JJNY : พระปกเกล้าโพลก่อนโค้งสุดท้าย│ปชน.จัดเวทีใหญ่ฝั่งธน│วิโรจน์ เปิด 2 เมกะโปรเจกต์ระบายน้ำ-งบโปร่งใส│ส่องกัมพูชา

พระปกเกล้าโพล ก่อนโค้งสุดท้าย ชี้ ฐานเสียงน้ำเงิน-ส้ม เทให้ ‘ชัชชาติ’ ด้าน ส.ก. ปชน.ยังนำ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5768210
.

.
พระปกเกล้าโพล ก่อนโค้งสุดท้าย ชี้ ฐานเสียงภท.-พรรคส้ม เทให้ ‘ชัชชาติ’ ด้าน ส.ก. ปชน.ยังนำ ย้ำคนกรุงไม่อิงกระแส ดูนโยบายมากกว่าพรรค
.
สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เลือกตั้ง กทม. 69: ฐานเสียงการเมืองกับการเลือกผู้ว่าฯ และแนวโน้มการเลือก ส.ก. ก่อนโค้งสุดท้าย” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ ฟังการเมืองจากเสียงของประชาชน
.
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 25 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 4-7 มิ.ย. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
.
1. หากท่านเป็นคน กทม. ท่านจะศึกษานโยบายต่าง ๆ ของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ท่านสนใจหรือมีแนวโน้มจะเลือกมากน้อยเพียงใด ? (สำรวจโดย LINE Today )
.
46.6% ระบุ “จะศึกษาอย่างละเอียด ทั้งนโยบายหลักและความเป็นไปได้”
30.1% ระบุ “ศึกษาเพียงบางส่วน หรือเห็นผ่านสื่อ/โซเชียลมีเดีย”
12.2% “ศึกษาพอสมควร/ให้รู้ว่านโยบายสำคัญคืออะไร”
6.6% “อาจไม่ได้ศึกษานโยบายอย่างจริงจัง”
4.5% ไม่ทราบ/ไม่มีความเห็น
.
ทั้งนี้ คนเกือบครึ่งให้ความสนใจกับนโยบายของผู้สมัคร สะท้อนว่า นโยบายเริ่มมีบทบาทต่อการตัดสินใจในการเลือกผู้สมัครมากขึ้น แต่ความสนใจดังกล่าว บางส่วนยังมีลักษณะ “รับรู้และติดตามบางส่วน” จึงเป็นโจทย์ที่ผู้สมัครและพรรค/กลุ่มการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารนโยบายให้มากขึ้น เพื่อให้การเลือกตั้งอยู่บนฐานข้อมูลและเหตุผลมากขึ้น มิใช่เพียงกระแสความนิยม หรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร
.
2. “ชัชชาติ” นำข้ามฐานพรรค “ดร.โจ” เด่นในฐานประชาชน “อนุชา” นำในฐานประชาธิปัตย์
.
เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือก สส. เขต เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 69 พบว่า “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” มีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุดในหลายฐาน ได้แก่ พรรคประชาชน 45.4%, เพื่อไทย 42.1%, ภูมิใจไทย 54.4%, พรรคอื่น ๆ 52.3% และกลุ่มจำไม่ได้/ไม่ได้ไปใช้สิทธิ/ไม่ประสงค์ตอบ 30.8%
.
ขณะที่ในฐานพรรคประชาชน “ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร” ได้ 30.6% เป็นอันดับรองลงมา ส่วนฐานพรรคประชาธิปัตย์มีแนวโน้มเลือก “อนุชา บูรพชัยศรี” สูงสุด 31.1% ตามด้วยผู้สมัครคนอื่น ๆ 25.8% และ “ชัชชาติ” 22.7%
.
ทั้งนี้ สนามผู้ว่าฯ กทม. ยังเป็นสนามที่ “ตัวบุคคล” มีน้ำหนักสูงกว่าสังกัดพรรคอย่างชัดเจน โดย “ชัชชาติ” ยังสามารถดึงคะแนนข้ามฐานพรรคได้หลายกลุ่ม แต่ฐานพรรคประชาชนและฐานประชาธิปัตย์ยังคงมีทิศทางเฉพาะของตนเอง ทำให้การแข่งขันไม่ได้เป็นเพียงการวัดความนิยมรวม แต่เป็นการแย่งชิงฐานคะแนนที่มีพฤติกรรมต่างกันในแต่ละกลุ่มการเมืองด้วย
.
3. เลือก ส.ก. คนดู “นโยบาย” มากกว่า “พรรค”
.
– 34.9% ระบุ เลือก ส.ก. ยึดจาก “นโยบายที่เสนอ” มากที่สุด
– รองลงมา 21.9% ยึดจากพรรค/กลุ่มที่สังกัด, 17.9% ยึดจากผลงานที่ผ่านมา, 11.6% ยึดจากตัวบุคคล/ภาพลักษณ์และ 13.7% ไม่ประสงค์ตอบ
.
สะท้อนว่า ส.ก. ไม่ได้ถูกมองเพียงฐานะตัวแทนทางการเมืองของพรรค แต่ถูกคาดหวังให้เป็นตัวแทนที่เข้าใจปัญหาในระดับพื้นที่ และมีข้อเสนอที่จับต้องได้ต่อปัญหาเมืองและปัญหาเฉพาะเขต แต่ “พรรคและฐานการเมือง” ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจไม่น้อย ผู้สมัครจึงต้องแข่งขันทั้งด้วยนโยบาย ผลงาน และความน่าเชื่อถือในพื้นที่ ไม่ใช่อาศัยกระแสพรรคหรือกระแสผู้ว่าฯ เพียงอย่างเดียว
.
4. สนาม ส.ก. “ปชน.” นำ แต่“ผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจ” ยังเป็นตัวแปรใหญ่ คนกว่าครึ่งยังเปิดใจ
.
– หากเลือกตั้ง ส.ก. วันนี้ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนมีแนวโน้มได้รับเลือกสูงสุด 27.7% รองลงมาคือผู้สมัครอิสระคนอื่น ๆ 18.5%, ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่ตัดสินใจ 17.7%, ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ 11.5% และผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย 10.6% ส่วนกลุ่มอื่น ๆ มีคะแนนในระดับรองลงมา
– เมื่อมีพรรค/กลุ่ม/บุคคลเสนอนโยบายตรงใจกว่า 38.3% ระบุ ยังไม่แน่ใจแต่เปิดใจพิจารณา, 32.8% ยังเลือกหมายเลขเดิม/ไม่เปลี่ยนแน่นอน, 15.4% มีโอกาสเปลี่ยนใจสูงและ 13.5% ไม่ประสงค์ตอบ
.
สนาม ส.ก. ยังเป็นสนามที่ “เปิดกว้าง” แม้ผู้สมัครจากพรรคประชาชนจะนำ แต่คะแนนของผู้สมัครอิสระและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่า ความใกล้ชิดกับพื้นที่ นโยบายที่จับต้องได้ และความน่าเชื่อถือของผู้สมัคร ยังมีผลมาก ผู้สมัครจึงต้องแสดงให้เห็นว่าจะเป็นตัวแทนพื้นที่ ผลักดันปัญหา ในเขต และตรวจสอบการบริหาร กทม. ได้อย่างไร ไม่ใช่พึ่งเพียงกระแสพรรคหรือการเมืองระดับใหญ่
.
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 25
.
การเลือกตั้ง กทม.ก่อนโค้งสุดท้ายเป็นสนามที่ยังมีความเคลื่อนไหวสูง โดยเฉพาะสนาม ส.ก. ที่คนยังเปิดใจและเปลี่ยนใจได้หากมีข้อเสนอที่ตอบโจทย์กว่า ผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนว่า โค้งต่อไปซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง กทม. จะวัดกันที่ความสามารถในการแปลงฐานนิยมให้เป็นคะแนนจริง และการสื่อสารนโยบายให้เห็นว่าแก้ปัญหาเมืองและพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม มิใช่ขึ้นกับ “กระแสพรรคหรือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร” เพียงอย่างเดียว.
.

.
ปชน.จัดเวทีใหญ่ฝั่งธน โจ ชัยวัฒน์ นำทีม 15 ผู้สมัครส.ก. ขึ้นปราศรัยเย็นนี้
https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5768462
.
ปชน.จัดเวทีใหญ่ฝั่งธน โจ ชัยวัฒน์ นำทีม 15 ผู้สมัครส.ก. ขึ้นปราศรัยเย็นนี้
.
ใกล้เข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. วันนี้พรรคประชาชน เดินหน้าหาเสียงฝั่งธนบุรี จัดเวทีปราศรัยเลือกตั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก.พรรคประชาชน ในแคมเปญ กรุงเทพง่ายๆ เพราะเมืองที่ดี จะทำให้ชีวิตของทุกคนง่ายขึ้นกว่านี้
.
โดยจะจัดเวทีปราศรัยที่ ตลาดดอกไม้ปากคลองตลาดใหม่ ถนนพรานนก–พุทธมณฑลสายสี่ เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป มี โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.) พรรคประชาชนทั้ง 15 เขตฝั่งธนบุรี
.
พร้อมด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ,วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร , กรุณพล เทียนสุวรรณ ,รังสิมันต์ โรม , ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ , ธัญธร ธนินวัฒนาธร และ ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา
.

.
วิโรจน์ เปิด 2 เมกะโปรเจกต์ ระบายน้ำ-งบโปร่งใส คืนความสุขคนกรุง ความตั้งใจไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 65
https://www.matichon.co.th/politics/bkk-election69/news_5768337
.
วิโรจน์ เปิด 2 เมกะโปรเจกต์ ระบายน้ำ-งบโปร่งใส เปลี่ยนชีวิตคนกรุง ความตั้งใจไม่เปลี่ยนตั้งแต่ปี 65
.
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตส.ส.พรรคประชาชน และ อดีตผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ได้โพสต์เฟซบุ๊ก
.
กรณีเลือกตั้งกทม.ว่า ความตั้งใจที่ยังคงอยู่ จากการลงเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ในปี 2565 และกำลังใจที่ส่งให้ #โจเบอร์10 ในการเลือกตั้งในปี 2569
.
นับตั้งแต่ช่วงที่ผมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. ในปี 2565 สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสและรับรู้ได้อย่างชัดเจนคือ ‘ปัญหาน้ำท่วมขัง’ เป็นปัญหาโครงสร้างขนาดใหญ่ที่กัดกินและกระทบกับชีวิตคนกรุงเทพฯ ทุกคนอย่างแท้จริง ไม่ว่าคุณจะยากดีมีจน เป็นผู้อยู่อาศัย พ่อค้าแม่ขาย พนักงานออฟฟิศ หรือแม้แต่นักท่องเที่ยว
.
ผมเชื่อมั่นเสมอว่า หากกรุงเทพมหานครกล้าที่จะลงทุนใหญ่ ในการปรับปรุงระบบระบายน้ำทั้งเมืองแบบเบ็ดเสร็จ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่ใช่แค่ถนนที่แห้งสนิท แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิต คืนเวลาในการเดินทาง กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าในทุกระดับ และที่สำคัญที่สุดคือ การคืนความสุขให้กับทุกกิจกรรมของคนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะออกไปเรียน ไปทำงาน หรือใช้ชีวิตในเมืองแห่งนี้ครับ
.
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครระบายน้ำผ่าน 4 เส้นทางหลัก ได้แก่
.
กรุงเทพฯ ชั้นในและชั้นกลาง อาศัยสถานีสูบน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา 97 สถานี กำลังสูบรวม 1,238 ลบ.ม.ต่อวินาที และระบบอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ 5 สายหลัก กำลังระบายรวมประมาณ 255 ลบ.ม.ต่อวินาที ได้แก่ อุโมงค์ระบบผันน้ำเปรมประชากร 30 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์บึงมักกะสัน 45 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์คลองแสนแสบ–คลองลาดพร้าว 60 ลบ.ม.ต่อวินาที อุโมงค์ใต้คลองบางซื่อ 60 ลบ.ม.ต่อวินาที และอุโมงค์บึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา 60 ลบ.ม.ต่อวินาที
.
ปีกตะวันออก ระบายน้ำออกสู่ชายทะเลสมุทรปราการและคลองชายทะเล ผ่านระบบคลองฝั่งตะวันออก เช่น คลองแสนแสบตอนปลาย คลองประเวศบุรีรมย์ และคลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต โดยมีกำลังระบายน้ำรวมกันประมาณ 300–400 ลบ.ม.ต่อวินาที
.
ปีกตะวันตก ฝั่งธนบุรี ระบายน้ำลงระบบคลองและแก้มลิงสนามชัย ใช้การปล่อยให้น้ำไหลลงใต้ผ่านคลองสนามชัยและคลองมหาชัย ไปพักที่แก้มลิง ก่อนสูบออกทะเล มีขีดความสามารถรวมประมาณ 400–500 ลบ.ม.ต่อวินาที
.
ตอนเหนือ คลองรังสิตประยูรศักดิ์และคลองหกวาสายล่าง ทำหน้าที่สกัดน้ำเหนือที่หลากมาจากพระนครศรีอยุธยาและปทุมธานี แล้วเบี่ยงน้ำออกไปทางฝั่งตะวันออก ลงแม่น้ำบางปะกงที่ จ.ฉะเชิงเทรา และฝั่งตะวันตกเบี่ยงไปลงแม่น้ำท่าจีนที่ จ.นครปฐม โดยมีขีดความสามารถในการเบี่ยงน้ำประมาณ 200–300 ลบ.ม.ต่อวินาที
.
สิ่งที่ กทม. ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ทั้งการวางกำหนดการขุดลอกคูคลอง การลอกท่อระบายน้ำ และการกำจัดวัชพืชเพื่อเปิดทางน้ำ เป็นสิ่งที่ผมต้องชื่นชมอย่างมาก เพราะมาตรการเหล่านี้จะทำให้ขีดความสามารถของระบบระบายน้ำของ กทม. สามารถผลักดันมวลน้ำออกจากพื้นที่ได้เต็มศักยภาพมากขึ้น และคลองที่มีความลึกเพิ่มขึ้น นอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาตรน้ำที่รองรับได้แล้ว ในช่วงที่ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง คลองที่มีความลึกมากเพียงพอยังสามารถทำหน้าที่กักเก็บและหน่วงน้ำได้ด้วย
.
แต่กรุงเทพฯ ซึ่งมีหลายพื้นที่ต่ำ และเผชิญความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนและฝนตกหนักมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนปรับปรุงระบบป้องกันน้ำท่วมและระบบระบายน้ำให้มีขีดความสามารถมากกว่านี้ เช่น
.
การเร่งผลักดันโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่เพิ่มเติม เช่น อุโมงค์คลองพระยาราชมนตรี วงเงินประเมิน 6,130 ล้านบาท อุโมงค์ระบายน้ำส่วนต่อขยายจากบึงหนองบอนถึงคลองประเวศบุรีรมย์และคลองสี่ วงเงินงบประมาณ 9,561 ล้านบาท และอุโมงค์ส่วนต่อขยายคลองบางซื่อ วงเงินรวมประมาณ 1,350 ล้านบาท ฯลฯ เพื่อเพิ่มทางด่วนน้ำใต้ดินให้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น
.
การเร่งก่อสร้าง Pipe Jacking เพิ่มเติมให้ครอบคลุมถนนสายหลัก โดย Pipe Jacking เป็นเทคโนโลยีทางวิศวกรรมในการวางท่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5–2.5 เมตรใต้ผิวถนน เพื่อดึงน้ำท่วมขังไปลงคลองโดยตรง โดยไม่ต้องเปิดหน้าดินขุดถนนยาว ๆ ช่วยขยายเครือข่ายระบายน้ำในถนนสายหลักโดยไม่กระทบกับการจราจรมากนัก แต่ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมถนนสายหลักทั้งหมด โดยงบประมาณที่ต้องใช้เฉลี่ยต่อโครงการอยู่ที่ประมาณ 200–400 ล้านบาท ปัจจุบัน กทม. มีการอนุมัติโครงการ Pipe Jacking ใหม่เฉลี่ยเพียง 1–3 โครงการต่อปีเท่านั้น และในบางปีงบประมาณที่มีข้อจำกัดสูง อาจไม่มีการตั้งโครงการใหม่เลย แต่เป็นการตั้งงบผูกพันเพื่อสะสางโครงการเก่าที่ยังค้างคาให้เสร็จ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่