“นิพพาน กับ สังสารวัฏ”
โลกของการเวียนว่ายตายเกิดที่มีอยู่ ๓ ภพด้วยกันเรียกว่าไตรภพ และซื้อนิพพานัง ปรมัง สุขัง ก็คือบรมสุขของพระนิพพาน นี่คือสิ่งที่เศรษฐีอันดับ ๑ ของโลกนี้ เงินของเศรษฐีอันดับ ๑ ของโลกนี้ไม่สามารถจะซื้อให้ได้ เศรษฐีอาจจะซื้อทองคำกองเท่าภูเขาได้ ซื้อรถเก๋งราคาหลายสิบล้านได้ ซื้อคอนโดราคาหลายล้านหลายพันล้านได้ แต่จะไม่สามารถซื้อวิมุตติธรรม การหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่สามารถที่จะซื้อ นิพพานัง ปรมัง สุขัง คือพระบรมสุขของพระนิพพานได้ ต้องใช้อริยทรัพย์เท่านั้นที่จะสามารถซื้อได้ ดังนั้นพวกเรานี้จึงเป็นเหมือนกับลูกของมหาเศรษฐีที่แท้จริงของโลก อันดับ ๑ ของโลกเลย เพราะทรัพย์ที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้กับพวกเรานี้จะทำให้เราสามารถซื้อสิ่งที่ไม่มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองในโลกนี้จะสามารถซื้อให้กับเราได้ นั่นก็คือวิมุตติธรรม วิมุตติคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง จะไม่ต้องมาเศร้าโศกเสียใจ ไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้ ไม่ต้องมาวิตกกังวล ไม่ต้องหวาดกลัวกับภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ ภัยจากเชื้อโรคเช่นตอนนี้ ภัยจากบุคคลที่ไม่ดี ภัยจากสภาพของเศรษฐกิจต่างๆ
ความหวาดกลัวเหล่านี้จะไม่มีในใจของผู้ที่มีวิมุตติธรรม ผู้ที่ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และก็จะได้พบกับความสุขที่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นความสุขที่ถาวร เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง ความสุขที่พวกเราได้จากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆนี้สู้ความสุขที่เราจะได้จากพระนิพพานไม่ได้ เราจึงเรียกว่าเป็นบรมสุข นิพพานัง ปรมัง สุขัง การที่เราจะได้วิมุตติธรรม ได้นิพพาน ความสุขของพระนิพพานนี้ เราต้องมีอริยทรัพย์ เราต้องเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ได้เป็นชาวพุทธนี้ เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะรับมรดกอันนี้ได้ เหมือนกับถ้าเราไม่ได้เป็นลูกของเศรษฐี เราก็จะไม่สามารถไปขอรับมรดกจากเศรษฐีได้ แต่พอเราเป็นลูกแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะไปรับมรดกของเศรษฐีได้ นี่คือความสัมพันธ์ของพวกเรากับพระพุทธเจ้า พวกเราเป็นชาวพุทธ เรามีศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และในคำสั่งสอนของพระสาวกของพระพุทธเจ้า ถ้าเรามีความเชื่อในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็ถือว่าเราเป็นลูกของพระพุทธเจ้าแล้ว เรามีสิทธิ์ที่จะรับอริยทรัพย์จากพระพุทธเจ้าแล้ว ทีนี้การที่เราจะรับอริยทรัพย์ได้นี้ก็มีเงื่อนไขมีข้อแม้หรือมีข้อปฏิบัติที่เราจำเป็นจะต้องปฏิบัติ
พระพุทธเจ้านี้สอนให้พวกเราสร้างอริยทรัพย์ขึ้นมา เพราะว่าอริยทรัพย์นี้พวกเราจะต้องเป็นผู้สร้างกันขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าสร้างให้กับพวกเราไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าสอนพวกเราให้สร้างอริยทรัพย์ได้ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอน พวกเราจะไม่รู้วิธีสร้างอริยทรัพย์ พวกเราก็ไม่มีวันที่จะรับอริยทรัพย์จากพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีวันที่จะเข้าถึงอริยทรัพย์ของพระพุทธเจ้าได้ ต้องมีพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้มาสอนมาบอกพวกเราอีกที ถ้าพวกเราจะรับมรดกอันล้ำค่าคืออริยทรัพย์อริยสมบัติของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน การที่เราจะได้อริยทรัพย์นี้ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำก็คือ เราต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการด้วยกัน สังโยชน์นี้เป็นเหมือนเชือกที่รัดใจของพวกเราให้ติดอยู่ในสังสารวัฏ ให้ติดอยู่ในไตรภพแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยง เช่นวัวควายที่มีเชือกมัดปากเอาไว้แล้วก็ผูกไว้กับต้นไม้ จะไปไหนก็ไปไม่ได้ เพราะมีเชือกรัดตัวสัตว์ไว้คือวัวควาย เจ้าของเวลาที่จะป้องกันไม่ให้วัวควายหนีไป เขาก็ต้องมีเชือกมัดไว้ เชือกมัดปากแล้วก็ไปมัดกับต้นไม้หรือต้นเสา สัตว์คือวัวควายก็ไม่สามารถที่จะหนีไปไหนได้
ฉันใดจิตใจของพวกเราหรือดวงวิญญาณของพวกเราก็เป็นเหมือนวัวควายนี้ ที่มีเชือกรัดคอไว้ แล้วก็ผูกให้ติดไว้กับสังสารวัฏคือไตรภพ ให้ติดอยู่ในกามภพ ในรูปภพ ในอรูปภพ ไม่สามารถที่จะหลุดออกจากไตรภพนี้ไปได้ ถ้าไม่ตัดเชือกที่รัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่ในไตรภพ เราต้องมาตัดสังโยชน์ และสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องใช้ก็คือปัญญา ถ้าเราไม่มีปัญญาก็เหมือนกับไม่มีมีด เวลาจะตัดเชือกที่ผูกรัดตัวโคไว้กับต้นไม้ ก็ต้องมีมีดมาตัด พอมีมีดตัดเชือกได้ เชือกก็ขาด พอเชือกขาดแล้ว ตัววัวควายก็สามารถไปสู่อิสรภาพได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่เป็นสัตว์รับใช้ทำงานให้กับเจ้าของอีกต่อไป ใจของพวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเราได้ปัญญาของพระพุทธเจ้ามาใช้มาตัดสังโยชน์ที่เป็นเหมือนเชือกรัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่ในไตรภพ พอเราได้ปัญญาแล้วเราก็จะสามารถตัดเชือกคือสังโยชน์ที่ผูกมัดจิตใจของพวกเรานี้ให้ขาดออกจากกันได้ เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏในไตรภพอีกต่อไป เราก็จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะว่าตราบใดถ้าเรายังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอยู่ ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเจอความทุกข์อยู่ เหมือนกับที่พวกเรากำลังเจอกันอยู่ในขณะนี้
พวกเราเกิดมาแล้ว เราก็ต้องมาเจอกับความทุกข์ต่างๆ ความทุกข์ของร่างกาย ความทุกข์ที่เกิดจากความหิวอาหารหิวน้ำ ความทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ความทุกข์ที่เกิดจากความแก่ แล้วก็ความทุกข์ที่เกิดจากความตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเกิดมามีหรือจนก็ตาม สูงหรือต่ำก็ตาม ทุกคนนี้จะต้องเจอความทุกข์เหมือนกันทั้งนั้น มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ไม่เจอกับความทุกข์ ก็คือต้องไม่กลับมาเกิดเท่านั้น และการจะไม่กลับมาเกิดได้ก็ต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อนี้ให้ได้ ถ้าเราตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้ ก็เหมือนเราตัดเชือก ๑๐ เส้นที่ผูกมัดใจของเราให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้ ตัดได้เราก็จะไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์กับการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เราก็จะหลุดพ้นวิมุตติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เราก็จะได้เข้าสู่พระนิพพาน ที่เป็นที่ที่สงบ เหมือนตอนนี้ญาติโยมไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ เพราะภายใต้ร่มไม้มันเย็น แต่ถ้ามานั่งกลางแดดนี้มันจะร้อน
นี่คือการเปรียบเทียบระหว่างนิพพานกับสังสารวัฏ สังสารวัฏนี้เป็นเหมือนที่นั่งกลางแดด นั่งกลางแดดแล้วเดี๋ยวก็ต้องร้อนไม่สบาย แต่พอไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็จะไม่มีแสงแดดมาสร้างความร้อนให้กับเรา เราก็จะนั่งอยู่ภายใต้ร่มไม้อยู่ได้อย่างสุขอย่างสบาย นี่คือความแตกต่างระหว่างสังสารวัฏกับนิพพานเป็นอย่างนี้ นิพพานเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุข สังสารวัฏเป็นที่รุ่มร้อนด้วยความทุกข์ชนิดต่างๆ ที่พวกเราสามารถที่จะแยกตัวเราออกจากสังสารวัฏได้ ถ้าเรามีพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้สอนวิธีให้พวกเราแยกตัวเราให้ออกจากองทุกข์ของสังสารวัฏ ให้ไปอยู่ภายใต้ความร่มเย็นของพระนิพพานได้ นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธเจ้า คือปัญญา วิธีตัดสังโยชน์ที่พาให้เราติดอยู่กับกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเรามีปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว เราก็จะสามารถเอาปัญญานี้มาตัดสังโยชน์ที่มีอยู่ภายในใจของเรา ที่ผูกมัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด ให้ขาดไปให้หมดสิ้นได้.
ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
นิพพาน กับ สังสารวัฏ
โลกของการเวียนว่ายตายเกิดที่มีอยู่ ๓ ภพด้วยกันเรียกว่าไตรภพ และซื้อนิพพานัง ปรมัง สุขัง ก็คือบรมสุขของพระนิพพาน นี่คือสิ่งที่เศรษฐีอันดับ ๑ ของโลกนี้ เงินของเศรษฐีอันดับ ๑ ของโลกนี้ไม่สามารถจะซื้อให้ได้ เศรษฐีอาจจะซื้อทองคำกองเท่าภูเขาได้ ซื้อรถเก๋งราคาหลายสิบล้านได้ ซื้อคอนโดราคาหลายล้านหลายพันล้านได้ แต่จะไม่สามารถซื้อวิมุตติธรรม การหลุดพ้นจากความทุกข์ ไม่สามารถที่จะซื้อ นิพพานัง ปรมัง สุขัง คือพระบรมสุขของพระนิพพานได้ ต้องใช้อริยทรัพย์เท่านั้นที่จะสามารถซื้อได้ ดังนั้นพวกเรานี้จึงเป็นเหมือนกับลูกของมหาเศรษฐีที่แท้จริงของโลก อันดับ ๑ ของโลกเลย เพราะทรัพย์ที่พระพุทธเจ้าทรงมอบให้กับพวกเรานี้จะทำให้เราสามารถซื้อสิ่งที่ไม่มีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองในโลกนี้จะสามารถซื้อให้กับเราได้ นั่นก็คือวิมุตติธรรม วิมุตติคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง จะไม่ต้องมาเศร้าโศกเสียใจ ไม่ต้องมาร้องห่มร้องไห้ ไม่ต้องมาวิตกกังวล ไม่ต้องหวาดกลัวกับภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยจากธรรมชาติ ภัยจากเชื้อโรคเช่นตอนนี้ ภัยจากบุคคลที่ไม่ดี ภัยจากสภาพของเศรษฐกิจต่างๆ
ความหวาดกลัวเหล่านี้จะไม่มีในใจของผู้ที่มีวิมุตติธรรม ผู้ที่ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง และก็จะได้พบกับความสุขที่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นความสุขที่ถาวร เป็นความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง ความสุขที่พวกเราได้จากลาภยศสรรเสริญ จากรูปเสียงกลิ่นรสต่างๆนี้สู้ความสุขที่เราจะได้จากพระนิพพานไม่ได้ เราจึงเรียกว่าเป็นบรมสุข นิพพานัง ปรมัง สุขัง การที่เราจะได้วิมุตติธรรม ได้นิพพาน ความสุขของพระนิพพานนี้ เราต้องมีอริยทรัพย์ เราต้องเป็นลูกของพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ได้เป็นชาวพุทธนี้ เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะรับมรดกอันนี้ได้ เหมือนกับถ้าเราไม่ได้เป็นลูกของเศรษฐี เราก็จะไม่สามารถไปขอรับมรดกจากเศรษฐีได้ แต่พอเราเป็นลูกแล้ว เราก็มีสิทธิ์ที่จะไปรับมรดกของเศรษฐีได้ นี่คือความสัมพันธ์ของพวกเรากับพระพุทธเจ้า พวกเราเป็นชาวพุทธ เรามีศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และในคำสั่งสอนของพระสาวกของพระพุทธเจ้า ถ้าเรามีความเชื่อในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ ก็ถือว่าเราเป็นลูกของพระพุทธเจ้าแล้ว เรามีสิทธิ์ที่จะรับอริยทรัพย์จากพระพุทธเจ้าแล้ว ทีนี้การที่เราจะรับอริยทรัพย์ได้นี้ก็มีเงื่อนไขมีข้อแม้หรือมีข้อปฏิบัติที่เราจำเป็นจะต้องปฏิบัติ
พระพุทธเจ้านี้สอนให้พวกเราสร้างอริยทรัพย์ขึ้นมา เพราะว่าอริยทรัพย์นี้พวกเราจะต้องเป็นผู้สร้างกันขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าสร้างให้กับพวกเราไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าสอนพวกเราให้สร้างอริยทรัพย์ได้ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาสอน พวกเราจะไม่รู้วิธีสร้างอริยทรัพย์ พวกเราก็ไม่มีวันที่จะรับอริยทรัพย์จากพระพุทธเจ้าได้ ไม่มีวันที่จะเข้าถึงอริยทรัพย์ของพระพุทธเจ้าได้ ต้องมีพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นผู้มาสอนมาบอกพวกเราอีกที ถ้าพวกเราจะรับมรดกอันล้ำค่าคืออริยทรัพย์อริยสมบัติของพระพุทธเจ้า เราก็ต้องทำตามที่พระพุทธเจ้าสอน การที่เราจะได้อริยทรัพย์นี้ สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องทำก็คือ เราต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ประการด้วยกัน สังโยชน์นี้เป็นเหมือนเชือกที่รัดใจของพวกเราให้ติดอยู่ในสังสารวัฏ ให้ติดอยู่ในไตรภพแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนสัตว์เลี้ยง เช่นวัวควายที่มีเชือกมัดปากเอาไว้แล้วก็ผูกไว้กับต้นไม้ จะไปไหนก็ไปไม่ได้ เพราะมีเชือกรัดตัวสัตว์ไว้คือวัวควาย เจ้าของเวลาที่จะป้องกันไม่ให้วัวควายหนีไป เขาก็ต้องมีเชือกมัดไว้ เชือกมัดปากแล้วก็ไปมัดกับต้นไม้หรือต้นเสา สัตว์คือวัวควายก็ไม่สามารถที่จะหนีไปไหนได้
ฉันใดจิตใจของพวกเราหรือดวงวิญญาณของพวกเราก็เป็นเหมือนวัวควายนี้ ที่มีเชือกรัดคอไว้ แล้วก็ผูกให้ติดไว้กับสังสารวัฏคือไตรภพ ให้ติดอยู่ในกามภพ ในรูปภพ ในอรูปภพ ไม่สามารถที่จะหลุดออกจากไตรภพนี้ไปได้ ถ้าไม่ตัดเชือกที่รัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่ในไตรภพ เราต้องมาตัดสังโยชน์ และสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องใช้ก็คือปัญญา ถ้าเราไม่มีปัญญาก็เหมือนกับไม่มีมีด เวลาจะตัดเชือกที่ผูกรัดตัวโคไว้กับต้นไม้ ก็ต้องมีมีดมาตัด พอมีมีดตัดเชือกได้ เชือกก็ขาด พอเชือกขาดแล้ว ตัววัวควายก็สามารถไปสู่อิสรภาพได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องอยู่เป็นสัตว์รับใช้ทำงานให้กับเจ้าของอีกต่อไป ใจของพวกเราก็เหมือนกัน ถ้าเราได้ปัญญาของพระพุทธเจ้ามาใช้มาตัดสังโยชน์ที่เป็นเหมือนเชือกรัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่ในไตรภพ พอเราได้ปัญญาแล้วเราก็จะสามารถตัดเชือกคือสังโยชน์ที่ผูกมัดจิตใจของพวกเรานี้ให้ขาดออกจากกันได้ เราก็จะได้ไม่ต้องกลับมาเกิดแก่เจ็บตายในสังสารวัฏในไตรภพอีกต่อไป เราก็จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะว่าตราบใดถ้าเรายังมีการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอยู่ ตราบนั้นเราก็ยังจะต้องเจอความทุกข์อยู่ เหมือนกับที่พวกเรากำลังเจอกันอยู่ในขณะนี้
พวกเราเกิดมาแล้ว เราก็ต้องมาเจอกับความทุกข์ต่างๆ ความทุกข์ของร่างกาย ความทุกข์ที่เกิดจากความหิวอาหารหิวน้ำ ความทุกข์ที่เกิดจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ความทุกข์ที่เกิดจากความแก่ แล้วก็ความทุกข์ที่เกิดจากความตาย ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าจะเกิดมามีหรือจนก็ตาม สูงหรือต่ำก็ตาม ทุกคนนี้จะต้องเจอความทุกข์เหมือนกันทั้งนั้น มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ไม่เจอกับความทุกข์ ก็คือต้องไม่กลับมาเกิดเท่านั้น และการจะไม่กลับมาเกิดได้ก็ต้องตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อนี้ให้ได้ ถ้าเราตัดสังโยชน์ ๑๐ ข้อได้ ก็เหมือนเราตัดเชือก ๑๐ เส้นที่ผูกมัดใจของเราให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏได้ ตัดได้เราก็จะไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์กับการเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เราก็จะหลุดพ้นวิมุตติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง เราก็จะได้เข้าสู่พระนิพพาน ที่เป็นที่ที่สงบ เหมือนตอนนี้ญาติโยมไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ เพราะภายใต้ร่มไม้มันเย็น แต่ถ้ามานั่งกลางแดดนี้มันจะร้อน
นี่คือการเปรียบเทียบระหว่างนิพพานกับสังสารวัฏ สังสารวัฏนี้เป็นเหมือนที่นั่งกลางแดด นั่งกลางแดดแล้วเดี๋ยวก็ต้องร้อนไม่สบาย แต่พอไปนั่งอยู่ใต้ร่มไม้ ก็จะไม่มีแสงแดดมาสร้างความร้อนให้กับเรา เราก็จะนั่งอยู่ภายใต้ร่มไม้อยู่ได้อย่างสุขอย่างสบาย นี่คือความแตกต่างระหว่างสังสารวัฏกับนิพพานเป็นอย่างนี้ นิพพานเป็นที่ร่มเย็นเป็นสุข สังสารวัฏเป็นที่รุ่มร้อนด้วยความทุกข์ชนิดต่างๆ ที่พวกเราสามารถที่จะแยกตัวเราออกจากสังสารวัฏได้ ถ้าเรามีพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้สอนวิธีให้พวกเราแยกตัวเราให้ออกจากองทุกข์ของสังสารวัฏ ให้ไปอยู่ภายใต้ความร่มเย็นของพระนิพพานได้ นี่คือสิ่งที่เราจะได้รับจากพระพุทธเจ้า คือปัญญา วิธีตัดสังโยชน์ที่พาให้เราติดอยู่กับกองทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ถ้าเรามีปัญญาที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว เราก็จะสามารถเอาปัญญานี้มาตัดสังโยชน์ที่มีอยู่ภายในใจของเรา ที่ผูกมัดจิตใจของพวกเราให้ติดอยู่กับการเวียนว่ายตายเกิด ให้ขาดไปให้หมดสิ้นได้.
ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี