ประเทศไทยขาดหมอ หรือขาดสติในการผลิตหมอ

กระทู้สนทนา
แหล่งที่มาของบทความ: https://www.thebetter.co.th/news/news/43864?fbclid=IwY2xjawSi3MJleHRuA2FlbQIxMABicmlkETF1ckxVQmk5aDZtbmJKWW1Nc3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHtqt73fpoR2Esi-cFYFm4h6xOBn3Bz3i0Lpgr10ahZlpbMD26hYJaiTt8384_aem_HFVsDoay-LE8eIDWAjgBkw

บทความ : นพ.กรณ์ ปองจิตธรรม
ประเทศนี้มักหลงใหล “สัญลักษณ์ของความเจริญ” มากกว่า “เงื่อนไขของคุณภาพ” อยากให้จังหวัดดูมีศักยภาพ ก็เปิดโครงการใหญ่ อยากให้มหาวิทยาลัยดูยกระดับ ก็เปิดคณะที่ฟังดูใหญ่ขึ้น อยากให้พื้นที่ดูสำคัญ ก็พูดเรื่องผลิตแพทย์เพื่อท้องถิ่น ทั้งที่คำถามพื้นฐานยังตอบไม่ครบว่า อาจารย์พอไหม โรงพยาบาลฝึกพร้อมจริงไหม นักศึกษาได้เห็นเคสพอไหม ระบบประเมินเข้มไหม งบระยะยาวมีไหม และถ้าวันหนึ่งคุณภาพไม่ถึงมาตรฐาน ใครจะรับผิดชอบ

แพทยสภาและหน่วยงานกำกับมาตรฐานมีหน้าที่ตรงนี้โดยตรง และมีเครื่องมืออยู่แล้ว ทั้งหลักเกณฑ์การขอเปิดดำเนินการหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและรับรองสถาบันผลิตแพทย์แห่งใหม่ การอิงมาตรฐานสากลอย่าง WFME (World Federation for Medical Education; สหพันธ์แพทยศาสตรศึกษาโลก) และด่านสอบกลางอย่างการสอบประเมินเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม หรือ NL (National License Examination; การสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม) ที่บัณฑิตทุกคนต้องผ่านก่อนได้ใบอนุญาต คำถามจึงไม่ใช่ “มีเกณฑ์หรือไม่” แต่คือเกณฑ์สูงพอหรือไม่ และถูกบังคับใช้จริงแค่ไหนในวันที่มีแรงกดดันทางการเมือง แรงกดดันเชิงพื้นที่ และงบประมาณก้อนโตมากองอยู่ตรงหน้า

การรับรองสถาบันผลิตแพทย์ไม่ควรถูกลดเหลือเป็นพิธีกรรมการตรวจ checklist (รายการตรวจสอบ) ว่ามีแผน มีตึก มีรายชื่ออาจารย์ มี MOU (Memorandum of Understanding; บันทึกความเข้าใจ) แล้วถือว่าจบ สิ่งที่ต้องถามคือของจริงเดินได้ไหม อาจารย์มีเวลาสอนจริงไหม โรงพยาบาลมีศักยภาพฝึกจริงไหม นักศึกษาได้เห็นเคสพอจริงไหม ระบบประเมินเข้มจริงไหม และถ้าไม่พร้อม กล้าบอกว่าไม่พร้อมไหม นี่คือจุดที่ประเทศต้องการความกล้ามากกว่าความเกรงใจ เพราะความเกรงใจในห้องประชุมวันนี้ อาจไปจบที่เตียงคนไข้ในอีกหลายปีข้างหน้า
สิ่งที่น่ากลัวคือการทำให้มาตรฐานกลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสาร ตรวจว่ามีรายชื่ออาจารย์ครบหรือไม่ มีบันทึกข้อตกลงกับโรงพยาบาลหรือไม่ มีแผนหลักสูตรหรือไม่ มีตารางสอนหรือไม่ แล้วถือว่าผ่าน ทั้งที่หัวใจของแพทยศาสตรศึกษาอยู่ที่ของจริงในพื้นที่จริง อาจารย์สอนจริงไหม มีเวลาให้ feedback (การสะท้อนกลับเพื่อพัฒนา) จริงไหม นักศึกษาได้ฝึก clinical reasoning (การให้เหตุผลทางคลินิก) จริงไหม โรงพยาบาลฝึกคุมความเสี่ยงจริงไหม และมีวัฒนธรรมที่กล้าประเมินอย่างซื่อตรงจริงไหม

การปล่อยให้สถาบันที่ยังไม่พร้อมเปิดดำเนินงาน แล้วหวังว่าการสอบ NL (National License Examination; การสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม) จะเป็นด่านสกัดสุดท้าย เป็นการบริหารความเสี่ยงที่หยาบเกินไปสำหรับวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ เพราะข้อสอบปลายทางไม่ควรถูกใช้แทนคุณภาพของกระบวนการผลิตทั้งระบบ หากนักศึกษาเรียนมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่พร้อม ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะวันที่สอบไม่ผ่าน แต่เกิดขึ้นตลอดหลายปีของการเรียนรู้ที่ผิดรูป เกิดขึ้นกับความมั่นใจของนักศึกษา เกิดขึ้นกับภาระของโรงพยาบาลฝึก และอาจเกิดขึ้นกับคนไข้ที่ต้องอยู่ในระบบบริการที่ใช้ความไม่พร้อมเป็นสนามทดลองโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นคำถามเรื่องความรับผิดชอบจึงต้องถูกถามตั้งแต่ต้น ไม่ใช่รอให้บัณฑิตจบออกมาแล้วค่อยถามว่าใครสอบผ่านกี่คน หรือใครทำงานได้ดีแค่ไหน หากวันหนึ่งแพทย์ที่ผลิตจากระบบที่ไม่พร้อมมีคุณภาพไม่ถึงมาตรฐาน ใครจะรับผิดชอบ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ผลักดันโครงการหรือไม่ ผู้อนุมัติงบประมาณหรือไม่ ผู้รับรองหลักสูตรหรือไม่ โรงพยาบาลร่วมผลิตหรือไม่ หรือสุดท้ายทุกคนจะถอยออกจากปัญหา แล้วปล่อยให้ภาระตกอยู่กับเด็กแพทย์ที่ถูกผลิตมาไม่เต็มระบบ แพทย์รุ่นพี่ที่ต้องคอยแก้ปัญหา และคนไข้ที่เป็นผู้รับผลโดยตรง

ในฐานะแพทย์คนหนึ่งที่ยังตรวจคนไข้อยู่ทุกวัน ผู้เขียนไม่ได้เขียนเพราะคิดว่าตัวเองเก่งกว่าใคร และไม่ได้ตั้งใจดูถูกแพทย์รุ่นใหม่ นักศึกษาแพทย์ หรือสถาบันใดเป็นการส่วนตัว ตรงกันข้าม ยิ่งทำงานมานาน ยิ่งเห็นว่าการเป็นแพทย์ที่ดีไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งรู้ว่าตัวเองต้องระวัง ต้องทบทวน ต้องไม่ทำให้วิชาชีพเสียหาย และต้องไม่ทำให้สถาบันที่ตนเองจบมาเสียชื่อ เพราะคำว่า “แพทย์” ไม่ได้เป็นเพียงปริญญา แต่คือความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ทุกครั้งที่เขายอมฝากชีวิตไว้ในมือเรา ความเป็นห่วงนี้จึงไม่ได้เกิดจากความต้องการปิดกั้นใคร ไม่ได้เกิดจากความคิดว่าแพทย์ควรเป็นอาชีพของคนบางกลุ่มเท่านั้น และไม่ได้เกิดจากความรังเกียจมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ประเทศไทยควรมีโอกาสทางการศึกษา ควรมีแพทย์จากหลายพื้นที่ และควรมีระบบที่ทำให้เด็กเก่งจากต่างจังหวัดกลับไปดูแลบ้านเกิดของตนเองได้จริง แต่โอกาสทางการศึกษาไม่ควรถูกสร้างด้วยการลดมาตรฐานวิชาชีพ และความฝันของเด็กไม่ควรถูกใช้เป็นวัตถุดิบของโครงการที่ผู้ใหญ่ยังตอบไม่ได้ว่าพร้อมจริงหรือไม่ ถ้าจะเปิดคณะแพทย์ใหม่ ต้องเปิดด้วยความเข้มงวด ไม่ใช่ด้วยความคึกคะนอง เปิดเพราะประเทศวิเคราะห์แล้วว่าจำเป็น ไม่ใช่เพราะจังหวัดอยากมี เปิดเพราะมีอาจารย์ มีโรงพยาบาล มีมาตรฐาน มีการประเมิน และมีแผนระยะยาวที่รับผิดชอบได้จริง ไม่ใช่เปิดไปก่อนแล้วค่อยหาทางแก้ทีหลัง เพราะในวิชาชีพนี้ การ “ค่อยไปแก้ทีหลัง” แพงเกินไป และคนที่ต้องจ่ายราคา มักไม่ใช่ผู้บริหารโครงการ แต่เป็นคนไข้

ประเทศไทยต้องหยุดคิดว่าการเพิ่มจำนวนโรงเรียนแพทย์คือเครื่องหมายของความเจริญโดยอัตโนมัติ ถ้าคุณภาพไม่ถึง มาตรฐานไม่เข้ม และระบบกำกับไม่กล้าพอ การเปิดคณะแพทย์เพิ่มอาจไม่ได้ทำให้ประเทศมีหมอดีเพิ่มขึ้น แต่อาจทำให้ความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพแพทย์ค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงทีละน้อย สิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การมีแพทย์น้อยเกินไปเพียงอย่างเดียว แต่คือการมีแพทย์ที่ถูกผลิตออกมาจากระบบที่ไม่เคารพความยากของการผลิตแพทย์มากพอ
สุดท้าย ประเทศไทยอาจไม่ได้ขาดแค่หมอ แต่กำลังขาดสติในการผลิตหมอด้วย ก่อนลงเสาเข็มคณะแพทย์แห่งใหม่ ลองตอบสามข้อนี้ให้ได้ก่อน ครูพอไหม โรงพยาบาลฝึกพร้อมจริงไหม แล้วใครจะรับผิดชอบ ถ้าวันหนึ่งพบว่ามันไม่พร้อม
ถ้าตอบไม่ได้ทั้งสามข้อ นั่นไม่ใช่การสร้างหมอ แต่คือการพิมพ์ใบปริญญา แล้วส่งความเสี่ยงไปให้คนไข้เป็นคนจ่าย
Korn Pongjitdham

เอกสารอ้างอิง
1. แพทยสภา. รายชื่อโรงเรียนแพทย์ภายในประเทศที่แพทยสภารับรอง ข้อมูล ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2568
2. กรุงเทพธุรกิจ. “ยกเครื่องผลิตแพทย์–กำลังคนด้านสาธารณสุข.” 24 พฤษภาคม 2567
3. Hfocus. “ทิศทางการผลิตแพทย์ของประเทศไทย เพียงพอหรือยังขาดแคลน.” 10 พฤศจิกายน 2564
4. Thai PBS. ข่าวและรายงานสถานการณ์แพทย์เพิ่มพูนทักษะ โรงพยาบาลบึงกาฬ และปัญหาแพทย์ลาออก
5. CPIRD. ประวัติความเป็นมา โครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท
6. The Coverage. รายงานเรื่องความร่วมมือของกระทรวงสาธารณสุขกับโรงเรียนแพทย์ในการผลิตแพทย์เพิ่ม
7. แพทยสภา. ประกาศเรื่องหลักเกณฑ์การขอเปิดดำเนินการหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตและรับรองสถาบันผลิตแพทย์ สำหรับสถาบันเปิดดำเนินการใหม่
TAGS: #วิกฤติหมอขาดแคลน
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่