปหรือเว็บทางการด้วยตัวเอง ถ้าเป็นเสียงหรือคลิปคนรู้จักขอเงิน ให้โทรกลับหรือวิดีโอคอลเช็กก่อน
และถ้าถูกหลอกไปแล้ว อย่าอายจนเงียบ ต้องรีบแจ้งให้เร็วที่สุด คนที่ควรอายคือมิจฉาชีพ ไม่ใช่เหยื่อ
⠀
⠀
นี่คือวิกฤตความเชื่อใจในโลกดิจิทัล
⠀
ที่คนไทยกังวลเรื่องนี้สูงมาก อาจเพราะภัยมันเข้ามาใกล้ตัวเกินไปแล้ว มันไม่ได้อยู่ไกลในข่าวต่างประเทศ แต่มันอยู่ในมือถือของพ่อแม่ อยู่ในแชตครอบครัว อยู่ในบัญชีเงินเดือน อยู่ในเพจข่าว อยู่ในคลิปที่เราเห็นก่อนนอน และอยู่ในทุกสายโทรศัพท์ที่เราไม่แน่ใจว่าควรรับไหม
สิ่งที่สังคมไทยต้องสร้างขึ้นใหม่ จึงไม่ใช่แค่ระบบสแกนธุรกรรมหรือไฟร์วอลล์ แต่คือความเชื่อใจที่มีระบบรองรับ เชื่อใจได้ว่าธนาคารจะช่วยทัน เชื่อใจได้ว่ารัฐมีช่องทางแจ้งเหตุที่ใช้ได้จริง เชื่อใจได้ว่าแพลตฟอร์มไม่ปล่อยโฆษณาหลอกง่าย ๆ และเชื่อใจได้ว่าครอบครัวจะไม่ซ้ำเติมเมื่อใครพลาด
โลกดิจิทัลอาจไม่มีวันกลับไปปลอดภัยแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่เราทำให้มันน่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าทั้งระบบและคนในสังคมไม่ปล่อยให้เหยื่อต้องสู้ลำพัง
⠀
⠀
แหล่งอ้างอิง
⠀
Ipsos World Affairs & Security Report 2025 เรื่องความกังวลต่อ hacking และ disinformation
https://www.ipsos.com/sites/default/files/ct/publication/documents/2025-11/ipsos-world-affairs-and-security-report-halifax-2025.pdf
ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องมาตรการป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน บัญชีม้า และ Central Fraud Registry
https://www.bot.or.th/en/fraud/fraud-measure-development.html
Reuters รายงานเรื่องศูนย์ scam ตามชายแดนไทย-เมียนมาและเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/scam-hubs-thai-myanmar-border-still-have-up-100000-people-thai-police-says-2025-03-18/
VietnamPlus รายงานคำเตือนเรื่อง AI deepfake และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับภาพดัดแปลง
https://en.vietnamplus.vn/thailand-tightens-ai-deepfake-control-post344608.vnp
บทความวิชาการเรื่อง Deepfake และความเสี่ยงต่อสังคม
https://arxiv.org/abs/2105.00192
ภัยเงียบไซเบอร์และข่าวปลอม ทำไมคนไทยถึงกังวลเรื่องนี้สูงมาก
ช่วงหลัง ๆ ผมว่าหลายคนคงรู้สึกเหมือนกันว่า การใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์มันไม่สบายใจเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เบอร์แปลกโทรมา เราก็ลังเลว่าจะรับดีไหม ข้อความ SMS ส่งลิงก์มา เราก็ไม่กล้ากด คนรู้จักทักมายืมเงิน เราก็ต้องเช็กก่อนว่าเป็นตัวจริงหรือเปล่า เห็นคลิปคนดังพูดอะไรแปลก ๆ ก็เริ่มสงสัยอีกว่า คลิปจริงหรือ AI ทำขึ้นมา
ความกังวลแบบนี้ไม่ใช่แค่คิดไปเองครับ รายงาน World Affairs & Security 2025 ของ Ipsos ระบุว่า คนไทย 87% มองว่าการบิดเบือนข้อมูลเป็นภัยคุกคามจริงในปีข้างหน้า ซึ่งสูงที่สุดใน 30 ประเทศที่สำรวจ ส่วนความกังวลเรื่องการถูกแฮ็กข้อมูลเพื่อฉ้อโกง คนไทยก็อยู่ในกลุ่มที่สูงมากเหมือนกัน
พูดง่าย ๆ คือ คนไทยไม่ได้แค่กลัวเทคโนโลยี แต่กำลังกลัวว่าโลกดิจิทัลจะกลายเป็นที่ที่เราแยกไม่ออกแล้วว่า อะไรจริง อะไรปลอม ใครเป็นตัวจริง และเงินในบัญชีเรายังปลอดภัยอยู่ไหม
⠀
⠀
ภัยไซเบอร์ยุคนี้ไม่ได้เริ่มจากการแฮ็กเสมอไป
⠀
เมื่อก่อนเวลาพูดถึงแฮ็กเกอร์ เราอาจนึกถึงคนเก่งคอมพิวเตอร์นั่งเจาะระบบอยู่หน้าจอ แต่ทุกวันนี้อาชญากรรมไซเบอร์จำนวนมากไม่ได้เริ่มจากการเจาะคอมพิวเตอร์ มันเริ่มจากการเจาะใจคนก่อน
มิจฉาชีพโทรมาอ้างเป็นตำรวจ เจ้าหน้าที่ธนาคาร ไปรษณีย์ ขนส่ง หรือหน่วยงานรัฐ บอกว่าบัญชีเรามีปัญหา บัตรประชาชนถูกนำไปใช้ มีพัสดุผิดกฎหมาย หรือมีคดีเกี่ยวข้อง พอเหยื่อตกใจ เขาก็ค่อย ๆ คุมเกม ให้แอดไลน์ ให้กดลิงก์ ให้โหลดแอป ให้โอนเงิน หรือให้บอกข้อมูลสำคัญ
สิ่งที่น่ากลัวคือ คนที่โดนหลอกไม่ได้แปลว่าไม่ฉลาดเสมอไป หลายคนพลาดเพราะถูกกดดัน ถูกทำให้กลัว และไม่มีเวลาหยุดคิด มิจฉาชีพไม่ได้โจมตีแค่โทรศัพท์เรา แต่มันโจมตีจังหวะที่เราตกใจและอยากรีบแก้ปัญหา
⠀
⠀
AI ทำให้ของปลอมดูจริงกว่าเดิมมาก
⠀
อีกอย่างที่ทำให้เรื่องนี้หนักขึ้น คือ AI ทำให้การหลอกลวงเนียนกว่าเดิม เสียงปลอมเลียนเสียงคนรู้จักได้ ภาพปลอมทำให้คนดังพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด วิดีโอ Deepfake ทำให้ใบหน้าขยับเหมือนจริง ส่วนข้อความหลอกลวงก็เขียนได้ดีขึ้น ไม่ได้สะกดผิดหรือใช้ภาษาแปลก ๆ แบบที่เคยจับโป๊ะง่าย ๆ
เมื่อก่อนเราอาจดูออกจากเว็บปลอม รูปตัดต่อไม่เนียน หรือประโยคภาษาไทยแปลก ๆ แต่ตอนนี้ของปลอมหลายอย่างดูดีขึ้นมาก จนคนธรรมดาต้องเหนื่อยขึ้นในการเช็กทุกอย่าง แม้แต่เสียงของคนใกล้ตัว ถ้าโทรมาขอยืมเงินแบบเร่งด่วน ก็อาจต้องวิดีโอคอลเช็กก่อน
โลกออนไลน์จึงไม่ใช่แค่มีข้อมูลเยอะขึ้น แต่มันมีของปลอมที่หน้าตาเหมือนของจริงมากขึ้นด้วย
⠀
⠀
ข่าวปลอมไม่ได้ทำให้เราเชื่อผิดอย่างเดียว
⠀
Fake News และ Deepfake ไม่ได้แค่ทำให้คนเชื่อข้อมูลผิด แต่มันทำให้คนเริ่มไม่รู้จะเชื่ออะไรเลย ข่าวจริงก็สงสัยว่าใครปั่น คลิปจริงก็สงสัยว่า AI หรือเปล่า คำเตือนจริงก็กลัวว่าเป็นข่าวปลอม คนออกมาแก้ข่าวก็ยังมีคนคิดว่าแก้ตัว
ปัญหานี้ลึกกว่าที่เห็นครับ เพราะถ้าสังคมไม่มีแหล่งข้อมูลที่คนเชื่อร่วมกัน ทุกเรื่องจะวุ่นขึ้น เรื่องสุขภาพก็สับสน เรื่องการเมืองก็แตกแยก เรื่องภัยพิบัติก็มีข่าวลือวิ่งนำหน้า เรื่องลงทุนก็มีเพจปลอมหลอกคนไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายข้อมูลบิดเบือนไม่ได้ทำลายแค่ความจริง แต่มันทำลายความเชื่อใจของคนในสังคมด้วย
⠀
⠀
ทำไมระบบป้องกันถึงมักตามหลังมิจฉาชีพ
⠀
เหตุผลหนึ่งคือ มิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีได้เร็วมาก วันนี้อ้างเป็นขนส่ง พรุ่งนี้อ้างเป็นตำรวจ มะรืนอ้างเป็นธนาคาร เดือนหน้าใช้เสียง AI เลียนคนรู้จัก แต่หน่วยงานรัฐ ธนาคาร และแพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องทำงานในระบบที่ใหญ่กว่า ต้องมีกฎ ต้องตรวจสอบ ต้องระวังไม่บล็อกผิดคน และต้องประสานกันหลายฝ่าย
อีกอย่างคือ มิจฉาชีพเล่นกับเวลาสั้น ๆ แค่เหยื่อหลงเชื่อไม่กี่นาที เงินอาจถูกโอนไปหลายบัญชีแล้ว แต่เวลาจะตามเงินกลับ ต้องใช้หลักฐาน ใช้ขั้นตอน และใช้หลายหน่วยงาน ความเร็วสองฝั่งมันต่างกันมาก
เพราะแบบนี้เราถึงรู้สึกว่า ระบบตามหลังอยู่หนึ่งก้าวเสมอ ทั้งที่หลายหน่วยงานก็พยายามออกมาตรการเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
⠀
⠀
บัญชีม้าคือเส้นทางหนีของเงิน
⠀
หลายคดีไม่ได้จบแค่คนโทรหลอก เพราะเงินที่ถูกหลอกต้องถูกส่งต่อผ่านบัญชีม้า บัญชีม้าก็คือบัญชีที่ถูกใช้รับเงินแทนตัวการจริง บางคนขายบัญชี บางคนถูกหลอกให้เปิด บางคนรู้ว่าผิดแต่ยอมทำเพราะได้เงิน
ถ้าบัญชีม้ายังหาได้ง่าย เงินที่เหยื่อโอนไปก็จะถูกย้ายต่อเร็วมาก ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีมาตรการเกี่ยวกับบัญชีเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างธนาคาร และการยกระดับจากการดูแค่รายบัญชีไปสู่การดูตัวบุคคล
แต่ปัญหาคือ มิจฉาชีพก็ปรับตัวตลอดเหมือนกัน เมื่อบัญชีแบบหนึ่งเริ่มถูกจับได้ เขาก็หาคนใหม่ ใช้บัญชีใหม่ แตกเงินเป็นก้อนเล็ก ๆ หรือย้ายเงินออกจากระบบให้เร็วขึ้น นี่จึงเป็นเหมือนการแข่งความเร็วระหว่างระบบป้องกันกับเครือข่ายอาชญากรรม
⠀
⠀
ผู้สูงอายุไม่ควรถูกปล่อยให้รับมือคนเดียว
⠀
ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ได้โง่ครับ แต่หลายคนโตมากับโลกที่เสียงปลายสายยังน่าเชื่อถือ เจ้าหน้าที่คือคนที่ไว้ใจได้ เอกสารราชการคือของจริง และธนาคารคือที่ปลอดภัย พอเจอมิจฉาชีพพูดเหมือนเจ้าหน้าที่ ใช้คำกฎหมาย ใช้น้ำเสียงจริงจัง และสร้างความกลัวได้เก่ง จึงมีโอกาสตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
บางคนอยู่คนเดียว บางคนไม่กล้าเล่าให้ลูกหลานฟัง บางคนกลัวถูกดุ บางคนอายที่ถูกหลอก และบางคนเสียเงินเก็บทั้งชีวิตในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพราะฉะนั้นการสอนผู้สูงอายุเรื่องภัยออนไลน์ ไม่ควรเริ่มจากการดุว่า “แค่นี้ยังโดนหลอกได้ยังไง”
วิธีที่ดีกว่าคือสร้างกติกาง่าย ๆ ในบ้าน เช่น ถ้ามีคนโทรมาบอกว่ามีคดี ให้โทรหาลูกหลานก่อน ถ้ามีคนให้โอนเงิน ห้ามโอนทันที ถ้ามีลิงก์แปลก ห้ามกด ถ้าใครขอ OTP ให้ถือว่าอันตราย และถ้าเห็นเสียงหรือคลิปคนรู้จักขอยืมเงิน ให้โทรวิดีโอเช็กตัวจริงก่อน
⠀
⠀
Digital Literacy ไม่ใช่แค่ใช้มือถือเป็น
⠀
หลายคนคิดว่า Digital Literacy คือใช้มือถือเก่ง เล่นแอปเป็น โอนเงินเป็น หรือเล่นโซเชียลได้ แต่จริง ๆ มันมากกว่านั้น มันคือความสามารถในการหยุดคิด ตั้งคำถามกับข้อมูล เช็กแหล่งที่มา และรู้ทันอารมณ์ตัวเองตอนถูกกดดัน
คนที่รู้เท่าทันดิจิทัลควรรู้ว่า ธนาคารจริงจะไม่ขอรหัสผ่านหรือ OTP เจ้าหน้าที่จริงไม่ควรสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีปลอดภัย คลิปไม่ใช่หลักฐานที่เชื่อได้ทันที ภาพกับเสียงปลอมได้ และถ้าเรื่องไหนเร่งให้รีบทำเดี๋ยวนี้ มักต้องหยุดก่อน
ผมว่าทักษะที่ควรฝึกให้คนไทยคือ “หยุด เช็ก ถาม” หยุดก่อน เช็กก่อน แล้วถามคนที่ไว้ใจได้ก่อนตัดสินใจ โดยเฉพาะเรื่องเงิน ข้อมูลส่วนตัว และข่าวที่กระตุ้นอารมณ์แรง ๆ
⠀
⠀
เรื่องนี้ไม่ควรโยนให้ประชาชนระวังตัวอย่างเดียว
⠀
แน่นอนว่าเราทุกคนต้องระวังตัว แต่ปัญหานี้จะโยนให้ประชาชนสู้เองทั้งหมดไม่ได้ เพราะมิจฉาชีพทำงานเป็นขบวนการ มีเงิน มีเทคโนโลยี มีสคริปต์ มีข้อมูล และมีทีมที่ปรับวิธีหลอกอยู่ตลอดเวลา
รัฐควรทำให้ช่องทางแจ้งเหตุง่ายและเร็ว ธนาคารควรมีระบบหยุดธุรกรรมเสี่ยงที่ทันเวลา แพลตฟอร์มควรจัดการบัญชีปลอม เพจปลอม และโฆษณาหลอกลวงให้เร็วกว่านี้ ค่ายมือถือควรช่วยลดเบอร์หลอกกับ SMS ปลอม โรงเรียนควรสอนเรื่องรู้เท่าทันข้อมูลตั้งแต่เด็ก และครอบครัวควรคุยกันแบบไม่ซ้ำเติมคนที่พลาด
ถ้าทุกฝ่ายยังแยกกันทำ มิจฉาชีพก็จะใช้ช่องว่างระหว่างระบบเหล่านี้เล่นงานคนต่อไป
⠀
⠀
วิธีคิดง่าย ๆ ที่ควรมีติดตัว
⠀
ถ้ามีคนโทรมาแล้วทำให้เรากลัวมาก ๆ ให้หยุดก่อน ถ้าเขาบอกว่าด่วนมาก ต้องรีบโอน ต้องรีบกด ต้องรีบโหลดแอป ให้ยิ่งสงสัยมากขึ้น เพราะความเร่งด่วนคือเครื่องมือหลักของมิจฉาชีพ
ถ้าเกี่ยวกับเงิน อย่าเพิ่งทำตามปลายสาย ถ้าเกี่ยวกับ OTP อย่าส่งให้ใคร ถ้าเป็นลิงก์จาก SMS หรือแชตที่ไม่แน่ใจ อย่ากด ให้เข้าแอปหรือเว็บทางการด้วยตัวเอง ถ้าเป็นเสียงหรือคลิปคนรู้จักขอเงิน ให้โทรกลับหรือวิดีโอคอลเช็กก่อน
และถ้าถูกหลอกไปแล้ว อย่าอายจนเงียบ ต้องรีบแจ้งให้เร็วที่สุด คนที่ควรอายคือมิจฉาชีพ ไม่ใช่เหยื่อ
⠀
⠀
นี่คือวิกฤตความเชื่อใจในโลกดิจิทัล
⠀
ที่คนไทยกังวลเรื่องนี้สูงมาก อาจเพราะภัยมันเข้ามาใกล้ตัวเกินไปแล้ว มันไม่ได้อยู่ไกลในข่าวต่างประเทศ แต่มันอยู่ในมือถือของพ่อแม่ อยู่ในแชตครอบครัว อยู่ในบัญชีเงินเดือน อยู่ในเพจข่าว อยู่ในคลิปที่เราเห็นก่อนนอน และอยู่ในทุกสายโทรศัพท์ที่เราไม่แน่ใจว่าควรรับไหม
สิ่งที่สังคมไทยต้องสร้างขึ้นใหม่ จึงไม่ใช่แค่ระบบสแกนธุรกรรมหรือไฟร์วอลล์ แต่คือความเชื่อใจที่มีระบบรองรับ เชื่อใจได้ว่าธนาคารจะช่วยทัน เชื่อใจได้ว่ารัฐมีช่องทางแจ้งเหตุที่ใช้ได้จริง เชื่อใจได้ว่าแพลตฟอร์มไม่ปล่อยโฆษณาหลอกง่าย ๆ และเชื่อใจได้ว่าครอบครัวจะไม่ซ้ำเติมเมื่อใครพลาด
โลกดิจิทัลอาจไม่มีวันกลับไปปลอดภัยแบบไม่ต้องคิดอะไรเลย แต่เราทำให้มันน่าอยู่ขึ้นได้ ถ้าทั้งระบบและคนในสังคมไม่ปล่อยให้เหยื่อต้องสู้ลำพัง
⠀
⠀
แหล่งอ้างอิง
⠀
Ipsos World Affairs & Security Report 2025 เรื่องความกังวลต่อ hacking และ disinformation
https://www.ipsos.com/sites/default/files/ct/publication/documents/2025-11/ipsos-world-affairs-and-security-report-halifax-2025.pdf
ธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องมาตรการป้องกันภัยทุจริตทางการเงิน บัญชีม้า และ Central Fraud Registry
https://www.bot.or.th/en/fraud/fraud-measure-development.html
Reuters รายงานเรื่องศูนย์ scam ตามชายแดนไทย-เมียนมาและเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์
https://www.reuters.com/world/asia-pacific/scam-hubs-thai-myanmar-border-still-have-up-100000-people-thai-police-says-2025-03-18/
VietnamPlus รายงานคำเตือนเรื่อง AI deepfake และกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับภาพดัดแปลง
https://en.vietnamplus.vn/thailand-tightens-ai-deepfake-control-post344608.vnp
บทความวิชาการเรื่อง Deepfake และความเสี่ยงต่อสังคม
https://arxiv.org/abs/2105.00192