JJNY : 5in1 ทะลุ 2หมื่นชื่อโต้ร่างภท.│ปริญญาร่ายยิบ 5 ข้อ│เท้งชี้กทม.คือฝันใหญ่│ธนาธรชูเทคโนโลยีแก้ท่วม│ชัชชาติรับเรื่อง

ทะลุ 2 หมื่นชื่อ โต้ร่างภูมิใจไทย แห่หนุนฉบับประชาชน แก้รธน.เปิดทาง เลือกตั้งส.ส.ร.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5770283
.

.
ทะลุ 2 หมื่นชื่อ หนุนแก้รธน. เปิดทางประชาชนเลือกส.ส.ร. โต้ร่างภูมิใจไทย 
.   
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ หรือ Con for All และเครือข่าย เข้ายื่น 63 รายชื่อผู้ริเริ่ม เสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. หรือ “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน” ต่อ รัฐสภา เพื่อขอรณรงค์ให้ประชาชนร่วมเข้าลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านออนไลน์บนเว็บไซต์ conforall.com นั้น ล่าสุดข้อมูล ณ เวลา 12.19 น. มีประชาชน ร่วมลงชื่อแล้ว 20,134 รายชื่อ โดยทางกลุ่ม Con for All จะเปิดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงชื่อไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ โดยมีเป้าหมายต้องได้ขั้นต่ำ 50,000 รายชื่อตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
.
ทั้งนี้ เนื้อหาของร่างดังกล่าว เป็นการเพิ่มหมวด 15/1 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อเปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลางน้ำ คือการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และปลายน้ำ คือการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยมีสาระสำคัญ 3 ข้อสำคัญ 1.มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 300 คน แบ่งเป็นส.ส.ร.จังหวัด 150 คน และส.ส.ร. แบบบัญชีรายชื่อ 150 คน 2.ให้มีกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยไม่อนุญาตให้คนที่มาจากการรัฐประหาร หรือมีส่วนร่วมกับการทำรัฐประหารมาสมัครเป็นกรรมาธิการดังกล่าว และ 3.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านได้ ต้องมี ส.ส.ร. เห็นชอบไม่น้อยกว่า 3 ใน 5 ของจำนวน ส.ส.ร. ทั้งหมด และประชาชนต้องออกเสียงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ
.
สำหรับการเข้าชื่อดังกล่าว กลุ่ม Con for All และเครือข่าย ต้องการยืนยันให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการออกเสียงประชามติ 21.6 ล้านเสียง เพื่อตอบโต้พรรคภูมิใจไทย แกนนำรัฐบาล ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้ส.ส.ร.มีที่มาจากการเลือกของรัฐสภา โดยไม่ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน ซึ่งทางกลุ่มมองว่า พรรคภูมิใจไทยจะได้เปรียบมาก ในการกำหนดทิศทางการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
.

.
ปริญญา ร่ายยิบ 5 ข้อ ไขข้ออ้างกกต. เอาโพยเข้าสถานที่เลือกส.ว.ได้โดยชอบจริงหรือ?
https://www.matichon.co.th/politics/news_5770379
.
ปริญญา ร่ายยิบ 5 ข้อ ไขข้ออ้างกกต. เอาโพยเข้าสถานที่เลือกส.ว. เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบจริงหรือ? 
.
เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นทางกฎหมาย กรณี [ การนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. เป็นสิ่งที่ทำได้โดยชอบจริงหรือ? ] โดยมีเนื้อหาดังนี้
.
ตามที่สำนักงาน กกต. ได้ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมาว่า การนำโพยจดหมายเลขผู้สมัครเข้าสถานที่เลือก ส.ว. ไม่เป็นความผิดตามกฎหมาย และดังนั้นการที่มี กกต. ท่านหนึ่งไปเดินเก็บโพยจึงไม่เป็นความผิดตามกฎหมายด้วย โดยได้ยกคำพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 13/2568 เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 มาชี้แจงนั้น
.
ผมเห็นว่ามีประเด็นทางกฎหมายที่มีความสับสน และควรต้องทำให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหา “คดีฮั้ว ส.ว.” ที่ระยะเวลาผ่านไปสองปี แต่ กกต. ก็ยังไม่ส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาแม้แต่คนเดียว ดังนี้ต่อไปนี้ครับ
.
1. คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 13/2568 ที่สำนักงาน กกต. ยกมาอ้างถึงนั้น เป็นคดีที่ ส.ว. สำรอง 7 คน ฟ้อง กกต. (กกต. 7 คน กับเลขาธิการ กกต. รวมเป็น 8 คน) ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต คือเป็นคดีที่ฟ้อง กกต. ไม่ใช่คดีที่ฟ้อง ส.ว. ผู้ที่พกโพยครับ
.
2. ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้องในคดีดังกล่าว เพราะศาลเห็นว่าจากหลักฐานเท่าที่ปรากฏ กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. “ไม่ได้กระทำการใดอันจะถือว่ามีมูลเป็นการกระทำความผิด“ ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลโดยสรุปคือ
.
(1) การเอาเอกสารเข้าไปในสถานที่เลือก ส.ว. “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” เนื่องจากไม่มีบทกฎหมายห้ามหรือบัญญัติเป็นความผิดไว้ “โดยตรง” ดังนั้น การนำ “โพยหรือเอกสารที่จดหมายเลข” จึงไม่เป็นความผิด (ซึ่งศาลหมายถึงความผิดที่มีโทษทางอาญา)
.
(2) เมื่อ “มิได้มีข้อห้ามไว้โดยตรง” จึงไม่อาจฟังได้ว่า กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะ “จำเลยทั้งแปดย่อมไม่อาจระงับยับยั้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขการกระทำที่ไม่ขัดต่อกฎหมายได้”
.
(3) ข้อเท็จจริงสำคัญที่เป็นเหตุผลทำให้ศาลอาญาทุจริตฯ พิพากษายกฟ้อง กกต. ในคดีนี้ คือ ในวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่งเป็นวันเลือก ส.ว. ระดับประเทศนั้น กกต. ทั้ง 7 คนได้มีมติเอกฉันท์ ให้เลขาธิการ กกต. (ซึ่งเป็น ผอ. การเลือก ส.ว. ระดับประเทศ) ดำเนินการห้ามมิให้มีการนำเอกสารใดเข้าไปในที่เลือกระดับประเทศ รอบสอง (ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย) ยกเว้นเอกสารแนะนำตัว (ที่เรียกว่า ส.ว. 3) ที่ กกต. แจกให้ผู้สมัครที่เข้ารอบสุดท้ายเท่านั้น ดังนั้น ศาลอาญาทุจริตฯ จึงเห็นว่า กกต. ทั้ง 7 และเลขาธิการ กกต. มิได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ให้การเลือก ส.ว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
.
(4) ส่วนการที่ กกต. คนหนึ่ง (จำเลยที่ 5) ไปเดินเก็บโพยแล้วศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิดนั้น เพราะศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่า “เป็นการกระทำตามมติของ กกต.” สำหรับกรณีเลขาธิการ กกต. (จำเลยที่ 8 ) ที่โจทก์ฟ้องว่าเมื่อมีการไปแจ้งว่ามีการนำโพยเข้าสถานที่เลือก แต่เลขาธิการ กกต. ไม่ทำอะไร โดยบอกว่า “ถ้าไม่พอใจให้ไปร้อง กกต. ภายในสามวัน” นั้น ศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่า เลขาธิการ กกต. ได้แจ้งให้ไปร้องที่ กกต. แล้ว และคำร้องก็อยู่ในระหว่างดำเนินการ จึง “มิอาจถือว่าจำเลยที่ 8 ปฏิบัติหน้าที่หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต”
.
สรุปคือ ศาลอาญาทุจริตฯ เห็นว่าจากข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบ ไม่ปรากฏว่ามีมูลการกระทำที่ไม่สุจริต ดังนั้น ในเมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะว่าการนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. เป็นความผิด การที่ กกต. ไม่ห้ามนำโพยเข้าจึงไม่เป็นความผิดด้วย อีกทั้ง กกต. ก็ได้มีมติให้เลขาธิการ กกต. ดำเนินการห้ามนำโพยเข้าแล้ว จึงถือว่าไม่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แล้ว (ซึ่งผมมีความเห็นต่างในบางประการซึ่งจะได้หาโอกาสเขียนในโอกาสต่อไป)
.
3. คดีที่ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้อง กกต. ไม่ได้หมายความว่า เป็นการรับรองว่า การนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือก ส.ว. เป็นการกระทำที่ “สุจริตและเที่ยงธรรม” แต่เป็นการวินิจฉัยว่าการนำโพยเข้าไปในสถานที่เลือก “ไม่มีกฎหมายห้ามไว้โดยตรง” จึง “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” ในเรื่องความผิดทางอาญา ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน
.
ในการพิจารณาว่า มี ส.ว. คนใดได้รับเลือกมาโดยไม่ ”สุจริตและเที่ยงธรรม“ หรือไม่นั้น เป็นอำนาจศาลฎีกา (แผนกคดีเลือกตั้ง) การที่การกระทำใดไม่มีกฎหมายห้ามไว้ เป็นเรื่องของการไม่มีความผิดทางอาญาเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นจะเป็นความ “สุจริตและเที่ยงธรรม” โดยอัตโนมัติ หากศาลฎีกาเห็นว่า ส.ว. คนใดได้รับเลือกมาโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ศาลฎีกาก็ย่อมมีอำนาจที่จะเพิกถอนสิทธิ และทำให้พ้นตำแหน่ง (โดย ส.ว. สำรองก็จะเลื่อนขึ้นมาเป็นแทน) และหากว่ามีการกระทำอื่นที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด เช่น การรับหรือให้เงินเพื่อให้เลือกหรือไม่เลือก ก็จะถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป
.
4. สิ่งที่เอกสารชี้แจงของสำนักงาน กกต. ฉบับนี้ ไม่ได้ชี้ให้เห็น (และเป็นความลักลั่น) คือ ศาลอาญาทุจริตฯ ยกฟ้อง กกต. เพราะ กกต. มีมติไม่ให้นำเอกสารใดเข้าที่เลือกในรอบสุดท้าย (ยกเว้นเอกสารแนะนำตัว ส.ว. 3) จึงถือได้ว่า กกต. มิได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ควบคุมดูแลให้การเลือก ส.ว. เป็นไป “โดยสุจริตและเที่ยงธรรม” แล้ว และการที่ กกต. ไปเดินเก็บโพย จึงไม่เป็นความผิด เพราะเป็นการปฏิบัติตามมติ กกต.
.
คำถามคือ ถ้าโพยจดหมายเลขผู้สมัครไม่ได้มีผลทำให้การเลือกเป็นไปโดยไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม ทำไมมีมติไม่ให้นำโพยเข้าและการไปเดินเก็บโพย จึงเป็นการดำเนินการควบคุมการเลือก ส.ว. ให้เป็นไป “โดยสุจริตและเที่ยงธรรม” และทำให้ กกต. พ้นผิดเรื่องการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในคดีนี้ได้?
.
คำตอบคือ เนื่องจากโพยจดหมายเลขผู้สมัครเป็นสิ่งที่จะทำให้การเลือก ส.ว. ไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรมได้นั่นเอง เมื่อ กกต. มีมติไม่ให้เอาเข้าสถานที่เลือกแล้ว กกต. จึงพ้นผิดฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ (ในทางกลับกันโดยนัยของคำพิพากษานี้ หาก กกต. ไม่มีมติห้ามนำโพบเข้า กกต. ก็อาจจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่) ดังนั้น กกต. จะไปถือว่า การที่นำโพยเข้าสถานที่เลือกไม่เป็นความผิดอาญา จึงเท่ากับว่าการมีโพยและเลือกตามโพย เป็นการเลือก ”โดยสุจริตและเที่ยงธรรม“ แล้วโดยอัตโนมัติไม่ได้
.
5. ที่สำคัญในคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ นี้ ศาลใช้คำว่า โพยหรือเอกสารที่ “จด” หมายเลขผู้สมัครคนอื่น ซึ่งหมายถึงโพยหรือโน๊ตช่วยจำ มิได้หมายรวมถึง โพยที่ผู้อื่นจัดทำให้ หรือ “โพยใบสั่ง” ให้เลือกตามที่มีการสั่งการไว้
.
นอกจากนี้การที่ศาลใช้คำว่า การนำโพยที่จดหมายเลขผู้สมัครคนอื่นเข้าสถานที่เลือก ส.ว. “ไม่เป็นความผิดในตัวเอง” และการกระทำนี้ “โดยลำพัง” ไม่เป็นความผิด นั่นหมายความว่า หากประกอบกับการกระทำอื่นๆ ที่เป็นความผิด เช่นการมีเงินหรือผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง การนำโพยเข้าสถานที่เลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพยที่มีผู้จัดทำให้ ก็อาจจะเป็นความผิดได้
.
สรุป: เอกสารชี้แจงของ กกต. ฉบับนี้ เป็นการนำคำพิพากษาศาลอาญาทุจริตฯ มาชี้แจงเรื่องการที่ กกต. ไม่ห้ามการนำโพยเข้าสถานที่เลือก ส.ว. และการไปเดินเก็บโพยตามที่มีข่าวและคลิปออกมา ซึ่งศาลอาญาทุจริตฯ ได้พิพากษาตามหลักฐานที่โจทก์นำสืบขณะนั้นว่าไม่ปรากฏว่า กกต. และเลขาธิการ กกต. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริตเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่า การนำโพยเข้าสถานที่เลือกเป็นสิ่งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นเรื่องต่างหาก และเป็นอำนาจอีกศาลหนึ่งคือศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ควรต้องเร่งรัดดำเนินการ (เพราะเวลาผ่านไปถึง 2 ปีแล้ว) ส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาพิพากษาให้เกิดความเป็นธรรม (ทั้งต่อ ส.ว. ผู้ถูกกล่าวหา และ ส.ว. สำรองที่จะได้เป็นแทน) โดยเร็วต่อไปครับ
.
https://www.facebook.com/prinya.thaewanarumitkul/posts/pfbid027ZWZsoX3w16JPS9nJuBx3Jrx3WPD8ZK8eDwyVun7aeGnshMx9TReevkVhm9kTSAEl
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่