Singtel ขายบิ๊กล็อต GULF 2.5 หมื่นล้าน แค่แรงขายระยะสั้น หรือสัญญาณบวกต่ออนาคต?



KEY POINTS
การขายหุ้น GULF ของ Singtel ถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการเงินทุน (Capital Management) เพื่อนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์อื่นที่มีมูลค่าน่าสนใจกว่า ไม่ใช่สัญญาณลบต่อพื้นฐานของ GULF โดยตรง

การขายหุ้นที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาด (มีส่วนลด) ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงทันที

ปัจจัยบวกคือกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ "สารัชถ์ รัตนาวะดี" ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนเท่าเดิม ไม่ได้ขายออกมา ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพของบริษัท

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าแรงกดดันนี้เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และภาพรวมระยะยาวของ GULF ยังคงเป็นบวก โดยแนะนำว่าช่วงที่ราคาหุ้นอ่อนตัวอาจเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าลงทุน

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เผชิญแรงขายกดดันในตลาดหุ้นไทย หลัง Singtel Global Investment Pte. Ltd. ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท เสนอขายหุ้นบิ๊กล็อตจำนวน 416 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.78% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด มูลค่าราว 24,960 ล้านบาท หรือประมาณ 759.56 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ เอกสารเสนอขายหุ้นระบุกรอบราคาที่ 58.80–60.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็นส่วนลดประมาณ 4.00% จากราคาปิดก่อนหน้า ส่งผลให้ราคาหุ้น GULF ในการซื้อขายวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ปรับตัวลงทันที โดยปิดตลาดที่ 61.25 บาท ลดลง 2.75 บาท หรือ 4.30% มูลค่าการซื้อขาย 7,247.48 ล้านบาท สะท้อนแรงตอบรับของนักลงทุนต่อการลดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่

โดยภายหลังการทำรายการ Singtel Global Investment ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 ของ GULF และถือหุ้นอยู่ 1,155,441,235 หุ้น หรือคิดเป็น 7.73% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด จะลดสัดส่วนการถือครองลงมา ขณะที่ผู้ขายยังติดเงื่อนไขห้ามจำหน่ายหุ้นเพิ่มเติม (Lock-up) เป็นเวลา 90 วันหลังการทำรายการ

กรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนสายงานวิจัยลูกค้ารายย่อยและนักเศรษฐศาสตร์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า การทำรายการขายหุ้น GULF ของ Singtel ที่เกิดขึ้นในตลาดทุนวานนี้ เป็นการ “บริหารจัดการเงินทุน” (Capital Management) ของ Singtel มากกว่าจะตีความเป็นการทยอยลดบทบาทการลงทุนในไทยอย่างถาวร

ทั้งนี้ Singtel มีการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ICT อยู่ในหลายประเทศทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะในอินเดียผ่าน Airtel และในอินโดนีเซียผ่าน Telkomsel ซึ่งปัจจุบันมีระดับมูลค่าหุ้นเมื่อเทียบกับกำไร หรือ EV/EBITDA เพียง 4-5 เท่า ต่ำกว่าการลงทุนในไทยอย่าง ADVANC ที่ซื้อขายอยู่ในระดับประมาณ 10 เท่า
อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุดังกล่าวมองว่า การขายหุ้น GULF ครั้งนี้อาจเป็นการดึงเงินทุนกลับไปหมุนเวียนลงทุนในสินทรัพย์อื่นในเครือที่มีความน่าสนใจมากกว่าในเชิงมูลค่า

สำหรับผลกระทบต่อราคาหุ้น GULF ในระยะสั้น มองว่าการขายหุ้นที่ราคาเสนอขายประมาณ 58.8-60 บาทต่อหุ้น ซึ่งคิดเป็นส่วนลดจากราคากระดานราว 2-4% จะเป็นแรงกดดันต่อราคาหุ้นในระยะสั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความกังวลของตลาดคือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ GULF โดยกลุ่มสารัชถ์ รัตนาวะดี ยังคงถือหุ้นในสัดส่วนเดิม และไม่ได้มีการขายหุ้นออกมา สะท้อนถึงเสถียรภาพของโครงสร้างผู้ถือหุ้นหลักของบริษัท

ขณะที่ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน แม้ข่าวการขายบิ๊กล็อตครั้งนี้จะเป็นลบต่อบรรยากาศการลงทุนระยะสั้น แต่ทว่าภาพรวมระยะยาวของ GULF ยังได้รับมุมมองเชิงบวกจากโบรกเกอร์ส่วนใหญ่ในตลาด โดยแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัวลงมาทดสอบบริเวณขอบล่างของราคาเสนอขายที่ประมาณ 58.75 บาท หากราคาหุ้นเริ่มทรงตัวบริเวณดังกล่าว อาจเป็นระดับที่น่าสนใจสำหรับการพิจารณาเข้าลงทุน

นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยแวดล้อมในกลุ่มพลังงานเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการแถลงเปิดตัวธุรกิจใหม่ของ BGRIM รวมถึงความเคลื่อนไหวของ GPSC ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่ากลุ่ม หรืออยู่ในลักษณะ laggard จึงอาจเห็นแรงขายทำกำไรหรือการสลับกลุ่มเล่นหุ้นพลังงานในระยะสั้นได้

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าแรงกดดันจากการขายหุ้นของ Singtel จะเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว และราคาหุ้น GULF มีโอกาสกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ หลังตลาดรับรู้ข่าวและปรับสมดุลเรียบร้อยแล้ว


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่