
....
เรื่องการยืนในโรงหนังตอนเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น เป็นเรื่องที่พูดยากมากในสังคมไทยครับ
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง “จะยืนหรือไม่ยืน”
แต่มันแตะหลายชั้นพร้อมกัน
ความเคารพ
ประเพณี
สถาบันพระมหากษัตริย์
เสรีภาพส่วนบุคคล
ความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่
ความรู้สึกของคนรุ่นก่อน
และบรรยากาศทางสังคมที่หลายคนกลัวว่าจะพูดอะไรผิด
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจชวนทะเลาะ หรือบอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด
แค่อยากลองเล่าให้เห็นว่า ทำไมเรื่องเล็ก ๆ อย่างการยืนในโรงหนัง ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ในใจคนจำนวนมากได้
....
ก่อนอื่น เพลงที่เปิดในโรงหนังคือเพลงอะไร
....
เพลงที่เปิดก่อนหนังฉายในไทยคือเพลงสรรเสริญพระบารมี
เพลงนี้เป็นเพลงสรรเสริญพระมหากษัตริย์
ในอดีตเคยมีสถานะเป็นเพลงสำคัญระดับชาติ ก่อนที่ประเทศไทยจะมีเพลงชาติในรูปแบบปัจจุบันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ต่อมาเพลงสรรเสริญพระบารมียังคงใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น งานพระราชพิธี งานที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ และในโรงภาพยนตร์ก่อนเริ่มฉายหนัง
สำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมนี้ การยืนขึ้นระหว่างเพลงเป็นการแสดงความเคารพที่ทำกันมานาน
มันจึงไม่ใช่แค่เพลงหนึ่งเพลง
แต่เป็นพิธีกรรมทางสังคมที่ผูกกับความทรงจำ ความรู้สึก และภาพของความเป็นไทยในแบบหนึ่ง
....
ทำไมการยืนถึงสำคัญสำหรับบางคน
....
สำหรับคนที่เห็นว่าควรยืน เหตุผลหลักมักอยู่ที่คำว่า “ความเคารพ”
เขาอาจมองว่า การยืนใช้เวลาไม่นาน
เป็นมารยาทที่สังคมไทยทำกันมานาน
เป็นการแสดงความสำนึกต่อสถาบันที่คนจำนวนมากเคารพ
เป็นการรักษาธรรมเนียมที่ไม่อยากให้หายไป
บางคนไม่ได้คิดซับซ้อนทางการเมืองเลย
เขาแค่รู้สึกว่า เวลามีเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ควรยืน เหมือนเวลาเคารพธงชาติ หรือยืนไว้อาลัยในบางโอกาส
สำหรับเขา การไม่ยืนอาจทำให้รู้สึกสะดุดใจ เหมือนมีคนไม่ให้เกียรติสิ่งที่เขาเคารพ
ยิ่งในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับกิริยาภายนอก เช่น การไหว้ การถอดรองเท้า การสำรวมในวัด การยืนในช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมีจึงถูกมองว่าเป็นกิริยาที่แสดงความเคารพอย่างหนึ่ง
....
แล้วทำไมบางคนเลือกไม่ยืน
....
สำหรับคนที่ไม่ยืน เหตุผลก็มีหลายแบบครับ
บางคนอาจมองว่า ความเคารพควรเกิดจากใจ ไม่ใช่การบังคับด้วยสายตาคนรอบข้าง
บางคนอาจรู้สึกว่า การยืนในโรงหนังเป็นพิธีกรรมที่ควรเป็นทางเลือกส่วนบุคคล
บางคนอาจมีเหตุผลทางความคิด การเมือง หรือประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ไม่อยากแสดงออกแบบเดิม
บางคนอาจไม่ได้ต่อต้านอะไร แต่อาจมีเหตุสุขภาพ ปวดขา บาดเจ็บ หรืออยู่ในสภาพที่ลุกไม่สะดวก
บางคนเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนต่างชาติที่ไม่รู้ธรรมเนียมไทย
บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับคำถามเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความสมัครใจ จึงรู้สึกว่าการเคารพควรมีพื้นที่ให้เลือก
จากมุมนี้ การไม่ยืนจึงไม่ได้แปลว่าต้องมีเจตนาดูหมิ่นเสมอไป
แต่ในสังคมจริง คนอื่นอาจตีความแรงกว่านั้นได้
นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้เปราะบางมาก
....
ทำไมสังคมไทยถึงละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้
....
เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทยาวนานในประวัติศาสตร์ไทย
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเมืองในความหมายแคบ ๆ
แต่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติ พิธีกรรม วัฒนธรรม การศึกษา สื่อ เพลง ภาพจำ และความรู้สึกของคนหลายรุ่น
คนจำนวนมากเติบโตมากับการถูกสอนให้เคารพสถาบัน
ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
ดูภาพพระราชกรณียกิจ
ยืนตรงในโอกาสสำคัญ
มองพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของชาติ
ดังนั้นสำหรับคนกลุ่มนี้ การยืนไม่ใช่เรื่องเล็ก
มันเป็นการรักษาความรู้สึกร่วมบางอย่างของสังคม
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยยุคใหม่ก็มีคนจำนวนมากที่ตั้งคำถามกับพิธีกรรมสาธารณะมากขึ้น
เขาอาจไม่ได้มองว่าการถามคือการลบหลู่
แต่มองว่าเป็นการหาความหมายใหม่ในสังคมที่เปลี่ยนไป
เมื่อสองความรู้สึกนี้มาเจอกันในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างโรงหนัง ความตึงเครียดจึงเกิดง่ายมาก
....
ประวัติความเป็นมาแบบสั้น ๆ
....
ธรรมเนียมเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนัง เป็นสิ่งที่อยู่กับโรงภาพยนตร์ไทยมานาน
ในอดีต การยืนถือเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำโดยแทบไม่ต้องคิด
บรรยากาศสังคมก็ทำให้การไม่ยืนเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าแปลกมาก
มีรายงานว่าในอดีตเคยมีกฎหมายที่ลงโทษปรับผู้ไม่ยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่กฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีกฎหมายปรับแบบเดิม ความรู้สึกทางสังคมยังอยู่
บางคนอาจไม่โดนโทษตามกฎหมายนั้นแล้ว แต่ยังอาจถูกมอง ถูกตำหนิ หรือเกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้างได้
โดยเฉพาะในไทยที่เรื่องสถาบันเป็นเรื่องอ่อนไหว และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนไม่อยากพูดเรื่องนี้ตรง ๆ แม้จะมีความเห็นอยู่ในใจก็ตาม
....
ฝ่ายที่อยากให้ยืน อาจกำลังกังวลอะไร
....
ถ้ามองด้วยความเข้าใจ คนที่อยากให้ยืนอาจไม่ได้อยากบังคับคนอื่นเสมอไป
บางคนอาจกลัวว่าถ้าวันหนึ่งคนไม่ยืนกันมากขึ้น สัญลักษณ์ความเคารพที่สืบต่อกันมาจะค่อย ๆ หายไป
บางคนรู้สึกว่า ถ้าคนไม่ยืนในที่สาธารณะ มันเหมือนการไม่ให้เกียรติความรู้สึกของคนที่เคารพ
บางคนกลัวว่าสังคมจะเปลี่ยนเร็วเกินไปจนสิ่งที่เขาเชื่อและรักถูกลดความหมาย
บางคนอาจรู้สึกเจ็บจริง ๆ เมื่อเห็นคนไม่ยืน เพราะในใจเขาผูกเรื่องนี้กับความจงรักภักดีและความเป็นไทย
ถ้าเราฟังมุมนี้โดยไม่รีบตัดสิน จะเห็นว่าเขาไม่ได้แค่หวงพิธี แต่หวงความหมายที่อยู่หลังพิธีนั้น
....
ฝ่ายที่ไม่อยากยืน อาจกำลังกังวลอะไร
....
อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความกังวลของเขาเหมือนกัน
บางคนกลัวว่าการยืนจะไม่ใช่การแสดงความเคารพจากใจ แต่กลายเป็นการทำเพราะกลัวคนอื่นมอง
บางคนรู้สึกว่า ถ้าการเคารพต้องเกิดจากแรงกดดัน มันจะไม่ใช่ความเคารพที่แท้จริง
บางคนอยากให้สังคมยอมรับว่าคนเรามีระดับความเชื่อและการแสดงออกไม่เหมือนกัน
บางคนอาจรู้สึกว่าพื้นที่สาธารณะควรมีที่ให้ความเงียบของคนที่ไม่เห็นเหมือนคนส่วนใหญ่ด้วย
บางคนไม่ได้ต้องการยั่วยุ แต่ต้องการรักษาสิทธิในการเลือกการแสดงออกของตัวเอง
ถ้าฟังมุมนี้ให้จบ จะเห็นว่าเขาไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนไม่เคารพใคร
เขาอาจกำลังพูดถึงความสมัครใจและเสรีภาพของตัวเอง
....
ปัญหาเกิดเมื่อเราตีความกันเร็วเกินไป
....
คนยืน อาจถูกมองว่าเชย ถูกมองว่าไม่ตั้งคำถาม ถูกมองว่าไม่เข้าใจเสรีภาพ
คนไม่ยืน อาจถูกมองว่าไม่รักชาติ ไม่เคารพสถาบัน หรือมีเจตนาไม่ดี
ทั้งที่ในชีวิตจริง เหตุผลของคนอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก
บางคนยืนเพราะเคารพจริง
บางคนยืนเพราะไม่อยากมีปัญหา
บางคนไม่ยืนเพราะมีเหตุผลทางความคิด
บางคนไม่ยืนเพราะป่วย
บางคนไม่ยืนเพราะไม่รู้ธรรมเนียม
บางคนยืนแต่ในใจไม่ได้คิดอะไร
บางคนไม่ยืนแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นใคร
ปัญหาคือสังคมไทยมักไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ถามเหตุผลกันช้า ๆ
เราเห็นแค่พฤติกรรม แล้วรีบตีความทั้งตัวตนของเขา
ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนง่าย
....
ในโรงหนังควรทำอย่างไร
....
ถ้าพูดแบบระมัดระวังที่สุด ทุกคนควรคำนึงถึงทั้งความเชื่อของตัวเองและความรู้สึกของคนรอบข้าง
ถ้าเลือกยืน ก็ยืนด้วยความสุภาพ ไม่จำเป็นต้องไปกดดันคนอื่น
ถ้าเลือกไม่ยืน ก็ควรทำอย่างสงบ ไม่แสดงท่าทางยั่วยุ ไม่พูดจารบกวน และเข้าใจว่าคนรอบข้างอาจรู้สึกไม่สบายใจได้
ถ้าเห็นคนอื่นไม่ยืน ก็อย่าเพิ่งเข้าไปต่อว่าหรือถ่ายคลิปประจาน
เราไม่รู้เหตุผลทั้งหมดของเขา
และการทำให้เรื่องบานปลายในที่สาธารณะอาจไม่ช่วยให้สังคมเข้าใจกันมากขึ้น
ถ้ามีคนยืน ก็ไม่ควรไปดูถูกว่าเขาทำตาม ๆ กัน
เพราะสำหรับเขา นั่นอาจเป็นความเคารพที่จริงใจ
ถ้ามีคนไม่ยืน ก็ไม่ควรรีบสรุปว่าเขาต้องมีเจตนาร้าย
เพราะสำหรับเขา นั่นอาจเป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคลอย่างสงบ
....
ทำไมเรื่องนี้จึงควรคุยกันด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
....
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่มีแค่เหตุผล แต่มีความรู้สึกเยอะมาก
บางคนผูกเรื่องนี้กับความทรงจำวัยเด็ก
บางคนผูกกับความจงรักภักดี
บางคนผูกกับเสรีภาพ
บางคนผูกกับความกลัว
บางคนผูกกับประสบการณ์ทางการเมือง
บางคนผูกกับความไม่อยากมีปัญหา
ถ้าเราพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงตัดสิน สังคมจะยิ่งแบ่งกันเป็นสองฝั่ง
แต่ถ้าพูดด้วยความเข้าใจ เราอาจเห็นว่าแต่ละฝ่ายไม่ได้เป็นปีศาจของกันและกัน
คนที่ยืนอาจไม่ได้อยากกดขี่ใคร
คนที่ไม่ยืนอาจไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นใคร
แน่นอนว่าแต่ละคนอาจยังไม่เห็นด้วยกัน
แต่การไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการเกลียดกัน
....
สิ่งที่น่าคิดกว่าการถามว่าใครถูก
....
บางทีคำถามที่ลึกกว่า “ควรยืนไหม” อาจเป็น
เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อคนให้ความหมายกับสัญลักษณ์เดียวกันไม่เหมือนกัน
เราจะรักษาความเคารพโดยไม่ทำให้คนรู้สึกถูกบังคับได้ไหม
เราจะพูดเรื่องที่อ่อนไหวโดยไม่ทำลายกันได้ไหม
เราจะยอมรับได้ไหมว่า สังคมหนึ่งอาจมีทั้งคนที่อยากรักษาธรรมเนียม และคนที่อยากตั้งคำถามกับธรรมเนียม
คำถามเหล่านี้ยากกว่าการยืนหรือไม่ยืนมาก
เพราะมันถามถึงวิธีอยู่ร่วมกันของคนที่คิดไม่เหมือนกัน
....
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจสะท้อนสังคมไทยมากกว่าโรงหนัง
....
การยืนในโรงหนังใช้เวลาไม่นาน
แต่ความหมายของมันยาวมาก
สำหรับบางคน มันคือความเคารพที่ควรรักษา
สำหรับบางคน มันคือพิธีกรรมที่ควรมาจากความสมัครใจ
สำหรับบางคน มันคือเรื่องที่ไม่อยากยุ่ง เพราะกลัวมีปัญหา
สำหรับบางคน มันคือภาพสะท้อนของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยน
ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อด่ากันอย่างเดียว
แต่น่าจะใช้เป็นโอกาสถามว่า เราจะแลกเปลี่ยนกันอย่างไรในเรื่องที่ละเอียดอ่อน
ยืนหรือไม่ยืน อาจเป็นการเลือกของแต่ละคน
แต่การไม่ทำร้ายกันเพราะการเลือกนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมต้องฝึกเหมือนกัน
เพราะสุดท้าย โรงหนังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ
แต่ความสามารถในการอยู่ร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก
....
แหล่งอ้างอิง
....
ข้อมูลเพลงสรรเสริญพระบารมี ประวัติและการใช้ในโรงภาพยนตร์
https://en.wikipedia.org/wiki/Sansoen_Phra_Barami
Khaosod English รายงานว่ากฎหมายปี 2486 ที่เคยปรับผู้ไม่ยืน 100 บาทถูกยกเลิกในปี 2553
https://www.khaosodenglish.com/news/crimecourtscalamity/2019/05/13/woman-says-threatened-for-sitting-through-royal-anthem/
ABC News รายงานกรณีการจับกุมเกี่ยวกับการไม่ยืนในโรงภาพยนตร์ ปี 2008
https://www.abc.net.au/news/2008-06-17/thai-woman-arrested-for-refusing-to-stand-for/2474772
Prachatai English บทความเรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมีกับโรงภาพยนตร์ไทย
https://prachataienglish.com/node/6732
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107-112 ฉบับภาษาอังกฤษจาก Siam Legal
https://library.siam-legal.com/thai-law/criminal-code-royal-family-sections-107-112/
ยืนหรือไม่ยืนในโรงหนัง แต่ละฝ่ายคิดอย่างไร
....
เรื่องการยืนในโรงหนังตอนเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น เป็นเรื่องที่พูดยากมากในสังคมไทยครับ
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่อง “จะยืนหรือไม่ยืน”
แต่มันแตะหลายชั้นพร้อมกัน
ความเคารพ
ประเพณี
สถาบันพระมหากษัตริย์
เสรีภาพส่วนบุคคล
ความเปลี่ยนแปลงของคนรุ่นใหม่
ความรู้สึกของคนรุ่นก่อน
และบรรยากาศทางสังคมที่หลายคนกลัวว่าจะพูดอะไรผิด
บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจชวนทะเลาะ หรือบอกว่าฝ่ายไหนถูกฝ่ายไหนผิด
แค่อยากลองเล่าให้เห็นว่า ทำไมเรื่องเล็ก ๆ อย่างการยืนในโรงหนัง ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ในใจคนจำนวนมากได้
....
ก่อนอื่น เพลงที่เปิดในโรงหนังคือเพลงอะไร
....
เพลงที่เปิดก่อนหนังฉายในไทยคือเพลงสรรเสริญพระบารมี
เพลงนี้เป็นเพลงสรรเสริญพระมหากษัตริย์
ในอดีตเคยมีสถานะเป็นเพลงสำคัญระดับชาติ ก่อนที่ประเทศไทยจะมีเพลงชาติในรูปแบบปัจจุบันหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ต่อมาเพลงสรรเสริญพระบารมียังคงใช้ในโอกาสสำคัญ เช่น งานพระราชพิธี งานที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ และในโรงภาพยนตร์ก่อนเริ่มฉายหนัง
สำหรับคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เติบโตมากับวัฒนธรรมนี้ การยืนขึ้นระหว่างเพลงเป็นการแสดงความเคารพที่ทำกันมานาน
มันจึงไม่ใช่แค่เพลงหนึ่งเพลง
แต่เป็นพิธีกรรมทางสังคมที่ผูกกับความทรงจำ ความรู้สึก และภาพของความเป็นไทยในแบบหนึ่ง
....
ทำไมการยืนถึงสำคัญสำหรับบางคน
....
สำหรับคนที่เห็นว่าควรยืน เหตุผลหลักมักอยู่ที่คำว่า “ความเคารพ”
เขาอาจมองว่า การยืนใช้เวลาไม่นาน
เป็นมารยาทที่สังคมไทยทำกันมานาน
เป็นการแสดงความสำนึกต่อสถาบันที่คนจำนวนมากเคารพ
เป็นการรักษาธรรมเนียมที่ไม่อยากให้หายไป
บางคนไม่ได้คิดซับซ้อนทางการเมืองเลย
เขาแค่รู้สึกว่า เวลามีเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ควรยืน เหมือนเวลาเคารพธงชาติ หรือยืนไว้อาลัยในบางโอกาส
สำหรับเขา การไม่ยืนอาจทำให้รู้สึกสะดุดใจ เหมือนมีคนไม่ให้เกียรติสิ่งที่เขาเคารพ
ยิ่งในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับกิริยาภายนอก เช่น การไหว้ การถอดรองเท้า การสำรวมในวัด การยืนในช่วงเพลงสรรเสริญพระบารมีจึงถูกมองว่าเป็นกิริยาที่แสดงความเคารพอย่างหนึ่ง
....
แล้วทำไมบางคนเลือกไม่ยืน
....
สำหรับคนที่ไม่ยืน เหตุผลก็มีหลายแบบครับ
บางคนอาจมองว่า ความเคารพควรเกิดจากใจ ไม่ใช่การบังคับด้วยสายตาคนรอบข้าง
บางคนอาจรู้สึกว่า การยืนในโรงหนังเป็นพิธีกรรมที่ควรเป็นทางเลือกส่วนบุคคล
บางคนอาจมีเหตุผลทางความคิด การเมือง หรือประสบการณ์ชีวิตที่ทำให้ไม่อยากแสดงออกแบบเดิม
บางคนอาจไม่ได้ต่อต้านอะไร แต่อาจมีเหตุสุขภาพ ปวดขา บาดเจ็บ หรืออยู่ในสภาพที่ลุกไม่สะดวก
บางคนเป็นนักท่องเที่ยวหรือคนต่างชาติที่ไม่รู้ธรรมเนียมไทย
บางคนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับคำถามเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความสมัครใจ จึงรู้สึกว่าการเคารพควรมีพื้นที่ให้เลือก
จากมุมนี้ การไม่ยืนจึงไม่ได้แปลว่าต้องมีเจตนาดูหมิ่นเสมอไป
แต่ในสังคมจริง คนอื่นอาจตีความแรงกว่านั้นได้
นี่คือจุดที่ทำให้เรื่องนี้เปราะบางมาก
....
ทำไมสังคมไทยถึงละเอียดอ่อนกับเรื่องนี้
....
เพราะสถาบันพระมหากษัตริย์มีบทบาทยาวนานในประวัติศาสตร์ไทย
ไม่ได้เป็นแค่เรื่องการเมืองในความหมายแคบ ๆ
แต่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ชาติ พิธีกรรม วัฒนธรรม การศึกษา สื่อ เพลง ภาพจำ และความรู้สึกของคนหลายรุ่น
คนจำนวนมากเติบโตมากับการถูกสอนให้เคารพสถาบัน
ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี
ดูภาพพระราชกรณียกิจ
ยืนตรงในโอกาสสำคัญ
มองพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของชาติ
ดังนั้นสำหรับคนกลุ่มนี้ การยืนไม่ใช่เรื่องเล็ก
มันเป็นการรักษาความรู้สึกร่วมบางอย่างของสังคม
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยยุคใหม่ก็มีคนจำนวนมากที่ตั้งคำถามกับพิธีกรรมสาธารณะมากขึ้น
เขาอาจไม่ได้มองว่าการถามคือการลบหลู่
แต่มองว่าเป็นการหาความหมายใหม่ในสังคมที่เปลี่ยนไป
เมื่อสองความรู้สึกนี้มาเจอกันในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างโรงหนัง ความตึงเครียดจึงเกิดง่ายมาก
....
ประวัติความเป็นมาแบบสั้น ๆ
....
ธรรมเนียมเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนหนัง เป็นสิ่งที่อยู่กับโรงภาพยนตร์ไทยมานาน
ในอดีต การยืนถือเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ทำโดยแทบไม่ต้องคิด
บรรยากาศสังคมก็ทำให้การไม่ยืนเป็นเรื่องที่ถูกมองว่าแปลกมาก
มีรายงานว่าในอดีตเคยมีกฎหมายที่ลงโทษปรับผู้ไม่ยืนระหว่างเพลงสรรเสริญพระบารมี แต่กฎหมายดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีกฎหมายปรับแบบเดิม ความรู้สึกทางสังคมยังอยู่
บางคนอาจไม่โดนโทษตามกฎหมายนั้นแล้ว แต่ยังอาจถูกมอง ถูกตำหนิ หรือเกิดความขัดแย้งกับคนรอบข้างได้
โดยเฉพาะในไทยที่เรื่องสถาบันเป็นเรื่องอ่อนไหว และมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนไม่อยากพูดเรื่องนี้ตรง ๆ แม้จะมีความเห็นอยู่ในใจก็ตาม
....
ฝ่ายที่อยากให้ยืน อาจกำลังกังวลอะไร
....
ถ้ามองด้วยความเข้าใจ คนที่อยากให้ยืนอาจไม่ได้อยากบังคับคนอื่นเสมอไป
บางคนอาจกลัวว่าถ้าวันหนึ่งคนไม่ยืนกันมากขึ้น สัญลักษณ์ความเคารพที่สืบต่อกันมาจะค่อย ๆ หายไป
บางคนรู้สึกว่า ถ้าคนไม่ยืนในที่สาธารณะ มันเหมือนการไม่ให้เกียรติความรู้สึกของคนที่เคารพ
บางคนกลัวว่าสังคมจะเปลี่ยนเร็วเกินไปจนสิ่งที่เขาเชื่อและรักถูกลดความหมาย
บางคนอาจรู้สึกเจ็บจริง ๆ เมื่อเห็นคนไม่ยืน เพราะในใจเขาผูกเรื่องนี้กับความจงรักภักดีและความเป็นไทย
ถ้าเราฟังมุมนี้โดยไม่รีบตัดสิน จะเห็นว่าเขาไม่ได้แค่หวงพิธี แต่หวงความหมายที่อยู่หลังพิธีนั้น
....
ฝ่ายที่ไม่อยากยืน อาจกำลังกังวลอะไร
....
อีกฝ่ายหนึ่งก็มีความกังวลของเขาเหมือนกัน
บางคนกลัวว่าการยืนจะไม่ใช่การแสดงความเคารพจากใจ แต่กลายเป็นการทำเพราะกลัวคนอื่นมอง
บางคนรู้สึกว่า ถ้าการเคารพต้องเกิดจากแรงกดดัน มันจะไม่ใช่ความเคารพที่แท้จริง
บางคนอยากให้สังคมยอมรับว่าคนเรามีระดับความเชื่อและการแสดงออกไม่เหมือนกัน
บางคนอาจรู้สึกว่าพื้นที่สาธารณะควรมีที่ให้ความเงียบของคนที่ไม่เห็นเหมือนคนส่วนใหญ่ด้วย
บางคนไม่ได้ต้องการยั่วยุ แต่ต้องการรักษาสิทธิในการเลือกการแสดงออกของตัวเอง
ถ้าฟังมุมนี้ให้จบ จะเห็นว่าเขาไม่ได้จำเป็นต้องเป็นคนไม่เคารพใคร
เขาอาจกำลังพูดถึงความสมัครใจและเสรีภาพของตัวเอง
....
ปัญหาเกิดเมื่อเราตีความกันเร็วเกินไป
....
คนยืน อาจถูกมองว่าเชย ถูกมองว่าไม่ตั้งคำถาม ถูกมองว่าไม่เข้าใจเสรีภาพ
คนไม่ยืน อาจถูกมองว่าไม่รักชาติ ไม่เคารพสถาบัน หรือมีเจตนาไม่ดี
ทั้งที่ในชีวิตจริง เหตุผลของคนอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก
บางคนยืนเพราะเคารพจริง
บางคนยืนเพราะไม่อยากมีปัญหา
บางคนไม่ยืนเพราะมีเหตุผลทางความคิด
บางคนไม่ยืนเพราะป่วย
บางคนไม่ยืนเพราะไม่รู้ธรรมเนียม
บางคนยืนแต่ในใจไม่ได้คิดอะไร
บางคนไม่ยืนแต่ก็ไม่ได้มีเจตนาดูหมิ่นใคร
ปัญหาคือสังคมไทยมักไม่ค่อยมีพื้นที่ให้ถามเหตุผลกันช้า ๆ
เราเห็นแค่พฤติกรรม แล้วรีบตีความทั้งตัวตนของเขา
ตรงนี้แหละที่ทำให้เรื่องนี้ร้อนง่าย
....
ในโรงหนังควรทำอย่างไร
....
ถ้าพูดแบบระมัดระวังที่สุด ทุกคนควรคำนึงถึงทั้งความเชื่อของตัวเองและความรู้สึกของคนรอบข้าง
ถ้าเลือกยืน ก็ยืนด้วยความสุภาพ ไม่จำเป็นต้องไปกดดันคนอื่น
ถ้าเลือกไม่ยืน ก็ควรทำอย่างสงบ ไม่แสดงท่าทางยั่วยุ ไม่พูดจารบกวน และเข้าใจว่าคนรอบข้างอาจรู้สึกไม่สบายใจได้
ถ้าเห็นคนอื่นไม่ยืน ก็อย่าเพิ่งเข้าไปต่อว่าหรือถ่ายคลิปประจาน
เราไม่รู้เหตุผลทั้งหมดของเขา
และการทำให้เรื่องบานปลายในที่สาธารณะอาจไม่ช่วยให้สังคมเข้าใจกันมากขึ้น
ถ้ามีคนยืน ก็ไม่ควรไปดูถูกว่าเขาทำตาม ๆ กัน
เพราะสำหรับเขา นั่นอาจเป็นความเคารพที่จริงใจ
ถ้ามีคนไม่ยืน ก็ไม่ควรรีบสรุปว่าเขาต้องมีเจตนาร้าย
เพราะสำหรับเขา นั่นอาจเป็นการใช้สิทธิส่วนบุคคลอย่างสงบ
....
ทำไมเรื่องนี้จึงควรคุยกันด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
....
เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องที่มีแค่เหตุผล แต่มีความรู้สึกเยอะมาก
บางคนผูกเรื่องนี้กับความทรงจำวัยเด็ก
บางคนผูกกับความจงรักภักดี
บางคนผูกกับเสรีภาพ
บางคนผูกกับความกลัว
บางคนผูกกับประสบการณ์ทางการเมือง
บางคนผูกกับความไม่อยากมีปัญหา
ถ้าเราพูดเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงตัดสิน สังคมจะยิ่งแบ่งกันเป็นสองฝั่ง
แต่ถ้าพูดด้วยความเข้าใจ เราอาจเห็นว่าแต่ละฝ่ายไม่ได้เป็นปีศาจของกันและกัน
คนที่ยืนอาจไม่ได้อยากกดขี่ใคร
คนที่ไม่ยืนอาจไม่ได้ตั้งใจดูหมิ่นใคร
แน่นอนว่าแต่ละคนอาจยังไม่เห็นด้วยกัน
แต่การไม่เห็นด้วย ไม่จำเป็นต้องจบด้วยการเกลียดกัน
....
สิ่งที่น่าคิดกว่าการถามว่าใครถูก
....
บางทีคำถามที่ลึกกว่า “ควรยืนไหม” อาจเป็น
เราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อคนให้ความหมายกับสัญลักษณ์เดียวกันไม่เหมือนกัน
เราจะรักษาความเคารพโดยไม่ทำให้คนรู้สึกถูกบังคับได้ไหม
เราจะพูดเรื่องที่อ่อนไหวโดยไม่ทำลายกันได้ไหม
เราจะยอมรับได้ไหมว่า สังคมหนึ่งอาจมีทั้งคนที่อยากรักษาธรรมเนียม และคนที่อยากตั้งคำถามกับธรรมเนียม
คำถามเหล่านี้ยากกว่าการยืนหรือไม่ยืนมาก
เพราะมันถามถึงวิธีอยู่ร่วมกันของคนที่คิดไม่เหมือนกัน
....
ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจสะท้อนสังคมไทยมากกว่าโรงหนัง
....
การยืนในโรงหนังใช้เวลาไม่นาน
แต่ความหมายของมันยาวมาก
สำหรับบางคน มันคือความเคารพที่ควรรักษา
สำหรับบางคน มันคือพิธีกรรมที่ควรมาจากความสมัครใจ
สำหรับบางคน มันคือเรื่องที่ไม่อยากยุ่ง เพราะกลัวมีปัญหา
สำหรับบางคน มันคือภาพสะท้อนของสังคมไทยที่กำลังเปลี่ยน
ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกใช้เพื่อด่ากันอย่างเดียว
แต่น่าจะใช้เป็นโอกาสถามว่า เราจะแลกเปลี่ยนกันอย่างไรในเรื่องที่ละเอียดอ่อน
ยืนหรือไม่ยืน อาจเป็นการเลือกของแต่ละคน
แต่การไม่ทำร้ายกันเพราะการเลือกนั้น น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมต้องฝึกเหมือนกัน
เพราะสุดท้าย โรงหนังเป็นพื้นที่เล็ก ๆ
แต่ความสามารถในการอยู่ร่วมกับคนที่คิดไม่เหมือนเรา เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นมาก
....
แหล่งอ้างอิง
....
ข้อมูลเพลงสรรเสริญพระบารมี ประวัติและการใช้ในโรงภาพยนตร์
https://en.wikipedia.org/wiki/Sansoen_Phra_Barami
Khaosod English รายงานว่ากฎหมายปี 2486 ที่เคยปรับผู้ไม่ยืน 100 บาทถูกยกเลิกในปี 2553
https://www.khaosodenglish.com/news/crimecourtscalamity/2019/05/13/woman-says-threatened-for-sitting-through-royal-anthem/
ABC News รายงานกรณีการจับกุมเกี่ยวกับการไม่ยืนในโรงภาพยนตร์ ปี 2008
https://www.abc.net.au/news/2008-06-17/thai-woman-arrested-for-refusing-to-stand-for/2474772
Prachatai English บทความเรื่องเพลงสรรเสริญพระบารมีกับโรงภาพยนตร์ไทย
https://prachataienglish.com/node/6732
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 107-112 ฉบับภาษาอังกฤษจาก Siam Legal
https://library.siam-legal.com/thai-law/criminal-code-royal-family-sections-107-112/