แบบไหนเข้าข่ายหมิ่นประมาทฟ้องได้ แบบไหนเสี่ยงโดนฟ้องกลับ


....
เรื่องหมิ่นประมาทเป็นเรื่องที่คนใช้โซเชียลควรรู้ไว้จริง ๆ ครับ
เพราะหลายครั้งเราอาจคิดว่า “ก็แค่โพสต์ระบาย”
หรือ “ก็แค่เตือนคนอื่น”
หรือ “ก็พูดเรื่องจริง จะกลัวอะไร”
แต่ในทางกฎหมาย มันไม่ได้ดูแค่ว่าเรารู้สึกยังไงตอนโพสต์
มันดูว่าเราพูดถึงใคร พูดว่าอะไร พูดกับใคร มีหลักฐานไหม ใช้ถ้อยคำแบบไหน และทำให้เขาเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเปล่า
ที่สำคัญคือ ต่อให้เราเป็นฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองเสียหาย ถ้าเราโพสต์ผิดวิธี จากคนที่อยากเรียกร้องความเป็นธรรม ก็อาจกลายเป็นคนถูกฟ้องเองได้เหมือนกัน
บทความนี้ขอเล่าแบบภาษาคนทั่วไปนะครับ
ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะคดี
ถ้าเป็นเรื่องจริงที่กำลังจะฟ้องกัน หรือถูกหมายศาลแล้ว ควรเอาเอกสารไปปรึกษาทนายโดยตรง
....
หมิ่นประมาทคืออะไรแบบเข้าใจง่าย
....
หลักใหญ่ของหมิ่นประมาททางอาญา คือการใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม
คำว่า “บุคคลที่สาม” สำคัญมาก
หมายความว่า ไม่ใช่แค่ด่ากันสองคนลับ ๆ แต่เป็นการพูด เขียน โพสต์ หรือส่งต่อให้คนอื่นรับรู้ด้วย
และข้อความนั้นน่าจะทำให้คนที่ถูกพูดถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง
พูดง่าย ๆ คือ
มีคนถูกกล่าวถึง
มีคนอื่นรับรู้
ข้อความทำให้ภาพลักษณ์ของคนนั้นเสีย
ถ้าครบแนวนี้ ก็เริ่มมีความเสี่ยงแล้ว
....
ตัวอย่างที่เสี่ยงเข้าข่ายหมิ่นประมาท
....
โพสต์ว่า “นาย ก. โกงเงินลูกค้า”
ถ้าไม่มีหลักฐานชัดพอ แบบนี้เสี่ยงมาก
เพราะเป็นการกล่าวหาว่าเขาทำผิดเรื่องร้ายแรง
โพสต์ว่า “ร้านนี้ขายของปลอม หลอกลูกค้า”
ถ้าพูดแบบระบุร้านชัด และพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของปลอมจริง ก็เสี่ยง
โพสต์ว่า “ผู้จัดการบริษัทนี้กินเงินบริษัท”
ถ้าไม่มีหลักฐานและมีคนอ่านรู้ว่าเป็นใคร แบบนี้เสี่ยง
โพสต์ว่า “คนนี้เป็นชู้กับสามีชาวบ้าน”
เรื่องแบบนี้กระทบชื่อเสียงสูงมาก ถ้าไม่มีหลักฐานแน่น ก็เสี่ยงมากเช่นกัน
โพสต์รูปคนพร้อมเขียนว่า “ระวังคนนี้ไว้ โกงแน่นอน”
ต่อให้ไม่เขียนชื่อ แต่ถ้าหน้าชัด คนรู้ว่าเป็นใคร ก็ยังเสี่ยง
บางคนคิดว่าไม่พิมพ์ชื่อแล้วรอด
แต่จริง ๆ ถ้าคนอ่านเดาได้ว่าเป็นใคร ก็อาจยังมีปัญหาอยู่ดี
....
หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาคืออะไร
....
ถ้าโพสต์ลง Facebook, TikTok, X, Pantip, YouTube, เว็บบอร์ด หรือช่องทางออนไลน์ที่คนเห็นได้กว้าง อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้
คำว่า “โฆษณา” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าซื้อโฆษณาเท่านั้น
แต่หมายถึงการทำให้ข้อความแพร่หลายออกไป
เช่น โพสต์สาธารณะ
แชร์ต่อ
ทำคลิป
ลงรูปพร้อมแคปชั่น
โพสต์ในกลุ่มใหญ่
เขียนกระทู้ให้คนจำนวนมากเห็น
ความเสี่ยงจะสูงกว่าการพูดกันวงเล็ก ๆ เพราะความเสียหายกระจายเร็ว และหลักฐานก็ถูกเก็บง่ายมาก
ในโลกออนไลน์ ต่อให้ลบโพสต์แล้ว ก็อาจมีคนแคปไว้แล้ว
....
ด่าแรง ๆ แต่ไม่ได้กล่าวข้อเท็จจริง แบบนี้เป็นหมิ่นประมาทไหม
....
อันนี้ต้องแยกให้ออกครับ
คำหยาบ คำด่า คำดูถูก อาจไม่ใช่หมิ่นประมาทเสมอไป
เช่น ด่าว่า “ไอ้เลว” “นิสัยแย่” “ไร้มารยาท” “น่ารังเกียจ”
คำพวกนี้อาจเป็นการดูหมิ่นซึ่งหน้า หรือเป็นเรื่องละเมิดได้ในบางกรณี แต่ถ้าไม่ได้ใส่ความเป็นข้อเท็จจริง อาจไม่ใช่หมิ่นประมาทตามองค์ประกอบเดียวกัน
แต่ถ้าด่าว่า “ไอ้โจร” “ไอ้ขี้โกง” “คนนี้ยักยอกเงิน” “คนนี้หลอกขายของปลอม”
อันนี้เริ่มไม่ใช่แค่คำด่าแล้ว
เพราะเป็นการกล่าวหาเรื่องข้อเท็จจริงที่ทำให้คนอื่นเสียชื่อเสียง
ต่างกันตรงนี้ครับ
ด่าว่าเขาไม่ดี ยังเสี่ยงแบบหนึ่ง
แต่กล่าวหาว่าเขาทำเรื่องผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมร้ายแรง เสี่ยงมากกว่าเยอะ
....
พูดเรื่องจริงแล้วจะไม่ผิดเสมอไปไหม
....
หลายคนชอบพูดว่า “เรื่องจริงจะกลัวอะไร”
แต่ในกฎหมายหมิ่นประมาท ไม่ควรเข้าใจง่ายขนาดนั้น
เรื่องจริงช่วยได้ แต่ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัย 100% ทุกกรณี
เพราะถ้าถูกฟ้องขึ้นมา เราต้องมีหลักฐานพิสูจน์ได้
ไม่ใช่แค่มั่นใจเอง
ไม่ใช่แค่ฟังเขาเล่ามา
ไม่ใช่แค่เห็นคนแชร์กันเยอะ
และบางเรื่อง ถึงเป็นความจริง แต่ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ หรือการนำมาเผยแพร่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็อาจมีปัญหาอีกแบบ
ดังนั้น ถ้าจะพูดเรื่องเสียหายของใคร ควรถามตัวเองก่อนว่า
เรามีหลักฐานจริงไหม
หลักฐานเป็นเอกสาร ข้อความ สลิป สัญญา ใบแจ้งความ หรือคำพิพากษาหรือเปล่า
เราเล่าเฉพาะข้อเท็จจริง หรือใส่อารมณ์เพิ่ม
เราเตือนเพื่อประโยชน์จริง ๆ หรือโพสต์เพื่อเอาคืน
เราเปิดเผยเท่าที่จำเป็น หรือเปิดหมดจนเกินเหตุ
ถ้าตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ อย่าเพิ่งโพสต์แรงครับ
....
รีวิวร้าน รีวิวบริการ แบบไหนปลอดภัยกว่า
....
การรีวิวทำได้ครับ
คนมีสิทธิเล่าประสบการณ์ของตัวเอง
แต่ควรเล่าแบบข้อเท็จจริง ไม่ใช่สรุปกล่าวหารุนแรงเกินหลักฐาน
ตัวอย่างที่ปลอดภัยกว่า
“ผมสั่งสินค้าเมื่อวันที่นี้ ชำระเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้รับของ จึงทักไปสอบถามตามภาพแนบ”
“ผมไปใช้บริการแล้วเจอปัญหาเรื่องการนัดหมาย พนักงานแจ้งเวลาไม่ตรงกัน ทำให้ต้องรอประมาณ 2 ชั่วโมง”
“อาหารที่ได้รับในวันนั้นไม่ตรงกับภาพโฆษณา ผมจึงติดต่อร้านเพื่อขอคำชี้แจง”
แบบนี้เป็นการเล่าประสบการณ์ที่ตรวจสอบได้
แต่ถ้าเขียนว่า
“ร้านนี้โกง”
“ร้านนี้หลอกลวง”
“เจ้าของร้านนิสัยโจร”
“อย่าไปซื้อเด็ดขาด มันตั้งใจโกงลูกค้า”
ถ้อยคำแบบนี้เสี่ยงกว่าเยอะ
เพราะเราไม่ได้แค่เล่าประสบการณ์ แต่ตัดสินเจตนาและกล่าวหาความผิดร้ายแรง
ถ้าหลักฐานไม่ถึง อาจโดนฟ้องได้
....
เตือนภัยคนอื่น ทำอย่างไรให้เสี่ยงน้อยลง
....
ถ้าจะเตือนภัย ควรเขียนให้เป็นกลางที่สุดเท่าที่ทำได้
ใช้คำว่า “ขอเล่าประสบการณ์” ดีกว่า “แฉ”
ใช้คำว่า “ยังไม่ได้รับของ” ดีกว่า “โดนโกงแน่นอน”
ใช้คำว่า “ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่วันที่...” ดีกว่า “หนีหายแล้ว”
ใช้คำว่า “ขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจง” ดีกว่า “มันผิดแน่ ๆ”
เล่าเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
แนบหลักฐานเท่าที่จำเป็น
ปิดข้อมูลส่วนตัวของคนอื่น เช่น เลขบัตรประชาชน เบอร์โทร ที่อยู่ เลขบัญชีบางส่วน หรือข้อมูลที่ไม่จำเป็น
อย่าใส่คำหยาบ
อย่าชวนคนไปรุมด่า
อย่าประกาศให้คนไปก่อกวน
อย่าเขียนเกินหลักฐานที่มี
ถ้าอยากให้เรื่องไปต่อ ควรใช้ช่องทางที่เหมาะกว่า เช่น แจ้งความ ร้องเรียนหน่วยงาน แจ้งแพลตฟอร์ม หรือปรึกษาทนาย
โพสต์ออนไลน์อาจช่วยให้คนเห็นเร็ว แต่ก็ทำให้ความเสี่ยงทางกฎหมายมาเร็วเหมือนกัน
....
แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตคืออะไร
....
กฎหมายมีหลักเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตในบางกรณี
เช่น แสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนเอง ป้องกันส่วนได้เสียของตน ติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เป็นวิสัยของประชาชน หรือแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม
แต่คำว่า “สุจริต” ไม่ใช่เกราะวิเศษ
ไม่ใช่ว่าใส่คำว่า “ความคิดเห็นส่วนตัว” แล้วจะพูดอะไรก็ได้
ถ้าเนื้อหาจริง ๆ คือการกล่าวหาคนอื่นเสียหายอย่างรุนแรง โดยไม่มีหลักฐาน หรือใช้ถ้อยคำเกินจำเป็น ก็ยังเสี่ยงอยู่
ประโยคยอดฮิตอย่าง
“คหสต.”
“ไม่ได้กล่าวหา แค่สงสัย”
“ฝากไว้ให้คิด”
“เขาว่ากันว่า”
“ไม่เอ่ยชื่อนะ แต่คนในวงการรู้”
คำพวกนี้ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยอัตโนมัติ
ถ้าคนอ่านรู้ว่าเราหมายถึงใคร และเนื้อหาทำให้เขาเสียชื่อเสียง ก็ยังมีโอกาสโดนฟ้องได้
....
แบบไหนที่มักเสี่ยงโดนฟ้องกลับ
....
ฟ้องกลับในภาษาคนทั่วไปมีหลายความหมายครับ
บางครั้งหมายถึง คนที่เรากล่าวหา กลับมาฟ้องเราฐานหมิ่นประมาท
บางครั้งหมายถึง เราไปฟ้องเขาก่อน แต่ศาลเห็นว่าเราฟ้องไม่สุจริต บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือฟ้องเพื่อกลั่นแกล้ง
บางครั้งหมายถึงอีกฝ่ายฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
พฤติกรรมที่เสี่ยงโดนฟ้องกลับ เช่น
หนึ่ง โพสต์กล่าวหาก่อนมีหลักฐานชัด
เช่น ยังไม่รู้ข้อเท็จจริงครบ แต่โพสต์ว่าเขาโกง เขาหลอก เขายักยอก
สอง ตัดต่อหลักฐานให้คนเข้าใจผิด
เช่น แคปแชตมาแค่บางส่วน ตัดบริบทสำคัญออก แล้วทำให้อีกฝ่ายดูผิด
สาม ใช้โซเชียลกดดันแทนกระบวนการที่เหมาะสม
เช่น ขู่ให้เขาจ่ายเงิน ไม่อย่างนั้นจะแฉต่อ
สี่ ตั้งใจประจานเกินจำเป็น
เช่น เรื่องหนี้ส่วนตัวเล็ก ๆ แต่เอารูปบ้าน รูปลูก ที่ทำงาน เบอร์โทร ไปโพสต์หมด
ห้า ฟ้องทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าข้อเท็จจริงไม่ครบหรือบิดเบือน
ถ้าเป็นคดีอาญาที่ราษฎรฟ้องเอง แล้วศาลเห็นว่าฟ้องโดยไม่สุจริต หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อกลั่นแกล้งหรือเอาเปรียบจำเลย ศาลอาจยกฟ้องและห้ามยื่นฟ้องเรื่องเดียวกันอีกได้
หก เอาคดีมาใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่
เช่น ไม่ได้ต้องการความเป็นธรรมจริง ๆ แต่ฟ้องเพื่อให้เขากลัว เสียเวลา เสียเงิน หรือยอมทำตามที่เราต้องการ
แบบนี้อันตรายมาก
....
ตัวอย่างการเขียนแบบเสี่ยงน้อยกว่า
....
แทนที่จะเขียนว่า
“ร้านนี้โกง อย่าไปซื้อ”
อาจเขียนว่า
“ผมสั่งซื้อสินค้าจากร้านนี้เมื่อวันที่ 1 ชำระเงินแล้วตามสลิป แต่จนถึงวันที่ 10 ยังไม่ได้รับสินค้า และยังติดต่อร้านไม่ได้ จึงอยากสอบถามว่ามีใครเคยเจอกรณีแบบนี้ไหม และควรดำเนินการอย่างไรต่อ”
แทนที่จะเขียนว่า
“บริษัทนี้หลอกพนักงาน”
อาจเขียนว่า
“ผมมีปัญหาเรื่องค่าจ้างกับบริษัทเดิม โดยมีประเด็นเรื่องยอดเงินที่ตกลงกันไว้ไม่ตรงกับเงินที่ได้รับ ตอนนี้กำลังรวบรวมเอกสารและอยากขอคำแนะนำเรื่องช่องทางร้องเรียนแรงงาน”
แทนที่จะเขียนว่า
“คนนี้เป็นมิจฉาชีพ”
อาจเขียนว่า
“ผมโอนเงินให้บุคคลนี้ตามเลขบัญชีในแชตเพื่อซื้อสินค้า แต่ยังไม่ได้รับของและยังติดต่อไม่ได้ จึงได้เก็บหลักฐานและเตรียมแจ้งความ หากเจ้าของบัญชีเห็นโพสต์นี้ รบกวนติดต่อกลับเพื่อชี้แจง”
แบบนี้ยังเล่าเรื่องได้
ยังเตือนคนอื่นได้
แต่ลดการตัดสินเจตนา ลดคำกล่าวหารุนแรง และเปิดโอกาสให้มีการชี้แจง
....
ถ้าโดนคนอื่นหมิ่นประมาท ควรทำอย่างไร
....
อย่าเพิ่งโพสต์สวนด้วยอารมณ์
อย่างแรกคือเก็บหลักฐาน
แคปหน้าจอให้เห็นชื่อบัญชี วันเวลา URL และข้อความครบ
ถ้าเป็นคลิป ให้บันทึกลิงก์และเก็บไฟล์ไว้
ถ้าเป็นคอมเมนต์ ให้เก็บทั้งโพสต์หลักและคอมเมนต์
ถ้ามีคนแชร์ต่อ ก็เก็บหลักฐานการแชร์ด้วย
จากนั้นประเมินว่า ข้อความนั้นระบุถึงเราได้ไหม ทำให้เสียชื่อเสียงไหม และมีคนอื่นรับรู้ไหม
ถ้าเสียหายจริง ค่อยเลือกทาง
อาจทักให้ลบและขอโทษ
อาจแจ้งแพลตฟอร์ม
อาจลงบันทึกประจำวันหรือแจ้งความ
อาจปรึกษาทนายเพื่อฟ้องคดีอาญา คดีแพ่ง หรือทั้งสองทาง
แต่ควรระวังว่า การตอบโต้ด้วยการด่ากลับหรือแฉกลับ อาจทำให้เรามีความผิดเพิ่มเอง
จากคนเสียหาย อาจกลายเป็นคู่กรณีทั้งสองฝ่าย
....
สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิด
....
ไม่เอ่ยชื่อ ไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไป
ถ้าคนอ่านรู้ว่าเป็นใคร ก็ยังเสี่ยง
ใส่คำว่า “ได้ยินมา” ไม่ได้แปลว่าพ้นผิด
เพราะการส่งต่อเรื่องเสียหายก็อาจสร้างความเสียหายได้
พูดเรื่องจริง ไม่ได้แปลว่ารอดเสมอไป
เพราะต้องพิสูจน์ได้ และต้องดูประโยชน์ในการเผยแพร่ด้วย
ลบโพสต์แล้ว ไม่ได้แปลว่าหลักฐานหาย
คนอื่นอาจแคปไว้แล้ว
โพสต์ในกลุ่มปิด ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย
ถ้ามีบุคคลที่สามเห็น ก็ยังมีความเสี่ยง
พิมพ์ว่า “ไม่ได้หมิ่นนะ” ไม่ได้ช่วยอะไร ถ้าเนื้อหาจริง ๆ เป็นการหมิ่น
....
แหล่งอ้างอิง
....
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326-333 หมวดความผิดฐานหมิ่นประมาท
https://www.drthawip.com/criminalcode/1-49
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 เรื่องละเมิดโดยกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย
https://legardy.com/thai-law/civil-and-commercial-section194-452/civil-and-commercial-section423
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 161/1 เรื่องฟ้องคดีโดยไม่สุจริตหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
https://www.drthawip.com/criminalprocedurecode/31
ข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา 329 และการพิสูจน์ความจริง มาตรา 330
https://legardy.com/blogs/thai-defamation-law-exceptions-and-truth-defense

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่