เวอร์ชวลแบงก์ขาดทุน กระทบกำไรบริษัทแม่?
“คาด Virtual Bank ในไทยจะเผชิญภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการสร้างฐานลูกค้า โดยผลขาดทุน จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยง Ecosystem การควบคุมต้นทุน การระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า”
หุ้นวิชั่น -บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินดิจิทัล หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุมัติใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank( เวอร์ชวลแบงก์) หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาให้แก่ผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มพันธมิตรธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ภายใต้ชื่อ “Clicx Bank”, กลุ่ม SCB X ที่ร่วมมือกับ KakaoBank และ WeBank จากต่างประเทศ และกลุ่ม ACM Holding ในเครือกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
KKPS มองว่า การอนุมัติใบอนุญาตครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินไทย แต่การเติบโตของ Virtual Bank ในระยะแรกอาจไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากผู้ประกอบการทุกแห่งต้องดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ทั้งด้านเงินกองทุน การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการ
สำหรับแผนการเปิดให้บริการ กลุ่ม Clicx Bank ซึ่งนำโดย KTB, ADVANC และ OR จะเป็นรายแรกที่เริ่มดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่กลุ่ม SCB X และ ACM มีแผนเปิดให้บริการภายในสิ้นปีเดียวกัน
KKPS ประเมินว่าในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อหรือแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้การเติบโตของลูกค้าและพอร์ตสินเชื่อเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จากการศึกษาตัวอย่าง Virtual Bank ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร บราซิล จีน และเกาหลีใต้ พบว่าผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีจุดแข็งสำคัญคือ สามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมหรือระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย แต่ละกลุ่มมีข้อได้เปรียบแตกต่างกันออกไป กลุ่ม ACM ในเครือ CP มีจุดแข็งด้าน Ecosystem และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจหลากหลายประเภท ส่วนกลุ่ม KTB และ SCB X มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ประสบการณ์ในธุรกิจการเงิน และความเข้าใจด้านกฎระเบียบ
ในกรณีของ KTB คาดว่าจะนำข้อมูลจาก ADVANC และ OR มาช่วยพัฒนาระบบวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือทางเครดิตรูปแบบใหม่ (Alternative Credit Scoring) เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่อาจไม่มีประวัติสินเชื่อแบบดั้งเดิม ขณะที่ SCB X จะใช้เทคโนโลยี AI และความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกอย่าง KakaoBank และ WeBank เพื่อพัฒนาบริการสินเชื่อดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม KKPS คาดว่า Virtual Bank ในไทยจะเผชิญภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการสร้างฐานลูกค้า โดยผลขาดทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยง Ecosystem การควบคุมต้นทุน การระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
แม้ธุรกิจ Virtual Bank จะยังไม่สร้างกำไรในช่วงแรก แต่ KKPS ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 จะอยู่ในระดับจำกัดเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น จึงไม่น่าก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของกลุ่มผู้ถือหุ้นหลัก
ในระยะยาว ความสำเร็จของ Virtual Bank ไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ข้อมูลลูกค้า การสร้างรายได้จาก Ecosystem และการนำเสนอบริการที่แตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือภาระต้นทุนที่สูง การเติบโตที่ถูกจำกัดจากกฎระเบียบ และการยอมรับของลูกค้าที่อาจใช้เวลานานกว่าคาด
โดยสรุป KKPS มองว่า Virtual Bank มีศักยภาพในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมการเงินไทยในอนาคต แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในทันที
ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าจาก Ecosystem ที่แต่ละกลุ่มมีอยู่ มากกว่าการแข่งขันปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาทางการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ
https://today.line.me/th/v3/article/oqK3wZy
เวอร์ชวลแบงก์ขาดทุน กระทบกำไรบริษัทแม่?
เวอร์ชวลแบงก์ขาดทุน กระทบกำไรบริษัทแม่?
“คาด Virtual Bank ในไทยจะเผชิญภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการสร้างฐานลูกค้า โดยผลขาดทุน จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยง Ecosystem การควบคุมต้นทุน การระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า”
หุ้นวิชั่น -บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKPS) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบการเงินดิจิทัล หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อนุมัติใบอนุญาตจัดตั้ง Virtual Bank( เวอร์ชวลแบงก์) หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาให้แก่ผู้ประกอบการ 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
กลุ่มพันธมิตรธนาคารกรุงไทย (KTB) ร่วมกับแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ภายใต้ชื่อ “Clicx Bank”, กลุ่ม SCB X ที่ร่วมมือกับ KakaoBank และ WeBank จากต่างประเทศ และกลุ่ม ACM Holding ในเครือกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (CP Group)
KKPS มองว่า การอนุมัติใบอนุญาตครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของอุตสาหกรรมการเงินไทย แต่การเติบโตของ Virtual Bank ในระยะแรกอาจไม่ได้รวดเร็วอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง เนื่องจากผู้ประกอบการทุกแห่งต้องดำเนินงานภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดในระดับเดียวกับธนาคารพาณิชย์ทั่วไป ทั้งด้านเงินกองทุน การบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการ
สำหรับแผนการเปิดให้บริการ กลุ่ม Clicx Bank ซึ่งนำโดย KTB, ADVANC และ OR จะเป็นรายแรกที่เริ่มดำเนินงานในเดือนมิถุนายน 2569 ขณะที่กลุ่ม SCB X และ ACM มีแผนเปิดให้บริการภายในสิ้นปีเดียวกัน
KKPS ประเมินว่าในช่วงเริ่มต้น ผู้ประกอบการจะให้ความสำคัญกับการวางระบบโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี การบริหารความเสี่ยง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่าการเร่งขยายสินเชื่อหรือแข่งขันด้านราคา ส่งผลให้การเติบโตของลูกค้าและพอร์ตสินเชื่อเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
จากการศึกษาตัวอย่าง Virtual Bank ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร บราซิล จีน และเกาหลีใต้ พบว่าผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จมักมีจุดแข็งสำคัญคือ สามารถต่อยอดจากฐานลูกค้าเดิมหรือระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่มีอยู่แล้ว รวมถึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด และขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ได้รับใบอนุญาตในประเทศไทย แต่ละกลุ่มมีข้อได้เปรียบแตกต่างกันออกไป กลุ่ม ACM ในเครือ CP มีจุดแข็งด้าน Ecosystem และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจหลากหลายประเภท ส่วนกลุ่ม KTB และ SCB X มีความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ประสบการณ์ในธุรกิจการเงิน และความเข้าใจด้านกฎระเบียบ
ในกรณีของ KTB คาดว่าจะนำข้อมูลจาก ADVANC และ OR มาช่วยพัฒนาระบบวิเคราะห์ความน่าเชื่อถือทางเครดิตรูปแบบใหม่ (Alternative Credit Scoring) เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่อาจไม่มีประวัติสินเชื่อแบบดั้งเดิม ขณะที่ SCB X จะใช้เทคโนโลยี AI และความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรระดับโลกอย่าง KakaoBank และ WeBank เพื่อพัฒนาบริการสินเชื่อดิจิทัลที่มีต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม KKPS คาดว่า Virtual Bank ในไทยจะเผชิญภาวะขาดทุนในช่วงเริ่มต้นเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากต้องลงทุนด้านเทคโนโลยี บุคลากร และการสร้างฐานลูกค้า โดยผลขาดทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการเชื่อมโยง Ecosystem การควบคุมต้นทุน การระดมเงินทุน และคุณภาพของระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
แม้ธุรกิจ Virtual Bank จะยังไม่สร้างกำไรในช่วงแรก แต่ KKPS ประเมินว่าผลกระทบต่อกำไรของบริษัทแม่ในปี 2569 จะอยู่ในระดับจำกัดเพียงประมาณ 1-3% เท่านั้น จึงไม่น่าก่อให้เกิดแรงกดดันอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการของกลุ่มผู้ถือหุ้นหลัก
ในระยะยาว ความสำเร็จของ Virtual Bank ไทยจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการใช้ข้อมูลลูกค้า การสร้างรายได้จาก Ecosystem และการนำเสนอบริการที่แตกต่างจากธนาคารแบบดั้งเดิม ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญคือภาระต้นทุนที่สูง การเติบโตที่ถูกจำกัดจากกฎระเบียบ และการยอมรับของลูกค้าที่อาจใช้เวลานานกว่าคาด
โดยสรุป KKPS มองว่า Virtual Bank มีศักยภาพในการเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมการเงินไทยในอนาคต แต่ภายใต้กรอบกำกับดูแลที่เข้มงวด ผู้ประกอบการจะไม่สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ในทันที
ความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงความสามารถในการสร้างคุณค่าจาก Ecosystem ที่แต่ละกลุ่มมีอยู่ มากกว่าการแข่งขันปล่อยสินเชื่อเชิงรุกหรือการตัดราคาทางการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ
https://today.line.me/th/v3/article/oqK3wZy