ถ้าใครยังจำกันได้ ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 (2021) รัฐบาลไทยเคยประกาศนโยบายยิ่งใหญ่อย่าง "30@30" ที่ตั้งเป้าว่าภายในปี 2030 หรืออีกไม่กี่ปีข้างหน้า ประเทศเราจะต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมด
นับนิ้วดูจนถึงวันนี้ ปี 2569... เวลาผ่านไปแล้ว 5 ปีเต็มๆ ครับ สิ่งที่น่าตกใจคือ โรงงานผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3) กลับปรับตัวกันน้อยมาก หลายที่ยังคงใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ นั่งรอออเดอร์ปั๊มเหล็ก กลึงเหล็กชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบเดิมๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ค่ายรถ EV จีนทุบตึก สร้างโรงงาน แย่งส่วนแบ่งการตลาดกันจนรถ
วันนี้ผมเลยอยากขอมาเขียนบทความเตือนสติ และแชร์มุมมองแบบ "ไม่โลกสวย" ว่าถ้ารถสันดาปกำลังจะกลายเป็นอดีตในอีก 15-20 ปีข้างหน้า และเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย จากนี้ไปเราต้องขยับตัวยังไงถึงจะรอดจาก "สงครามคัดออก" ครั้งนี้
เลิกฝันเรื่อง "e-Fuels" จะมาช่วยชีวิต
ก่อนจะไปต่อ ผมขอเคลียร์ประเด็นที่คนชอบยกมาอ้างในคอมเมนต์บ่อยๆ ก่อนเลยครับ ประเภทที่ว่า "เฮ้ย ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยว e-Fuels (เชื้อเพลิงสังเคราะห์) มา รถสันดาปก็ไม่ต้องตาย โรงงานเราก็รอด"
บอกตามตรงจากตัวเลขและโมเดลธุรกิจของค่ายรถระดับโลก e-Fuels ไม่มีทางมาช่วยชีวิตโรงงานชิ้นส่วนทั่วไปได้ครับ เพราะกระบวนการผลิตมันแพงหูฉี่ สูญเสียพลังงานในระบบเยอะมาก ปลายทางของมันจะกลายเป็น "เชื้อเพลิงคนรวย" ที่เอาไว้เติมรถ Supercar ราคาแพงระยับ หรือเอาไปใช้ในเครื่องบินและเรือขนส่งสินค้ามากกว่า มันไม่มีทางถูกลงมาจนคนทั่วไปเอามาเติมรถเก๋งขับไปจ่ายตลาดได้แน่ๆ เพราะฉะนั้น เลิกเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการไม่ปรับตัวได้เลยครับ
แผน 2 ระยะ จากนี้ไปต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราสูญเปล่าไปเยอะ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการ "วิ่งสปีด" โดยแบ่งแผนชีวิตออกเป็น 2 เฟสหลักๆ ครับ
เฟสที่ 1 : ระยะเฉพาะหน้า (5-10 ปีนี้) - "ตุนเงินก้อนสุดท้าย"
ช่วงนี้คือช่วงที่ต้องรีบสูบกระแสเงินสดจากโลกเก่า เพื่อเอามาเป็นทุนในการเปลี่ยนสายพันธุ์
เกาะกระแส "ไฮบริด (HEV/PHEV)" ให้แน่นที่สุด รถไฟฟ้าล้วน (BEV) อาจจะเป็นปลายทาง แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้รถไฮบริดคืออู่ข้าวอู่น้ำที่ยังเติบโตสูง โรงงานไหนทำชิ้นส่วนเครื่องยนต์อยู่ ต้องรีบเสนอตัวจับงานฝั่งไฮบริดเวอร์ชันใหม่ๆ เพื่อปั๊มเงินสดตุนไว้ในมือให้มากที่สุด
กินรวบตลาดอะไหล่ทดแทน (Aftermarket) ต่อให้คนแห่ไปซื้อ EV แต่รถสันดาปเดิมบนท้องถนนเมืองไทยยังมีเป็นสิบล้านคัน รถพวกนี้ยังต้องการอะไหล่ไปอีกเป็นสิบปี การเลือกเป็น "ผู้ผลิตรายท้ายๆ" ที่คอยป้อนอะไหล่ทดแทนให้ตลาดรถเก่า ก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เนื้อๆ สำหรับโรงงานที่บริหารต้นทุนเก่งๆ
เฟสที่ 2 : ระยะยาว (15 - 20 ปีข้างหน้า) - "เกิดใหม่" หรือ "ย้ายสังเวียน"
เมื่อถึงวันที่รถสันดาปตายสนิท ตลาดอะไหล่เก่าดิ่งลงเหว เงินทุนที่เราตุนไว้จากเฟสแรก ต้องถูกนำมาใช้เพื่อผ่าตัดธุรกิจตัวเองทันที
ทางเลือกที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงในห่วงโซ่ EV อัปเกรดเทคโนโลยีไปทำชิ้นส่วนเฉพาะทางที่รถ EV ขาดไม่ได้และขนส่งข้ามประเทศไม่คุ้ม เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่, งานหล่ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา หรือฟันเฟืองความละเอียดสูงสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า
ทางเลือกที่ 2 ข้ามสายไปอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เปลี่ยนทักษะการปั๊มโลหะและฉีดพลาสติกเดิม ไปผลิตโครงสร้างและประกอบโมดูลสำหรับ "ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)" หรือตู้แบตเตอรี่สำรองตามโรงงานและโซลาร์ฟาร์ม รวมถึงธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ใหญ่มากในอนาคต
ทางเลือกที่ 3 ตัดใจจากยานยนต์ มุ่งสู่ High-Margin เอาเครื่องจักรขั้นสูงและมาตรฐานโรงงานที่เข้มงวด ย้ายวิกไปทำอุตสาหกรรมอื่นที่มาร์จิ้นสูงกว่าและไม่โดนบีบราคาเท่ารถยนต์ เช่น ชิ้นส่วนหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robotics), อุปกรณ์การแพทย์ หรือชิ้นส่วนโดรนการเกษตร
สรุป
5 ปีที่ผ่านมาที่เราปรับตัวกันน้อย มันคือแต้มต่อที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย แต่วันนี้มันหมดเวลาสำหรับคำแก้ตัวแล้วครับ ยุคของน้ำมันและเสียงเครื่องยนต์กำลังจะกลายเป็นอดีตและหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน โรงงานที่จะรอดในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่โรงงานที่เก่งที่สุด แต่คือโรงงานที่รู้ตัวเร็วกว่าคนอื่น คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนไหม แต่คือเมื่อวันนั้นมาถึง โรงงานของคุณจะเปลี่ยนเป็นอะไร หรือจะเหลือแค่ชื่อครับ
ผ่านมา 5 ปี โรงงานชิ้นส่วนรถยนต์ไทยปรับตัวน้อยมาก...จากนี้ปรับตัวได้แค่ไหน
นับนิ้วดูจนถึงวันนี้ ปี 2569... เวลาผ่านไปแล้ว 5 ปีเต็มๆ ครับ สิ่งที่น่าตกใจคือ โรงงานผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะกลุ่ม Tier 2 และ Tier 3) กลับปรับตัวกันน้อยมาก หลายที่ยังคงใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ นั่งรอออเดอร์ปั๊มเหล็ก กลึงเหล็กชิ้นส่วนเครื่องยนต์แบบเดิมๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ค่ายรถ EV จีนทุบตึก สร้างโรงงาน แย่งส่วนแบ่งการตลาดกันจนรถ
วันนี้ผมเลยอยากขอมาเขียนบทความเตือนสติ และแชร์มุมมองแบบ "ไม่โลกสวย" ว่าถ้ารถสันดาปกำลังจะกลายเป็นอดีตในอีก 15-20 ปีข้างหน้า และเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย จากนี้ไปเราต้องขยับตัวยังไงถึงจะรอดจาก "สงครามคัดออก" ครั้งนี้
เลิกฝันเรื่อง "e-Fuels" จะมาช่วยชีวิต
ก่อนจะไปต่อ ผมขอเคลียร์ประเด็นที่คนชอบยกมาอ้างในคอมเมนต์บ่อยๆ ก่อนเลยครับ ประเภทที่ว่า "เฮ้ย ไม่ต้องกลัวหรอก เดี๋ยว e-Fuels (เชื้อเพลิงสังเคราะห์) มา รถสันดาปก็ไม่ต้องตาย โรงงานเราก็รอด"
บอกตามตรงจากตัวเลขและโมเดลธุรกิจของค่ายรถระดับโลก e-Fuels ไม่มีทางมาช่วยชีวิตโรงงานชิ้นส่วนทั่วไปได้ครับ เพราะกระบวนการผลิตมันแพงหูฉี่ สูญเสียพลังงานในระบบเยอะมาก ปลายทางของมันจะกลายเป็น "เชื้อเพลิงคนรวย" ที่เอาไว้เติมรถ Supercar ราคาแพงระยับ หรือเอาไปใช้ในเครื่องบินและเรือขนส่งสินค้ามากกว่า มันไม่มีทางถูกลงมาจนคนทั่วไปเอามาเติมรถเก๋งขับไปจ่ายตลาดได้แน่ๆ เพราะฉะนั้น เลิกเอาเรื่องนี้มาเป็นข้ออ้างในการไม่ปรับตัวได้เลยครับ
แผน 2 ระยะ จากนี้ไปต้องทำอะไรบ้าง?
เมื่อเวลา 5 ปีที่ผ่านมาเราสูญเปล่าไปเยอะ สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือการ "วิ่งสปีด" โดยแบ่งแผนชีวิตออกเป็น 2 เฟสหลักๆ ครับ
เฟสที่ 1 : ระยะเฉพาะหน้า (5-10 ปีนี้) - "ตุนเงินก้อนสุดท้าย"
ช่วงนี้คือช่วงที่ต้องรีบสูบกระแสเงินสดจากโลกเก่า เพื่อเอามาเป็นทุนในการเปลี่ยนสายพันธุ์
เกาะกระแส "ไฮบริด (HEV/PHEV)" ให้แน่นที่สุด รถไฟฟ้าล้วน (BEV) อาจจะเป็นปลายทาง แต่ช่วงเปลี่ยนผ่านนี้รถไฮบริดคืออู่ข้าวอู่น้ำที่ยังเติบโตสูง โรงงานไหนทำชิ้นส่วนเครื่องยนต์อยู่ ต้องรีบเสนอตัวจับงานฝั่งไฮบริดเวอร์ชันใหม่ๆ เพื่อปั๊มเงินสดตุนไว้ในมือให้มากที่สุด
กินรวบตลาดอะไหล่ทดแทน (Aftermarket) ต่อให้คนแห่ไปซื้อ EV แต่รถสันดาปเดิมบนท้องถนนเมืองไทยยังมีเป็นสิบล้านคัน รถพวกนี้ยังต้องการอะไหล่ไปอีกเป็นสิบปี การเลือกเป็น "ผู้ผลิตรายท้ายๆ" ที่คอยป้อนอะไหล่ทดแทนให้ตลาดรถเก่า ก็เป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้เนื้อๆ สำหรับโรงงานที่บริหารต้นทุนเก่งๆ
เฟสที่ 2 : ระยะยาว (15 - 20 ปีข้างหน้า) - "เกิดใหม่" หรือ "ย้ายสังเวียน"
เมื่อถึงวันที่รถสันดาปตายสนิท ตลาดอะไหล่เก่าดิ่งลงเหว เงินทุนที่เราตุนไว้จากเฟสแรก ต้องถูกนำมาใช้เพื่อผ่าตัดธุรกิจตัวเองทันที
ทางเลือกที่ 1 เป็นผู้เชี่ยวชาญขั้นสูงในห่วงโซ่ EV อัปเกรดเทคโนโลยีไปทำชิ้นส่วนเฉพาะทางที่รถ EV ขาดไม่ได้และขนส่งข้ามประเทศไม่คุ้ม เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่, งานหล่ออลูมิเนียมน้ำหนักเบา หรือฟันเฟืองความละเอียดสูงสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า
ทางเลือกที่ 2 ข้ามสายไปอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เปลี่ยนทักษะการปั๊มโลหะและฉีดพลาสติกเดิม ไปผลิตโครงสร้างและประกอบโมดูลสำหรับ "ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS)" หรือตู้แบตเตอรี่สำรองตามโรงงานและโซลาร์ฟาร์ม รวมถึงธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ EV ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ที่ใหญ่มากในอนาคต
ทางเลือกที่ 3 ตัดใจจากยานยนต์ มุ่งสู่ High-Margin เอาเครื่องจักรขั้นสูงและมาตรฐานโรงงานที่เข้มงวด ย้ายวิกไปทำอุตสาหกรรมอื่นที่มาร์จิ้นสูงกว่าและไม่โดนบีบราคาเท่ารถยนต์ เช่น ชิ้นส่วนหุ่นยนต์อุตสาหกรรม (Robotics), อุปกรณ์การแพทย์ หรือชิ้นส่วนโดรนการเกษตร
สรุป
5 ปีที่ผ่านมาที่เราปรับตัวกันน้อย มันคือแต้มต่อที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย แต่วันนี้มันหมดเวลาสำหรับคำแก้ตัวแล้วครับ ยุคของน้ำมันและเสียงเครื่องยนต์กำลังจะกลายเป็นอดีตและหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน โรงงานที่จะรอดในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ใช่โรงงานที่เก่งที่สุด แต่คือโรงงานที่รู้ตัวเร็วกว่าคนอื่น คำถามสำคัญในวันนี้ไม่ใช่ว่าโลกจะเปลี่ยนไหม แต่คือเมื่อวันนั้นมาถึง โรงงานของคุณจะเปลี่ยนเป็นอะไร หรือจะเหลือแค่ชื่อครับ