[ รีวิวหนังดี ] Main Vaapas Aaunga (2026)



++  คนทุกคนต่างมีเรื่องราวติดค้างในใจจากในอดีต แต่ถ้าอดีตมันยาวนานถึง 78 ปีผ่านมาแล้วหล่ะ เราจะยังจำเรื่องราวเหล่านั้นได้อยู่หรือไม่ และในวันที่เดินทางมาถึงหมุดหมายสุดท้ายในชีวิต ใครบางคนอาจจะต้องการกลับไปยังจุดที่ติดค้างอยู่ตรงนั้น เพื่อทำภารกิจแห่งหัวใจ ก่อนที่ชีวิตจะลาลับไปตลอดกาล...

++  Main Vaapas Aaunga แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ฉันจะกลับมา" หรือ "I will return" ในภาษาอังกฤษ เป็นหนังอินเดียที่ จขกท. อยากแนะนำให้หาดูมาก ๆ ความจริงหนังเข้าฉายในประเทศไทยแบบจำกัดโรงในเครือสีโกลด์เท่านั้น คือที่ สุขุมวิท, ไอคอนฯ, พระราม 3 และ พัทยา (ตัวหนังพูดภาษาฮินดี แต่มีซับไทยและอังกฤษ) ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่กว่าจะได้ลงรีวิวหนังเรื่องนี้ ก็คงออกจากโรงไปแล้ว หากใครที่ดูในโรงไม่ทัน แนะนำให้หาดูได้ใน NF หลังจากนี้อีกไม่นานครับ เพราะหนังอินเดียเข้า NF เร็วอยู่แล้ว (จดชื่อหนังไว้ได้เลย)...

++  Main Vaapas Aaunga คือ หนึ่งในหนังอินเดียในดวงใจของ จขกท. ในรอบหลายปีที่ผ่านมานี้เลยก็ว่าได้ เป็นหนังที่ดีมาก ถึงได้กล้าแนะนำให้หาดู แต่ต้องบอกก่อนว่าหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ดูง่ายนัก เพราะฉากหลังของหนังมันคือ เหตุการณ์ที่เกิดการแบ่งแยกดินแดนในประเทศอินเดียออกไปเป็นประเทศปากีสถานในปี ค.ศ.1947 พูดง่าย ๆ คือ ถ้าจะดูให้สนุก ให้เข้าใจถ่องแท้ อาจจะต้องลองเซิร์จหาข้อมูลตรงนี้สักหน่อย แต่อย่าง จขกท. คือ เราเป็นคนที่ศึกษาประวัติศาสตร์อินเดียในช่วงนี้มาพอสมควร ก็บอกได้เลยว่า หนังนำเสนอออกมาได้ดีมาก และที่เซอร์ไพรส์เลย คือ หนังได้ให้คำตอบกับบางคำถามของ จขกท. ที่มีต่อเรื่องราวเหล่านี้ได้เฉยเลย หลังจากที่ จขกท. พยายามที่จะหาคำตอบในเรื่องนี้มานานเป็นสิบ ๆ ปี งานนี้เล่นเอาน้ำตาคลอเลยครับ แต่ใครที่ไม่รู้ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ ก็ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวหนังจะค่อย ๆ สอนเราเอง แถมวิธีการที่หนังเลือกที่จะอธิบายนั้น มันช่างครีเอตมาก แม้บางทีอาจจะดูเหมือนว่าโฉ่งฉ่างเกินไป แต่ก็เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้ว ที่จะทำให้คนดูเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนในเวลาอันสั้น...



++  ในส่วนเนื้อหาของหนังถูกเล่าผ่านเส้นเรื่อง 3 เส้น ที่วิ่งคู่ขนานกันไป ได้แก่

เส้นแรก เป็นเรื่องราวของคุณปู่ Ishar Singh Grewal (Naseeruddin Shah) หรือ Geetu ที่เป็นชื่อในวัยเด็ก (Vedang Raina) ชาวอินเดียที่นับถือศาสนาซิกข์ วัย 95 ปี ที่กำลังต้องเผชิญหน้ากับโรคร้ายอย่าง อัลไซเมอร์ และ สโต๊ค หากแต่ภายใต้ความทรงจำอื่น ๆ ที่กำลังเลือนลาง เขากลับจำเรื่องราวเลวร้ายในอดีต ในช่วงที่มีการแบ่งแยกประเทศได้ รวมถึงคำมั่นสัญญากับสาวที่เป็นรักแรกอย่าง Afsana หรือ Jiyah (Sharvari) หญิงสาวต่างศาสนาที่นับถืออิสลาม ที่เป็นดั่งรักแรกและรักต้องห้ามในเวลานั้น

เส้นที่สอง เป็นเรื่องราวของ Nirvair Grewal (Diljit Dosanjh) หลานชายที่ได้ย้ายไปทำงานเป็นนักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ประเทศอังกฤษ และมีความฝันอยากเป็นนักพูด Stand up comedy โดยที่เขากำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจในเรื่องความรักกับหญิงสาวที่คบกันมานานอย่าง Kaveri (Banita Sandhu) ก่อนที่ Nirvair จะถูกเรียกตัวกลับมายังอินเดีย เพื่อดูใจปู่ของเขา หากแต่การกลับมาครั้งนี้ เขาได้พบว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ของเขากำลังจะเกิดขึ้น เมื่อเขาต้องเป็นคนนำทางสิ่งที่ติดค้างใจจากในอดีตของปู่ตัวเอง ไปสู่การทำให้เกิดเป็นจริงก่อนที่ปู่จะลาลับโลกไป รวมทั้งการตัดสินใจในอนาคตเรื่องความรักของตัวเองด้วย

เส้นที่สาม เป็นเส้นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของอินเดียในช่วงที่มีการแยกประเทศ ซึ่งหนังก็ได้ให้น้ำหนักและแอร์ไทม์เยอะพอสมควรเลยครับ เส้นเรื่องนี้ทำให้เราได้ความรู้ใหม่ ๆ เยอะมาก ๆ รวมถึงรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในอดีตในช่วงเวลานั้น จขกท. ชอบเส้นเรื่องนี้มาก คือ เค้ามีวิธีการเล่าที่ฉลาดมากจริง ๆ ถ้าอยากรู้ต้องไปหาดูในหนังเอาเองนะครับ ไม่สปอยนะ...

++  แม้จะมีเส้นเรื่องมาก แต่ทุกเส้นเรื่องนั้น ผกก. ได้เชื่อมโยงเข้าหากันได้อย่างปราณีต เปรียบเสมือนเกลียวเชือกคนละเส้น แต่ค่อย ๆ ถูกพันเกี่ยวเข้าหากันจนกลายเป็นเชือกเส้นเดียวกันในตอนองก์สุดท้ายของหนัง ซึ่งทำให้หนังมีพลังทำร้ายล้างทางอารมณ์สูงมาก จขกท. น้ำตาไหลเป็นสายน้ำยิ่งกว่าตอนดู Rental Family หรือ Until We Meet Again เสียอีก แล้วเชื่อมั้ยว่า ทั้งโรงมีคนดูประมาณไม่เกิน 15 คน ในรอบที่ จขกท. ดู และทุกคนยกเว้น จขกท. เป็นคนเชื้อสายอินเดีย และที่สำคัญ "ทุกคนร้องไห้น้ำตาไหล น้ำตาคลอหมด" ทั้งหญิง ทั้งชาย เหตุการณ์แบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่าย ๆ นะครับ ครั้งสุดท้ายที่ใกล้เคียงคงเป็นตอนดู "หลานม่า" มั้ง...



++  ในส่วน Genre ของหนังเรื่องนี้นั้น ถือว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของหนัง Romantic Drama + Historical film และสุดท้ายที่มีเสน่ห์มาก คือ หนังมีกลิ่นอายของ Musical เข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้เพลงเยอะมาก บางช่วงเขาใช้เพลงบอกเล่าเรื่องราวเลย และเพลงเพราะมาก (ก. ไก่ล้านตัว) เพลงเพราะจริง ๆ ครับ พอหันไปดูคนทำเพลง ก็ต้องตะโกน WTF ออกมาดัง ๆ เลย ใช่ครับ! A.R.Rahman โปรดิวเซอร์มือทองระดับตำนานของอินเดียจากเมืองเชนไน ผู้ที่เคยคว้ารางวัลมาแล้วทั้ง BAFTA, Golden Globe และ Oscars ไม่มีแฟนหนังคนไหนไม่รู้จัก "Jai Ho" จาก Slumdog Millionaire (2008) นั่นแหละ ฝีมือพี่เขาเองครับ หากใครอยากฟังเพลงประกอบสุดไพเราะของหนังเรื่องนี้ เซิร์จบ้านแดง "Vo Nahin", "Ishq Mastana", "Kya Kamaal Hai" และ "Maskara" ได้เลยครับ ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเลยครับว่าทำไมเพลงเพราะจัง และที่สำคัญ A.R.Rahman ร้างจากการทำเพลงหนังไปนานพอสมควรแล้วนะครับ คนอินเดียพูดเลยครับว่านี่คือ "The GOAT is back"...

++  จขกท. คิดว่าการที่หนังเรื่องนี้มันดี น่าจะมาจากในส่วนของ Narrative Structure หรือกระบวนการเล่าเรื่องที่มันดีมากด้วย ในเรื่องคุณหลานหัวสมัยใหม่ จะต้องทำหน้าที่ประติดประต่อเรื่องราวในอดีตของคุณปู่ที่เป็นอัลไซเมอร์ ซึ่งก็พูดจาไม่เป็นภาษา เหมือนต้องเดาคำถามเชาว์ไปตลอดเรื่อง อันนี้ที่มันทำให้หนังสนุกมาก และที่น่ายกย่อง คือ หนังมันเป็นเรื่องความขัดแย้งทางศาสนาใช่มั้ยครับ ดังนั้น เพื่อไม่ให้ความรู้สึกมันรุนแรงจนเกินไป เวลาที่เขาพูดถึงคนต่างศาสนา เขาจะใช้สัญญะเป็นตัวแทน เช่น ถ้าเขาจะพูดถึงพวกมุสลิมในทางที่ไม่ดี เขาจะให้คุณปู่ใช้คำว่า "มนุษย์จากดาวอังคาร" แทน เพราะไม่อย่างนั้น หนังน่าจะไม่ได้เข้าฉายในหลาย ๆ ประเทศเลยครับ และหนังจะกล่าวถึงสัญญะแบบนี้ไปตลอดทั้งเรื่อง ให้คนดูตีความกันสนุกเลย ยิ่งมีความรู้ทางประวัติศาสตร์ยิ่งสนุกครับ แล้วอย่างที่บอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นเหมือนเส้นกราฟที่พุ่งขึ้น ช่วงแรกอาจเนือย ๆ หน่อย แต่จะค่อย ๆ สนุกขึ้นเรื่อย ๆ จนไประเบิดตู้มที่องก์สุดท้าย วางโครงได้แบบเทพมากครับ...

++  ส่วนของการถ่ายทำ Setting ทั้งหมดถ่ายทำในรัฐปัญจาบ ฝั่งอินเดีย ซึ่งเป็นจุดที่เป็นเบสของเหตุการณ์ในหนังด้วย จขกท. ชอบหนังที่ถ่ายทำในสถานที่เกิดเรื่องจริง เพราะมันจะมีพลังงานบางอย่างที่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกสู่คนดูเมื่อมองดูภาพบนจอ และที่ทำให้ จขกท. หลงใหลในหนังอินเดียที่มีการย้อนยุคก็คือ ผกก. อินเดียเขาชอบย้อมสีภาพให้เป็นโทนซีเปียอ่อน ๆ จขกท. ว่ามันดูอบอุ่นและทำให้เราเชื่อว่าเหตุการณ์นี้อยู่ในอดีตจริง ๆ ผกก. ภาพของหนังเรื่องนี้ สามารถถ่ายทอดความรู้สึกผ่านภาพออกมาได้ดี มีทั้งความอบอุ่น ความคิดถึง ความกลัว ความแค้น ความกดดัน ทุกภาพแสดงอารมณ์ออกมาได้ดีเลยครับ...

++  ผกก. ของหนังเรื่องนี้ คือ Imtiaz Ali ซึ่งเป็นทั้ง ผกก. และ Producer หนังแนว Romantic Comedy หรือไม่ก็ Romantic Drama ที่มีผลงานต่อเนื่องมาอย่างยาวนานคนหนึ่ง ผลงานที่มีชื่อเสียงของเขาที่คนไทยน่าจะพอรู้จัก คือ เรื่อง Thai Massage (2022) ที่ว่าด้วยเรื่องพ่อหม้ายรุ่นคุณปู่ ที่ใฝ่ฝันจะเดินทางมามีเซ็กส์ตามความฝันสักครั้งที่เมืองไทย แต่เรื่องราวกลับไปกันใหญ่ เมื่อเขาได้มาพบกับบล็อกเกอร์สายท่องเที่ยวสาวชาวรัสเซีย ผู้ที่จะทำให้ชีวิตคุณปู่เปลี่ยนไปตลอดกาล...

++  ด้านการแสดงเรียกว่าสุดยอดครับ หนังอินเดียน้อยเรื่องมากที่นักแสดงจะไม่ดี คือ เค้าเน้นมาก ใครเล่นไม่ดีโดนคนพันล้านคนด่าตายเลยครับ ดังนั้น นักแสดงอินเดีย คือเก่งแทบทุกคนครับ และไม่น่าเชื่อว่าปีนี้ Diljit Dosanjh นักแสดงหนุ่มมากความสามารถเบอร์ต้น ๆ ของวงการบันเทิงอินเดีย จะมีอายุ 42 ปีแล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของวงการหนังอินเดีย ที่พระเอกยิ่งมีอายุมากขึ้น ยิ่งดัง ค่าตัวยิ่งเพิ่มมากขึ้น และหนังเรื่องนี้ก็เป็นผลงานลำดับที่ 2 ในปีนี้ของพี่ท่านด้วย (ต่อจาก Border 2 ในช่วงต้นปี ที่ จขกท. ให้คะแนนแค่ "ผ่าน" เท่านั้น) ส่วนคนที่ต้องชื่นชมจริง ๆ เลย คือ Vedang Raina นักแสดงหนุ่มที่แสดงเป็นคุณปู่ตอนหนุ่ม ๆ ความจริงก่อนหน้านี้เขาเล่นหนังมาแค่ 2-3 เรื่องเองนะครับ เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่น่าจับตามองมาก การแสดงทางสีหน้า แววตา นี่คือสุดยอดมาก เป็นคนที่หน้าหวานมากด้วย และที่ลืมไม่ได้เลย คือ Naseeruddin Shah นักแสดงรุ่นใหญ่ที่รับบทคุณปู่ตอนแก่ เล่นเป็นคนธรรมดาก็ว่ายากแล้ว เล่นเป็นคนที่มีอาการอัลไซเมอร์แถมติดเตียงนี่ ไม่เก่งจริงเล่นไม่ได้นะ...



++  สุดท้ายนี้ก็พูดอีกครั้งว่าอยากให้คนที่ได้อ่านรีวิวนี้ได้ดูหนังเรื่องนี้มาก หนังไม่เครียดหรอกครับ แนวออกฟีลกู้ดที่มีครบทุกรส มีความโรแมนติกที่ต้องยิ้มตาม มีความตลกในมุกจิกกัดแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ (กัดใครก็น่าจะรู้นะครับ ก็เจ้าอาณานิคมไง จะใครหล่ะ สร้างปัญหาไว้ดีนัก) มีความซึ้งจนน้ำตาไหลริน แถมได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์แบบเต็ม ๆ ด้วย ดูกันนะครับ อีกไม่เกิน 2-3 เดือนก็เข้า NF แน่นอนแล้ว บอกเลยห้ามพลาด!!!!!...
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่