ตอนนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้กำลังมีประเด็นร้อนแรงมากครับ เมื่อกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีจับมือกันลงชื่อประท้วงทะลุ 58,000 รายชื่อ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บภาษีคริปโต ซึ่งกฎหมายนี้มีกำหนดจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม ปี 2027
เมื่อคนลงชื่อเกิน 50,000 คนตามกฎหมาย เรื่องนี้จึงถูกส่งตรงเข้าสู่สภาเพื่อให้เหล่านักการเมืองต้องนำกลับไปคิดทบทวนใหม่อีกครั้งครับ
กฎหมายภาษีคริปโตเกาหลีใต้คืออะไร?
เดิมทีรัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งใจจะเก็บภาษีจาก "กำไร" ในการเทรดคริปโต โดยมีหลักเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้ครับ
• อัตราภาษีโหดถึง 22% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว)
• เพดานต่ำมาก: ถ้าคุณเทรดได้กำไรเกิน 2.5 ล้านวอน (หรือประมาณ 60,000 บาท) ส่วนที่เกินมาจะต้องโดนหักภาษีทันที
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: ถ้าคุณเทรดคริปโตได้กำไร 100,000 บาท ส่วนที่เกินจาก 60,000 บาทแรก คือ 40,000 บาท จะต้องถูกหักภาษี 22% เท่ากับว่าคุณต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลประมาณ 8,800 บาทนั่นเองครับ
ทำไมคนถึงประท้วงหนักขนาดนี้?
กลุ่มผู้ประท้วงได้ให้เหตุผลสำคัญไว้ 3 ข้อหลักๆ ที่ฟังแล้วเข้าใจได้ไม่ยากครับ
1. ภาษีแพงและไม่เป็นธรรม: อัตราภาษี 22% ถือว่าสูงเกินไปมากเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น และเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 60,000 บาทก็ต่ำเกินไป ทำให้คนธรรมดาหรือรายย่อยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
2. ตัดโอกาสสร้างตัวของวัยรุ่น: ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาและราคาบ้านพุ่งสูงจนเอื้อมไม่ถึง คนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้จำนวนมากมองว่า "คริปโต" เป็นโอกาสไม่กี่อย่างในชีวิตที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ การเก็บภาษีที่โหดขนาดนี้จึงเหมือนเป็นการปิดช่องทางเติบโตของพวกเขา
3. เสี่ยงเงินทุนไหลออกนอกประเทศ: หากรัฐบาลยังดึงดันจะเก็บภาษี ทั้งเงินทุน นักลงทุน และกลุ่มคนเก่งๆ ด้านเทคโนโลยี ก็พร้อมที่จะย้ายหนีไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีมาตรการภาษีเป็นมิตรมากกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เองในระยะยาว
ถอยแล้วถอยอีก... อนาคตจะเป็นอย่างไร?
อันที่จริง รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามจะเริ่มเก็บภาษีนี้มาตั้งแต่ปี 2021 แล้วครับ แต่ก็โดนประชาชนคัดค้านอย่างหนัก ประกอบกับระบบการคำนวณภาษีของรัฐเองก็ยังไม่พร้อม ทำให้ต้องประกาศเลื่อนมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่ปี 2023 เลื่อนมาเป็นปี 2025 และล่าสุดคือปี 2027
การรวมพลังลงชื่อถล่มทลายในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากประชาชนที่ส่งตรงถึงสภานิติบัญญัติ ว่าอาจถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงเนื้อหากฎหมาย หรือลดอัตราภาษีลงให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศตัวเองครับ
รวยไม่ไหวแล้วโว้ย! คนเกาหลีใต้รวมพลังนับหมื่น ต้านกฎหมายภาษีคริปโต ชี้โหดเกินไปไหม?
ตอนนี้ที่ประเทศเกาหลีใต้กำลังมีประเด็นร้อนแรงมากครับ เมื่อกลุ่มนักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีจับมือกันลงชื่อประท้วงทะลุ 58,000 รายชื่อ เพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกการเก็บภาษีคริปโต ซึ่งกฎหมายนี้มีกำหนดจะเริ่มใช้ในเดือนมกราคม ปี 2027
เมื่อคนลงชื่อเกิน 50,000 คนตามกฎหมาย เรื่องนี้จึงถูกส่งตรงเข้าสู่สภาเพื่อให้เหล่านักการเมืองต้องนำกลับไปคิดทบทวนใหม่อีกครั้งครับ
กฎหมายภาษีคริปโตเกาหลีใต้คืออะไร?
เดิมทีรัฐบาลเกาหลีใต้ตั้งใจจะเก็บภาษีจาก "กำไร" ในการเทรดคริปโต โดยมีหลักเกณฑ์ง่ายๆ ดังนี้ครับ
• อัตราภาษีโหดถึง 22% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว)
• เพดานต่ำมาก: ถ้าคุณเทรดได้กำไรเกิน 2.5 ล้านวอน (หรือประมาณ 60,000 บาท) ส่วนที่เกินมาจะต้องโดนหักภาษีทันที
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: ถ้าคุณเทรดคริปโตได้กำไร 100,000 บาท ส่วนที่เกินจาก 60,000 บาทแรก คือ 40,000 บาท จะต้องถูกหักภาษี 22% เท่ากับว่าคุณต้องจ่ายภาษีให้รัฐบาลประมาณ 8,800 บาทนั่นเองครับ
ทำไมคนถึงประท้วงหนักขนาดนี้?
กลุ่มผู้ประท้วงได้ให้เหตุผลสำคัญไว้ 3 ข้อหลักๆ ที่ฟังแล้วเข้าใจได้ไม่ยากครับ
1. ภาษีแพงและไม่เป็นธรรม: อัตราภาษี 22% ถือว่าสูงเกินไปมากเมื่อเทียบกับการลงทุนประเภทอื่น และเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 60,000 บาทก็ต่ำเกินไป ทำให้คนธรรมดาหรือรายย่อยเดือดร้อนกันถ้วนหน้า
2. ตัดโอกาสสร้างตัวของวัยรุ่น: ในภาวะที่เศรษฐกิจซบเซาและราคาบ้านพุ่งสูงจนเอื้อมไม่ถึง คนรุ่นใหม่ในเกาหลีใต้จำนวนมากมองว่า "คริปโต" เป็นโอกาสไม่กี่อย่างในชีวิตที่จะช่วยให้พวกเขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้ การเก็บภาษีที่โหดขนาดนี้จึงเหมือนเป็นการปิดช่องทางเติบโตของพวกเขา
3. เสี่ยงเงินทุนไหลออกนอกประเทศ: หากรัฐบาลยังดึงดันจะเก็บภาษี ทั้งเงินทุน นักลงทุน และกลุ่มคนเก่งๆ ด้านเทคโนโลยี ก็พร้อมที่จะย้ายหนีไปลงทุนในประเทศอื่นที่มีมาตรการภาษีเป็นมิตรมากกว่า ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เองในระยะยาว
ถอยแล้วถอยอีก... อนาคตจะเป็นอย่างไร?
อันที่จริง รัฐบาลเกาหลีใต้พยายามจะเริ่มเก็บภาษีนี้มาตั้งแต่ปี 2021 แล้วครับ แต่ก็โดนประชาชนคัดค้านอย่างหนัก ประกอบกับระบบการคำนวณภาษีของรัฐเองก็ยังไม่พร้อม ทำให้ต้องประกาศเลื่อนมาแล้วหลายรอบ ตั้งแต่ปี 2023 เลื่อนมาเป็นปี 2025 และล่าสุดคือปี 2027
การรวมพลังลงชื่อถล่มทลายในครั้งนี้ จึงเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่จากประชาชนที่ส่งตรงถึงสภานิติบัญญัติ ว่าอาจถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงเนื้อหากฎหมาย หรือลดอัตราภาษีลงให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นการทำลายตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลของประเทศตัวเองครับ