สีเขียวของสวนพฤกษศาสตร์กลางมิถุนายนยามที่พายุฝนเริ่มมาเยือน


"ภาพทั้งหมดถูกถ่ายด้วย Xiaomi 17 Ultra แบบที่ไม่มีการปรับแต่งอะไรทั้งสิ้นนะครับ"

          "สมกับที่เป็นหน้าฝน" ผมรำพันในใจระหว่างที่เมฆสีดำก่อตัวทางตะวันตก เสียง "ครืน" ดังก้องพร้อมลมที่หอบหยดน้ำละเลียดมาทางคายัคสีขาวขนาดสองเมตรครึ่งที่กำลังล่องอยู่บนพื้นน้ำสีคราม

          'ช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 มีโอกาสเกิดฝนราว 65%' พยากรณ์อากาศที่ผมนั่งดูตั้งแต่หลายวันก่อนบอกมาแบบนี้ ผมมีแพลนคร่าวๆ สองแบบ หนึ่งคือสวนพฤกษศาสตร์ สองคืนสวนนงนุชที่รายล้อมไปด้วยไดโนเสาร์ ตั้งใจว่าเดี๋ยวฝนฟ้าเป็นใจเมื่อไรจะออกไปเดินถ่ายรูปเล่นเสียหน่อย
          เป็นไปตามที่บอกครับ มวลเมฆมหาศาลกระจายตัวบดบังแสงแดดราวกับจะบอกผมว่าเอ็งต้องทำใจ ผมออกไปทำงานตามปกติ ก่อนจะพบว่าช่วงสายของวันอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง แสงอาทิตย์เริ่มสาดส่องลงพื้น กลุ่มก้อนไอน้ำสีดำเทาเริ่มแตกตัวจนเห็นสีฟ้าเป็นครั้งแรกของวัน
          ผมขอลางานทันที และภาวนาว่าช่วงบ่ายทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทำงาน ผมรีบคว้าโอกาสที่จะออกไปเดินเล่นโดยไม่ลังเล ล้อรถหยุดหมุนที่ริมสระบัวช่วงบ่ายคล้อย ก่อนที่ผมจะสะพายเป้สวมหมวกออกสำรวจเส้นทาง


          ดวงตะวันยังไม่ขยับจากกลางศีรษะ ไอร้อนกำลังแผดเผาทุกอย่างรอบตัว ผมก้าวเท้าช้าๆไปตามทางเดินสีขาวขนาดสองเมตรก่อนจะหยุดยิ้มที่เห็นว่าฝนจางหายไปแล้ว
          สวนพฤกษศาสตร์ไม่เก็บค่าเข้าชมนะครับ จะมีแค่ค่าบริการเช่าจักรยานและพายคายัคเท่านั้น จักรยานผมไม่ทราบราคา ส่วนการล่องเรือคิดชั่วโมงละ 100 บาทครับ เส้นทางสำรวจธรรมชาติทางบก มีระยะทางรวมที่ประมาณ 3-4 กิโลเมตร
          ช่วงเริ่มต้น พื้นเป็นดินร่วนสีขาว ให้บรรยากาศคล้ายกับกำลังเดินอยู่บนหลังแปของภูกระดึง ก่อนที่ลึกเข้าไปจะเป็นทางอิฐและปูนที่ถูกสร้างขึ้นอย่างดี ข้อเสียอย่างเดียวของการสำรวจเส้นทางสีเขียวคือ 'ยุง' ที่หนาแน่นเหลือเกิน


          เส้นทางส่วนใหญ่มีต้นไม้ปกคลุมนะครับ นอกจากนั้นยังมีป้ายบอกทางตั้งอยู่ตามจุดสำคัญต่างๆ เดินง่าย ส่วนตัวผมถือว่าระยะทางกำลังพอดี แต่ใครที่ไม่สันทัดการออกกำลังแนะนำเป็นจักรยานก็สะดวกดี
          ผมชอบมุมที่ถ่ายจากบนสะพาน ผืนน้ำจะสะท้อนกับท้องฟ้าจนกลายเป็นสีน้ำเงิน เนื่องด้วยสาหร่ายและพืชน้ำที่ทำให้มันดูเข้มขึ้น บางจุดของป่า มีทางเดินขนาดเล็กลัดเลาะลงไปจากทางหลัก เราสามารถลงไปสำรวจได้นะครับ


          จุดที่ผมชอบที่สุด คือ 'ป่าเสม็ดโบราณ' สีขาวของ 'เสม็ดขาว' ตัดกับสีดำของโคลน แซมด้วยสีเขียวจากใบทำให้ภาพที่เห็นออกมาสวยงาม อากาศถือว่าระอุเอาเรื่องนะครับ เรียกว่าเหงื่อซึมจนเสื้อเปียกแบบไม่รู้ตัว ยิ่งลึกเข้าไป เราจะเห็นสีเขียวที่มากขึ้น สังเกตได้ถึงความชื้นที่เกาะกุมไปทั่วบริเวณ มีทางเดินไม่กี่แห่งที่เราจะเห็นมอสกระจายตัวแบบชัดเจน



          เป็นการเดินถ่ายรูปที่เพลินมากนะครับ เพราะบางช่วงเมฆสีขาวก็ทำหน้าที่บดบังให้แสงแดดอ่อนกำลังลง ผมชื่นชอบที่มันช่วยลดความร้อน แต่ไม่ชอบที่แสงดูแบนเกินไป ถ่ายรูปแล้วไม่ค่อยแฮปปี้กับสภาพที่เจอ
          บางจุดผมยังแอบคิดว่าคล้ายญี่ปุ่นอยู่นะครับ ด้วยบรรยากาศโดยรวม ใบไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง เสียดายอย่างเดียวคือความเย็นที่ไม่ใกล้เคียงกับทางนั้นเลย ขณะที่กำลังระรื่นกับสิ่งรอบตัว ลมแรงก็พัดมาเป็นระรอกจนเกิดเสียงดัง



          ส่วนลึกที่สุด ต้นไม้มีขนาดใหญ่ รอบข้างปกคลุมไปด้วยสีเขียวสด บางจุดกิ่งก้านสาขาของพวกมันปกคลุมทางเดินจนดูคล้ายอุโมงค์สีเขียวอ่อน ดูแล้วละมุนตาดีนะครับ ได้พักจากหน้าจอทำงานมาเจอสิ่งเหล่านี้มันฮีลใจผมขึ้นมาระดับหนึ่งเลย การละเลียดไปตามทางโดยไร้ความเร่งร้อน ทำให้จิตใจสงบลงมากจริงๆ
          พอเริ่มบ่ายแก่เข้า เหมือนแสงแดดจะอ่อนกำลังลง ผมรู้สึกได้ว่าความเข้มข้นของสีส้มมันจางหายไป ลมที่ด้านบนพัดแรงกว่าเดิม มีเสียงฟ้าร้องกึกก้องเกิดขึ้น สัญญาณไม่ดีเริ่มก่อตัวแล้วนะครับ


          ผมกลับออกมาจากป่าแทบร้องไห้ เงาทะมึนสีเทาอมน้ำเงินก่อตัวอยู่ริมขอบฟ้าด้านตะวันตก ขณะที่ผมยังมีแผนจะล่องเรืออีกต่อหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจทางบก 'ต้องวัดดวง' ผมคิดแบบนั้น ไม่รอช้า หลังจากเก็บเป้สีแดงประจำตัวเข้ารถแล้ว ก็เร่งพายคายัคสีขาวออกจากท่าทันที
          แม้ไม่เคยพายคายัค แต่ประสบการณ์การเล่นซัพบอร์ดก็น่าจะเพียงพอต่อการเดินทาง ช่วงแรกรู้สึกว่าโอเคอยู่นะครับ แวะจอดถ่ายรูปได้แบบสบายๆ แต่เมื่อผ่านไปสักพัก ก็พบว่าเรือลำนี้กำลังแล่นสวนทางลมนี่นา เพราะหากไม่ขยับไม้พาย เรือจะถูกซัดจนเอียงทันที ผมรีบจ้ำเข้าไปที่ด้านใน เผื่อจะยังพอทันเวลา ยิ่งถลำเข้าไป ยิ่งเจอผู้คนที่กำลังหนีฝนที่ไล่หลังมา
          ผมพกความดื้อไปพอประมาณ เข้าข้างตัวเองว่าเป็นมนุษย์ประเภทดวงพิฆาตฝน รู้ตัวอีกทีตอนที่กลุ่มเมฆสีดำทะยานผ่านพ้นหัวจนครอบคลุมผืนน้ำ ท้ายสุดแล้วผมก็พ่ายแพ้ต่อความกลัวที่ค่อยๆเพิ่มจำนวน "ถ้าโทรศัพท์โดนฝนห่าใหญ่ล่ะ?" หรือ "ถ้าเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกลผู้คน" ว่าแล้วก็ยอมก้มหน้าถอยหลังกลับทันที
          บรรยากาศน่ากลัวมากนะครับ ลมแรง แรงขนาดที่ดันสุดฝีพายยังต้านแรงมันไม่ไหว สิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวมีแต่ความเสียดาย อีกแค่นิดเดียวภารกิจผมจะจบลงด้วยดีแท้ๆ ผมอยากเห็นภาพป่าเสม็ดจากมุมที่มองเข้าไปจากผืนน้ำบ้าง "สมกับที่เป็นหน้าฝน" ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ
          เรียกว่ารอดตัว เพราะทันทีที่เข้าฝั่ง ฝนก็โหมลงมาจะเปียกไปทั่วบริเวณ นักท่องเที่ยวที่เพิ่งมาถึงยังไม่สามารถพายเรือได้นะครับ ทางเจ้าหน้าที่รีบเร่งเก็บเรือเข้าท่าท่าก่อนที่มันจะโดนลมพัดกระจัดกระจาย
          ถอนหายใจเป็นครั้งที่สิบ.....เอาไว้มีโอกาสผมจะกลับไปอีกครั้ง และจะนำมาแชร์กับทุกคนอีกที ใครที่เคยเข้าไปตรงนั้นฝากแบ่งปันภาพและความทรงจำให้ผมบ้าง ขอบคุณล่วงหน้านะครับ เจอกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีครับ..........โช

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่