แต่ละศาสนามีโครงสร้างของ "นักบวช" (หรือผู้นำทางศาสนา) และ "หน้าที่ของศาสนิกชน" ที่แตกต่างกันไปตามหลักความเชื่อและหลักปฏิบัติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพชัดเจน ขอสรุปแบ่งตามศาสนาหลักๆ ดังนี้ครับ
1. พระพุทธศาสนา
โครงสร้างของพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกฝนตนเองเพื่อความหลุดพ้นและการเกื้อกูลกันระหว่างบรรพชิต (นักบวช) กับคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน)
นักบวช: พระภิกษุ และสามเณร
หน้าที่: สละทางโลกมาประพฤติพรหมจรรย์ ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อขัดเกลากิเลส และมีหน้าที่สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาโดยการนำธรรมะมาอบรมสั่งสอนประชาชน
หน้าที่ศาสนิกชน (อุบาสก/อุบาสิกา):
ทำนุบำรุง: อุปัฏฐากดูแลพระสงฆ์ด้วยปัจจัย 4 (อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค) เช่น การตักบาตร ถวายภัตตาหาร
ปฏิบัติธรรม: รักษาศีลอย่างน้อยศีล 5 ฟังธรรม และฝึกสมาธิภาวนาตามโอกาส
ปกป้อง: ช่วยกันดูแลรักษาศาสนสถาน (วัด) และช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ใครมาบิดเบือนคำสอน
2. ศาสนาคริสต์
โครงสร้างของศาสนาคริสต์จะแบ่งตามนิกาย โดยมีผู้โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และผู้นำทางวิญญาณเป็นศูนย์กลาง
นักบวช / ศาสนบริกร:
นิกายโรมันคาทอลิก / ออร์ทอดอกซ์: เรียกว่า บาทหลวง หรือ พระสงฆ์ (รวมถึงนักบวชชาย-หญิง หรือ Brother/Sister) มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะ "ศีลมหาสนิท" และให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ (บาทหลวงคาทอลิกถือโสด)
นิกายโปรเตสแตนต์: เรียกว่า ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ ทำหน้าที่นำสวดและเทศนาสั่งสอน (สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้)
หน้าที่ศาสนิกชน (คริสตชน):
ร่วมพิธีกรรม: เข้าโบสถ์เพื่อร่วมพิธีนมัสการพระเจ้าใน วันอาทิตย์ (วันสะบาโต)
ปฏิบัติตามบัญญัติ: ยึดมั่นในบัญญัติ 10 ประการ และหลักความรัก (รักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง)
ถวายสิบลด (Tithe): บริจาครายได้ 1 ใน 10 ส่วน เพื่อสนับสนุนงานของคริสตจักรและการกุศล
ประกาศข่าวประเสริฐ: เผยแผ่ความรักและคำสอนของพระเยซูให้ผู้อื่นรับรู้
3. ศาสนาอิสลาม
จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิด: ศาสนาอิสลาม ไม่มีระบบนักบวช เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า และไม่มีใครเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้
ผู้นำศาสนา: เรียกว่า อิหม่าม
หน้าที่: ไม่ใช่นักบวช แต่เป็น "ผู้นำในการปฏิบัติศาสนกิจ" (เช่น นำละหมาด) และเป็นผู้มีความรู้ในข้อข้อบัญญัติศาสนาอย่างดีเพื่อคอยให้คำแนะนำแก่ชุมชน
หน้าที่ศาสนิกชน (มุสลิม): มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเท่าเทียมกันตาม หลักปฏิบัติ 5 ประการ คือ:
การปฏิญาณตน: ยอมรับว่าพระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าสูงสุดเพียงพระองค์เดียว และท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูต
การละหมาด: ปฏิบัติวันละ 5 เวลา เพื่อแสดงความภักดีและขัดเกลาจิตใจ
การถือศีลอด: งดเว้นอาหาร เครื่องดื่ม และการทำบาป ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกในเดือนรอมฎอน
การจ่ายซะกาต: บริจาคทรัพย์สินส่วนเกินประจำปีเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และขับเคลื่อนสังคม
การประกอบพิธีฮัจญ์: เดินทางไปประกอบพิธีกรรมที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย (สำหรับผู้ที่มีความพร้อมทั้งกำลังทรัพย์และร่างกาย)
4. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
เป็นศาสนาที่มีความผูกพันกับระบบวรรณะและพิธีกรรมโบราณอย่างลึกซึ้ง
นักบวช: พราหมณ์ หรือ ปุโรหิต
หน้าที่: เป็นผู้ทำพิธีกรรม สวดมนต์บูชาเทพเจ้าทั้งในเทวสถานและพิธีส่วนบุคคล (เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน งานศพ) ถือเป็นผู้สืบทอดคัมภีร์พระเวท
หน้าที่ศาสนิกชน:
ปฏิบัติตามหลักอาศรม 4: ดำเนินชีวิตตามช่วงวัย ตั้งแต่เป็นนักเรียน (พรหมจารี), มีครอบครัวทำมาหากิน (คฤหัสถ์), แสวงหาความสงบ (วานปรัสถ์), และสละโลกเพื่อความหลุดพ้น (สันยาสี)
บูชาเทพเจ้า: ทำพิธีบูชา (ปูชา) เทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ รวมถึงทำบุญเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นตามหลักธรรม
นักบวชและหน้าที่ศาสนิกชนแต่ละศาสนา
1. พระพุทธศาสนา
โครงสร้างของพุทธศาสนาเน้นเรื่องการฝึกฝนตนเองเพื่อความหลุดพ้นและการเกื้อกูลกันระหว่างบรรพชิต (นักบวช) กับคฤหัสถ์ (ชาวบ้าน)
นักบวช: พระภิกษุ และสามเณร
หน้าที่: สละทางโลกมาประพฤติพรหมจรรย์ ศึกษาพระธรรมวินัย ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อขัดเกลากิเลส และมีหน้าที่สืบทอดอายุพระพุทธศาสนาโดยการนำธรรมะมาอบรมสั่งสอนประชาชน
หน้าที่ศาสนิกชน (อุบาสก/อุบาสิกา):
ทำนุบำรุง: อุปัฏฐากดูแลพระสงฆ์ด้วยปัจจัย 4 (อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ที่อยู่อาศัย, ยารักษาโรค) เช่น การตักบาตร ถวายภัตตาหาร
ปฏิบัติธรรม: รักษาศีลอย่างน้อยศีล 5 ฟังธรรม และฝึกสมาธิภาวนาตามโอกาส
ปกป้อง: ช่วยกันดูแลรักษาศาสนสถาน (วัด) และช่วยปกป้องพระพุทธศาสนาไม่ให้ใครมาบิดเบือนคำสอน
2. ศาสนาคริสต์
โครงสร้างของศาสนาคริสต์จะแบ่งตามนิกาย โดยมีผู้โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และผู้นำทางวิญญาณเป็นศูนย์กลาง
นักบวช / ศาสนบริกร:
นิกายโรมันคาทอลิก / ออร์ทอดอกซ์: เรียกว่า บาทหลวง หรือ พระสงฆ์ (รวมถึงนักบวชชาย-หญิง หรือ Brother/Sister) มีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะ "ศีลมหาสนิท" และให้คำปรึกษาทางจิตวิญญาณ (บาทหลวงคาทอลิกถือโสด)
นิกายโปรเตสแตนต์: เรียกว่า ศิษยาภิบาล หรือ ศาสนาจารย์ ทำหน้าที่นำสวดและเทศนาสั่งสอน (สามารถแต่งงานมีครอบครัวได้)
หน้าที่ศาสนิกชน (คริสตชน):
ร่วมพิธีกรรม: เข้าโบสถ์เพื่อร่วมพิธีนมัสการพระเจ้าใน วันอาทิตย์ (วันสะบาโต)
ปฏิบัติตามบัญญัติ: ยึดมั่นในบัญญัติ 10 ประการ และหลักความรัก (รักพระเจ้า และรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง)
ถวายสิบลด (Tithe): บริจาครายได้ 1 ใน 10 ส่วน เพื่อสนับสนุนงานของคริสตจักรและการกุศล
ประกาศข่าวประเสริฐ: เผยแผ่ความรักและคำสอนของพระเยซูให้ผู้อื่นรับรู้
3. ศาสนาอิสลาม
จุดสำคัญที่มักเข้าใจผิด: ศาสนาอิสลาม ไม่มีระบบนักบวช เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้า และไม่มีใครเป็นตัวกลางระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าได้
ผู้นำศาสนา: เรียกว่า อิหม่าม
หน้าที่: ไม่ใช่นักบวช แต่เป็น "ผู้นำในการปฏิบัติศาสนกิจ" (เช่น นำละหมาด) และเป็นผู้มีความรู้ในข้อข้อบัญญัติศาสนาอย่างดีเพื่อคอยให้คำแนะนำแก่ชุมชน
หน้าที่ศาสนิกชน (มุสลิม): มุสลิมทุกคนมีหน้าที่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเท่าเทียมกันตาม หลักปฏิบัติ 5 ประการ คือ:
การปฏิญาณตน: ยอมรับว่าพระอัลเลาะห์เป็นพระเจ้าสูงสุดเพียงพระองค์เดียว และท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูต
การละหมาด: ปฏิบัติวันละ 5 เวลา เพื่อแสดงความภักดีและขัดเกลาจิตใจ
การถือศีลอด: งดเว้นอาหาร เครื่องดื่ม และการทำบาป ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกในเดือนรอมฎอน
การจ่ายซะกาต: บริจาคทรัพย์สินส่วนเกินประจำปีเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้และขับเคลื่อนสังคม
การประกอบพิธีฮัจญ์: เดินทางไปประกอบพิธีกรรมที่นครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย (สำหรับผู้ที่มีความพร้อมทั้งกำลังทรัพย์และร่างกาย)
4. ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
เป็นศาสนาที่มีความผูกพันกับระบบวรรณะและพิธีกรรมโบราณอย่างลึกซึ้ง
นักบวช: พราหมณ์ หรือ ปุโรหิต
หน้าที่: เป็นผู้ทำพิธีกรรม สวดมนต์บูชาเทพเจ้าทั้งในเทวสถานและพิธีส่วนบุคคล (เช่น ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน งานศพ) ถือเป็นผู้สืบทอดคัมภีร์พระเวท
หน้าที่ศาสนิกชน:
ปฏิบัติตามหลักอาศรม 4: ดำเนินชีวิตตามช่วงวัย ตั้งแต่เป็นนักเรียน (พรหมจารี), มีครอบครัวทำมาหากิน (คฤหัสถ์), แสวงหาความสงบ (วานปรัสถ์), และสละโลกเพื่อความหลุดพ้น (สันยาสี)
บูชาเทพเจ้า: ทำพิธีบูชา (ปูชา) เทพเจ้าที่ตนเคารพนับถือ รวมถึงทำบุญเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่นตามหลักธรรม