AI ไม่ได้แค่แย่งงาน แต่กำลังแย่งงบคน

โลกธุรกิจทุกวันนี้หมุนไวมากจนนักการตลาดหลายคนตามแทบไม่ทัน หลายคนกังวลว่าระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะจะเข้ามาแทนที่พนักงานที่เป็นมนุษย์ ทว่าความจริงที่เจ็บปวดและส่งผลกระทบรุนแรงกว่านั้นคือบริษัทยักษ์ใหญ่และองค์กรธุรกิจต่างๆ กำลังโยกเม็ดเงินลงทุนไปหาปัญญาประดิษฐ์มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลล่าสุดในวงการธุรกิจชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเทรนด์การบริหารงบประมาณของบริษัทเทคโนโลยีและธุรกิจยุคใหม่เปลี่ยนทิศทางไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะจ้างพนักงานเพิ่มหรือทุ่มงบกับทรัพยากรบุคคลแบบเดิม ผู้บริหารระดับสูงกลับเลือกที่จะนำเงินไปลงทุนในระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ทันสมัยเพื่อลดต้นทุนระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ การเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคนทำงานที่อาจถูกลดบทบาทหรือถูกตัดงบสนับสนุนโครงการต่างๆ เนื่องจากงบประมาณเหล่านั้นถูกดึงไปใช้พัฒนาระบบเซิร์ฟเวอร์และการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่แทนการแจกจ่ายให้ทีมงาน

ผลกระทบหนักต่อคนทำงานและเม็ดเงินในวงการดิจิทัล

ภาพรวมของตลาดแรงงานออนไลน์กำลังสั่นคลอนอย่างหนักเมื่อเงินทุนถูกเปลี่ยนทิศทางไปอยู่ในมือของเทคโนโลยี การลดจำนวนคนทำงานในบริษัทไม่ใช่แค่การประหยัดงบแบบชั่วคราวแต่เป็นการจัดสรรเงินก้อนใหม่เพื่อซื้อความสามารถของโปรแกรมอัตโนมัติมาใช้งานแบบถาวร องค์กรชั้นนำหลายแห่งเริ่มปลดพนักงานหลัก 1000 คนเพื่อนำเงินเดือนประจำเหล่านั้นไปจ่ายค่าบำรุงรักษาระบบคลาวด์และเครื่องมือประมวลผลขั้นสูง พนักงานที่ยังเหลืออยู่ต้องเร่งปรับตัวและทำงานร่วมกับเครื่องจักรให้เป็น ไม่เช่นนั้นก็อาจกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายถัดไปที่จะถูกเลิกจ้าง ในแง่ของการตลาดออนไลน์ ผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอีไปจนถึงแบรนด์ระดับโลกต้องตื่นตัวและมองหาเครื่องมืออัจฉริยะเหล่านี้มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า จัดการโฆษณาข้ามแพลตฟอร์ม และสร้างเนื้อหาอัตโนมัติเพื่อดึงดูดความสนใจ การใช้แรงงานคนทำทุกขั้นตอนแบบในอดีตอาจทำให้ต้นทุนพุ่งสูงจนไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งในตลาดได้อีกต่อไป

การใช้ระบบอัตโนมัติพลิกโฉมกลยุทธ์การขาย

การตัดสินใจจ่ายเงินก้อนใหญ่ในวันที่ 1 เพื่อแลกกับผลกำไรและความสบายในวันหน้ากลายเป็นค่านิยมใหม่ของคนทำธุรกิจยุคดิจิทัลเต็มตัว ผู้บริหารมองเห็นข้อได้เปรียบว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไม่ต้องขอลาป่วย ไม่เรียกร้องเงินโบนัสสิ้นปี และสามารถทำงานตอบสนองลูกค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน การนำระบบอัจฉริยะเข้ามาช่วยทำการตลาดออนไลน์หมายถึงการตอบข้อความแชทลูกค้าได้ทันทีเมื่อมีการทักทายเข้ามา การส่งอีเมลแจ้งโปรโมชั่นอัตโนมัติอย่างแม่นยำตามพฤติกรรมการคลิก และการปรับแต่งเป้าหมายโฆษณาตามอัลกอริทึมได้แบบเรียลไทม์ สิ่งเหล่านี้ทำให้แบรนด์สามารถประหยัดงบจ้างพนักงานประจำในแผนกบริการลูกค้าและแผนกวิเคราะห์ข้อมูลได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เงินงบประมาณที่เหลือจากการประหยัดส่วนนี้สามารถนำไปอัดฉีดในแผนโปรโมตแบรนด์ส่วนอื่น สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจให้เหนือกว่าคู่แข่งถึง 2 หรือ 3 ขั้นได้อย่างง่ายดาย

ทิศทางการตลาดออนไลน์ในอีก 5 ปีข้างหน้าและวิธีเอาตัวรอด
ใครที่สามารถมองภาพรวมธุรกิจล่วงหน้าได้ขาดกว่าย่อมคว้าโอกาสทองไปครองได้ก่อนเสมอและนี่คือกฎเหล็กของการทำการตลาด ยุคนี้การทำแคมเปญโฆษณาออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การโพสต์รูปภาพหรือวิดีโอทั่วไปบนโซเชียลมีเดีย แต่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางแบบเต็มตัว การคาดเดาใจผู้บริโภคด้วยความรู้สึกจะถูกแทนที่ด้วยข้อมูลสถิติที่แม่นยำถึง 99 เปอร์เซ็นต์ งบประมาณด้านการประชาสัมพันธ์จะถูกจัดสรรไปยังเครื่องมือที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้รวดเร็วและตรวจสอบแหล่งที่มาได้ชัดเจน นักโฆษณาที่เคยใช้เวลา 10 วันในการวางแผนแคมเปญอาจต้องลดเวลาการทำงานลงเหลือเพียง 1 หรือ 2 วันโดยให้โปรแกรมอัจฉริยะช่วยร่างไอเดียตั้งต้นและโครงสร้างเนื้อหา ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรง
เช่นนี้ การยอมจำนนไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

แต่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมและใช้งานเครื่องมือเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทักษะที่ตลาดต้องการในตอนนี้ไม่ใช่แค่คนที่ทำงานเก่งตามคำสั่ง แต่ต้องเป็นคนที่สามารถป้อนคำสั่งและใช้ประโยชน์จากข้อมูลมหาศาลได้ดีเยี่ยม นักการตลาดที่เก่งกาจคือคนที่นำข้อมูลสถิติมาวางแผนต่อยอด สร้างกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งและมีความเป็นมนุษย์ผสมผสานอยู่ ความคิดสร้างสรรค์และอารมณ์ความรู้สึกยังคงเป็นสิ่งที่ชุดคำสั่งทางคอมพิวเตอร์ลอกเลียนแบบได้ยาก เราจึงต้องดึงจุดแข็งด้านอารมณ์ขันและความเห็นอกเห็นใจนี้มาใช้ให้เกิดมูลค่าสูงสุดเพื่อยืนหยัดเป็นอันดับ 1 ในสายอาชีพนี้ต่อไป
 

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่