เล่าเรื่องผี

กระทู้สนทนา
ล้อมวงเล่าเรื่องผี

คืนนั้นมืดสนิท ลมป่าพัดหวีดผ่านยอดไม้ใหญ่จนดังวูบวาบเหมือนเสียงคนกระซิบ กลุ่มเพื่อน 5 คน ขับรถออกมานั่งพักใต้ร่มไม้โตกลางที่โล่ง ห่างไกลแสงไฟหมู่บ้าน เปิดขวดสุราจิบกัน พูดคุยหัวเราะกันตามประสา

“ช่างเป็นคืนที่ฟินจริงๆ ดื่มเหล้าแบบนี้บรรยากาศสุดยอด” โจ้พูดพลางยกแก้วชนกัน
“เอ๊ะ เอก เป็นไงวะ? นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้นเลย ไม่พูดไม่คุยมาตั้งแต่ลงรถแล้ว” ตั้มหันไปถามเพื่อนอีกคน

เอกนั่งหลังตรงติดกับลำต้นไม้ หน้าซีดจางจนไม่มีเลือดฝาด มือวางแน่นนิ่งบนตัก ตาเบิกมองตรงไปข้างหน้า ไม่หันมามอง ไม่ตอบคำ ไม่แม้แต่จะกระพริบตาบ่อยเหมือนคนปกติ
“ไม่รู้สิ อาจจะเพลีย หรือมีเรื่องในใจแรงๆ ก็ได้ ปล่อยมันไปก่อนเถอะ” ป๋องพูดปลอบใจ

ดื่มกินไปสักพัก อากาศเริ่มเย็นสบาย เปลวไฟที่จุดไว้ลุกโชนส่องแสงเหลืองนวลไปทั่ววง
“เฮ้ย บรรยากาศแบบนี้มันใช่เลย! มานั่งล้อมวงเล่าเรื่องผีกันเถอะ ใครเล่าได้น่ากลัวที่สุด คนอื่นต้องดื่มหมดแก้ว!” โจ้เสนอขึ้นมา

ทุกคนตกลง พากันนั่งเบียดกันแน่นขึ้น เริ่มผลัดกันเล่าเรื่องแบบปกติ:

- พิมพ์เล่าเรื่องผีโผล่ข้างทางเปลี่ยว
- โจ้เล่าเรื่องบ้านร้างที่มีเสียงร้องไห้ตอนดึก
- ตั้มเล่าเรื่องวิญญาณที่ตามติดรถยนต์
- ป๋องเล่าเรื่องผีป่าที่ลากคนเข้าป่าลึก

แต่ละเรื่องก็ทำเอาขนลุกซู่ไปตามๆ กัน จนกระทั่งมาถึงคิวสุดท้าย เหลือแค่เอกที่ยังไม่ได้เอ่ยปาก

“เอก! ถึงตาแล้วนะ อย่านั่งทำเป็นหลับอยู่ได้ ฝืนพูดหน่อยสิ จะเล่าอะไรก็เล่ามา!” พวกมันพากันเรียกและเขย่าตัวเบาๆ

ช้าๆ เอกค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมา ดวงตาว่างเปล่าไม่มีแสงตา ริมฝีปากแห้งกร้าน ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำแผ่ว ใช้คำพูดแบบเพื่อนกันตามสไตล์ “กู-”
“ได้... กูจะเล่าให้ฟัง... แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่กูได้ยินมาจากใคร... มันคือเรื่องของตัวกูเอง ที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นนี้เอง”

ทุกคนเงียบกริบ หัวใจเริ่มเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว

“ก่อนที่พวกจะนัดเจอกูตรงนี้ กูเดินผ่านทางลัดข้างป่า เพื่อจะมาถึงที่นี่ให้เร็วขึ้น” เสียงเขายังคงราบเรียบ ไม่มีอารมณ์ “จู่ๆ ก็เจอพวกมือปืนกลุ่มหนึ่งกำลังแบ่งเงินกันอยู่ มันเห็นกูเข้า ก็ตกใจคิดว่ากูแอบมานั่งดู หรือจำหน้ามันได้ชัดเจน มันเลยวิ่งเข้ามาปิดปากกู ลากกูเข้าไปในพงไม้”

เขาหยุดหายใจแผ่วๆ ก่อนจะเล่าต่อ ด้วยน้ำเสียงที่ยิ่งเย็นลง
“กูดิ้นรนสุดแรง พยายามตะโกนขอความช่วยเหลือ แต่เสียงมันอู้อี้ออกมาไม่ได้สักคำ แล้วจังหวะนั้น... มันชักปืนออกมาเล็งตรงอกกู... ‘ปัง!’ เสียงดังก้องจนหูอื้อทันที”

“ตอนแรกกูรู้สึกแค่ร้อนวูบที่อก เหมือนถูกเหล็กร้อนจี้ทะลุผ่าน จากนั้นความเจ็บปวดก็แล่นไปทั่วทั้งตัว จนแทบขาดใจหายใจไม่ออก เลือดพุ่งออกมาเต็มมือ เต็มเสื้อ กูรู้สึกตัวเบาลงๆ ขาลีบไม่มีแรงยืน ก็ล้มลงกองกับพื้น”

“ทรมานสุดขีดเลย... หายใจแต่ละครั้งเหมือนมีเข็มทิ่มแทงเข้าไปลึกในอก มองเห็นแสงแดดเริ่มจางลง เสียงรอบตัวค่อยๆ หายไป เหมือนถูกดึงลงไปในที่มืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ร่างกายเย็นลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่รู้สึกอะไรอีก... กูตายไปแล้วตรงนั้นแหละ ก่อนที่พวกจะมาถึงที่นี่เสียอีก”

เพื่อนๆ เริ่มตัวสั่นเทา พยายามห้ามใจว่ามันคงแค่เรื่องเล่นๆ
“... อย่ามาเล่นมุกบ้าๆ แบบนี้ได้ไง! กูไม่ชอบเรื่องตลกแย่ๆ แบบนี้นะ!” ตั้มตะโกนเสียงสั่นเครือ

เอกยิ้มมุมปากออกมา ช้าๆ จนดูผิดธรรมชาติ แล้วเอ่ยต่อ
“ไม่เชื่อเหรอ? ก็ลองดูสิ... ตั้งแต่กูเดินตามพวกมาที่นี่ กูไม่รู้สึกถึงความร้อนจากกองไฟเลย ไม่รู้สึกหนาวแม้ลมจะพัดแค่ไหน ไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรอีกแล้ว... และที่สำคัญที่สุด...”

เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาส่องกับแสงไฟ — มือที่ดูโปร่งแสงจนมองทะลุเห็นกิ่งไม้ข้างหลังได้ชัดเจน เงาของเขาก็ไม่ปรากฏบนพื้นดินเลยสักนิด
“ทำไมพวกถึงไม่สังเกตเห็น... ว่ากูไม่มีเงา และไม่มีเลือดสักหยดติดตัวเลยตั้งแต่นั่งลงตรงนี้?”

ทันทีที่จบประโยค เสียงกรีดร้องตะโกนลั่นป่า
“ตายไปแล้วจริงๆ เหรอ?! ทำไมไม่บอกกูตั้งแต่แรกไอ้บ้าเอ๊ย!”

ทุกคนสติแตกตื่นตระหนก กระโดดลุกขึ้นวิ่งหนีกระจัดกระจาย ร้องโหยหวนกันจนเสียงแหบหาย หายใจหอบเหนื่อยจนแทบหมดแรง ไม่กล้าหันหลังกลับมามองอีกเลย

จนกระทั่งแสงอรุณเริ่มสาดส่องทั่วป่า พวกมันทั้งสี่คนมานั่งรวมตัวกันที่ถนนใหญ่ ใบหน้าซีดเซียว เหงื่อท่วมตัว สั่นระริกไปทั้งร่าง บางคนจับไข้สูงจนหน้ามืดมองไม่เห็นทาง บางคนนั่งกอดเข่าก้มหน้านิ่งเงียบ ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมาได้ นอกจากภาพในความทรงจำที่ยังชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น — คืนนั้น พวกมันได้นั่งล้อมวงเล่าเรื่องผี... ร่วมกับวิญญาณของเพื่อนที่เพิ่งตายไปนั่นเอง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่