สำหรับรถยนต์ที่เราพบเห็นทั่วไปในท้องถนนนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่รถเก๋ง รถกระบะ หรือรถตู้เท่านั้น เพราะยังมีการแบ่งประเภทตาม
Segment รถยนต์ อีกด้วย ซึ่งการทำความรู้จักรถยนต์แต่ละ Segment ยังสามารถช่วยให้เราเลือกรถยนต์ได้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้น ในวันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์อย่าง CARSOME ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการแบ่ง Segment รถยนต์มาให้ทุกคนได้อ่านกันแบบจัดเต็ม โดยจะมีอะไรบ้าง เราลองมาดูไปพร้อม ๆ กันได้เลย
ซื้อรถยนต์มือสอง กับ
CARSOME การันตีคุณภาพรถยนต์ ผ่านการตรวจเช็กอย่างละเอียดถึง 175 จุด พร้อมรับประกันนานสูงสุด 2 ปีเต็ม ราคาโปร่งใส คุ้มค่า ไม่มีค่าใช้จ่ายแอบแฝง ซื้อไปแล้วไม่พอใจ การันตีคืนเงินภายใน 30 วัน
Segment Car คือ การแบ่งประเภทของรถยนต์ตามขนาด ซึ่งมักจะใช้กับรถยนต์นั่งหรือรถเก๋งโดยการจำแนกตาม Segment นั้นเกิดขึ้นในยุโรปและถูกนำมาใช้เป็นมาตรฐานอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน โดยการแบ่งประเภทของรถยนต์นั้นจะใช้แทนความหมายด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษ และมีการไล่เรียงลำดับจากรถขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ เช่น Segment A แทนรถขนาดเล็ก และ Segment B รถยนต์จะมีขนาดใหญ่ขึ้นมา นอกจากเรื่องของขนาดแล้ว อาจจะมีการแบ่งตามลักษณะของการใช้งาน ขนาดของเครื่องยนต์ และราคาด้วยเช่นกัน
รถแต่ละ Segment แตกต่างกันยังไง?
การแบ่งแยกประเภทของรถนอกจากขนาดของรถยนต์แล้ว ก็ยังมีเรื่องของฟังก์ชันการใช้งาน อุปกรณ์ภายใน เทคโนโลยีการขับขี่ และขนาดของเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งลักษณะต่าง ๆ ของรถยนต์จะเป็นตัวจำแนกว่าแต่ละประเภทนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร โดยสามารถแบ่งออกเป็นแต่ละ Segment ได้ดังนี้
รถ A segment
จัดอยู่ในประเภทรถยนต์ที่มีขนาดเล็ก เน้นคล่องแคล่ว ทั้งด้านของการขับขี่และการขับเข้าซอยแคบ ๆ ขับเข้าลานจอดรถ อีกทั้งยังสามารถหาที่จอดได้คล่องตัวที่สุด และยังเป็นรถยนต์ที่เหมาะกับการใช้งานในเมืองและแถบชานเมือง
ข้อดี – ข้อเสีย : ในส่วนของข้อดีนั้น รถประเภทนี้จะให้ความคล่องตัวได้ดีกว่ารถคันใหญ่ ไม่เปลืองเชื้อเพลิง มีอัตราเร่งที่ดี อีกทั้งยังมีค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพงด้วย ส่วนข้อเสียนั้นด้วยความที่เป็นรถขนาดเล็กอาจทำให้จุสัมภาระได้ไม่มาก ห้องโดยสารมีขนาดเล็ก และยังไม่สามารถขับลุย ๆ ได้
เหมาะกับใคร : เหมาะกับคนที่เพิ่มเริ่มหัดขับรถใหม่ หรือต้องการรถขนาดเล็กที่ให้ความคล่องตัว และขับรถในเมืองเป็นประจำ
ตัวอย่าง : Nissan March, Mitsubishi Mirage, Suzuki Celerio, ORA Good Cat,Chery EQ1
ช่วงราคา : เริ่มต้นตั้งแต่ 300,000 ต้น ๆ ไปจนถึง 1 ล้านต้น ๆ
รถ B Segment
สำหรับในกลุ่มนี้จะมีขนาดตัวถังและเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่า Segment A ถือเป็นหมวดหมู่ของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีขนาดที่ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป สมรรถนะกำลังของเครื่องยนต์อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับทุกการเดินทาง และที่สำคัญมีราคาที่จับต้องได้ ซึ่งยังแบ่งแยกย่อยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
รถยนต์ Eco Car ถือว่าจัดอยู่ในรถยนต์ประเภท B Segment โดยส่วนใหญ่รถยนต์ประเภทนี้จะมีขนาดเครื่องยนต์ประมาณ 1,200 cc.
รถยนต์ปกติ ที่มีขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 1,500 cc. ที่นับว่ามีขนาดเครื่องยนต์ใหญ่กว่ารถประเภท Eco Car แต่ก็ถือว่าเป็นรถประเภท B- Segment ด้วย ไม่ใช่เพียงขนาดเครื่องยนต์ที่เพิ่มมา แต่จะมีออปชันเสริมให้เลือกเพิ่มขึ้นอีกไปต่างๆกัน
ข้อดี – ข้อเสีย : ข้อดีของรถประเภทนี้ คือ จะช่วยประหยัดน้ำมันและยังเป็นอีโคคาร์ในบางรุ่นด้วย ส่วนฟังก์ชันการใช้งานก็เหมาะกับเป็นรถอนกประสงค์ จุสัมภาระได้เยอะ ส่วนข้อเสียคือ เครื่องอาจจะอืดเล็กน้อยเมื่อทำการเร่งเครื่อง
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับผู้ที่มีครอบครัวเล็ก ๆ หรือคนที่ต้องการรถที่จุของได้เยอะ
ตัวอย่าง : Honda City, Toyota Vios, Mazda 2, MG 3, Honda HR-V, Nissan Almera, Suzuki Swift, Toyota Yaris, Honda City Hatchback, Audi A1 Sportback, Audi Q2, Honda Brio, Honda Mobilio, MG ZS-EV
ช่วงราคา: เริ่มต้นที่ 420,000 บาท – 2 ล้านต้น ๆ
รถ C segment
ในส่วนของรถยนต์กลุ่มนี้จะมีขนาดของตัวถังที่ใหญ่กว่ารถยนต์ในกลุ่ม Segment B รวมไปถึงพละกำลังของเครื่องยนต์ที่จะสูงกว่า 1,500 ซี.ซี. ไปจนถึง 2,200 ซี.ซี. มีการออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานที่หนักมากขึ้น ทั้งการโดยสารหรือการขนสิ่งของต่าง ๆ มากกว่ารถยนต์ประเภท A, B – Segment โดยส่วนใหญ่แล้วรถประเภทนี้จะมีความยาวของรถประมาณ 4.4 -4.75 เมตร
ข้อดี – ข้อเสีย : รถประเภทนี้เหมาะสำหรับการใช้งานหลากหลายสไตล์ ขับได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง ช่วงล่างเกาะถนนได้ดี ขนาดของตัวรถและความกว้างของห้องโดยสารกำลังพอดี ส่วนข้อเสียนั้นราคาค่อนข้างสูง ซึ่งในบางรุ่นอาจสามารถข้ามไปซื้อรถ PPV หรือกระบะได้เลย
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับเป็นรถครอบครัว หรือต้องการรถที่ดีไซน์สวย ขับได้สนุก ไม่มีปัญหาเรื่องช่วงล่าง ขับได้คล่องตัวทั้งในเมืองและนอกเมือง
ตัวอย่าง : Honda Civic, Toyota Altis, Mazda 3, Honda BR-V, MG 5, MG ZS
ช่วงราคา: เริ่มต้นที่ 830,900 – 1,198,000 บาท
รถ D Segment
ถือว่าเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งขนาดใหญ่และยังมาพร้อมกับความหรู ความสะดวกสบาย และมีเทคโนโลยีหรือฟังก์ชันอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มาให้ รวมไปถึงในเรื่องของสมรรถนะที่ดีกว่ารถยนต์ในกลุ่ม Segment C ส่วนใหญ่จะมีขนาดของเครื่องยนต์มากกว่า 2,500 ซี.ซี. ขึ้นไป อีกทั้งยังมีการใช้วัสดุที่ดีกว่าเพื่อรองรับการใช้งานของเทคโนโลยีหรือฟังก์ชันต่างๆ
ข้อดี – ข้อเสีย : ข้อดีของรถประเภทนี้คือ มักใช้เทคโนโลยีใหม่ดีไซน์ล้ำสมัย รวมทั้งใช้วัสดุที่คัดสรรมาในระดับพรีเมี่ยม และยังอัดออปชั่นไว้เพียบ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและอรรถประโยชน์ในห้องโดยสารเพื่อให้ผู้ขับและผู้โดยสารไม่อึดอัด ส่วนข้อเสียนั้นการซ่อมบำรุงอาจจะแพงและไม่เหมาะกับการขับลุย ๆ เท่าไหร่นัก
เหมาะกับใคร : เหมาะกับผู้ที่ชื่นชอบความพรีเมียมหรูหรา และเทคโลโนโลยี ฟังก์ชันที่สะดวกสบายต่อการขับขี่ อีกทั้งผู้ที่นิยมการขับขี่ที่เหนือชั้นบวกกับการตกแต่งภายในที่หรูหรา
ตัวอย่าง : Honda Accord, Toyota Camry, BMW Series 3, Nissan Teana, Ford Fusion, Mazda 6, Mazda CX-8, BMW 3-SERIES, AUDI A4, MERCEDES-BENZ C-CLASS
ช่วงราคา : เริ่มต้นที่ 1,270,000 บาท ไปจนถึง 2,069,000 บาท
รถ E Segment
E Segment เป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา เพราะเป็นรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ที่สุด หรือในต่างประเทศ E Segment จะเป็นที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่า “Full Size Car” แต่ด้วยความที่รถยนต์ประเภทนี้มีขนาดใหญ่ รวมทั้งส่วนประกอบต่างถูกจัดไว้ชั้นดีเลิศ ทำให้รถยนต์ประเภทนี้มีราคาค่อนข้างสูง ที่สำคัญรถประเภทนี้ยังมีสมรรถนะและกำลังเครื่องยนต์ที่แรงขึ้น แต่ก็มักจะมีราคาตัวรถที่สูงด้วยเช่นกัน
ข้อดี – ข้อเสีย : ในส่วนของข้อดีนั้นรถประเภทนี้มักจะมีขนาดใหญ่ภายในถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้บริหารอย่างแท้จริง ทั้งเบาะตอนหลังที่โอ่อ่า บางคันมาพร้อมระบบนวด และ ระบบสาระบันเทิงมากมาย ตกแต่งภายในอย่างเหนือระดับด้วยวัสดุพรีเมี่ยม ส่วนข้อเสียคือ ค่าบำรุงรักษาที่แพงลิบลิ่ว บวกกับต้องหมั่นดูแลเป็นประจำ
เหมาะกับใคร : ถือว่าเป็นรถซีดานสำหรับผู้บริหาร มีขนาดใหญ่ภายในถูกออกแบบมาเพื่อรองรับผู้บริหารอย่างแท้จริง
ตัวอย่าง : BMW 5-Series, BMW Series 7, Audi A6, Mercedes-Benz E-Class,Volvo S90
ช่วงราคา: เริ่มต้นที่ 3,190,000 – 6,139,000 บาท
Entry-level luxury / Compact Executive Car
สำหรับรถประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่เน้นความหรูหราทั้งในเรื่องของการตกแต่งและวัสดุที่นำมาใช้ อีกทั้งขนาดเครื่องยนต์ที่ใช้จะเป็นเครื่องสมรรถนะสูงเพิ่มความดุดันและการขับขี่ที่มั่นใจในหลายๆ สภาวะ โดยรถยนต์มีขนาดเท่ากับ Compact Car
ข้อดี – ข้อเสีย : ดีไซน์หรูหรา ปราดเปรียว ทั้งภายในและภายนอก ระบบขับเคลื่อนดีเยี่ยม พร้อมกับสมรรถนะการขับขี่สูง แต่ข้อจำกัดคือ ราคาตัวรถและอะไหล่ค่อนข้างสูง ด้านหลังค่อนข้างมีพื้นที่จำกัด และอาจใช้งานยุ่งยาก
เหมาะกับใคร : เหมาะสำหรับคนที่มองหารถขนาดเล็กคล่องตัว รูปทรงอินเทรนด์ แต่ต้องการแบรนด์หรูมีระดับ และที่ต้องการรถแบรนด์หรู
ตัวอย่าง : Mercedes-Benz C-Class, Lexus IS, Audi A4 และ BMW Series3
ช่วงราคา: เริ่มต้นที่ 2,590,000 – 3,890,000 บาท
ที่มา : CARSOME
ประเภทรถยนต์ Segment Car คืออะไร แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร?
ที่มา : CARSOME