สิ้นเดือนทีไร บิลต่างๆ พุ่งมาเสียบหน้าประตูเหมือนเจ้าหนี้ทวงหนี้โหดทุกที! จะดีกว่าไหมถ้าเราไม่ต้องควักเงินเดือนหรือเงินเก็บมาจ่าย "ค่าน้ำ" อีกต่อไปตลอดชีวิต? วันนี้ขอสวมวิญญาณคนขี้เกียจที่ชอบให้เงินทำงานแทน มาแชร์ทริค "เสกค่าน้ำฟรี" แบบง่ายๆ ไม่ต้องออกแรงให้เหงื่อตก แค่วางกลยุทธ์ให้เป็น! ใครอยากมีกระแสเงินสดมาจ่ายบิลแบบชิลๆ ตามมามุงด่วนครับเพื่อนๆ!
1. จิตวิทยาของการ "สร้างระบบ" หักดิบความปวดหัวเรื่องบิล
พวกแกว่าไหม ค่าน้ำเนี่ยเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะน้อย แต่ก็กวนใจทุกเดือน ยิ่งบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัวสัก 4 คน แถมมีคุณแม่วัยเก๋าอยู่ติดบ้านทั้งวัน รดน้ำต้นไม้ฉ่ำๆ ล้างจาน ซักผ้าแบบจัดเต็ม บิลมาทีก็มีทะลุ 400-500 บาท นึกว่าเปิดสวนน้ำย่อมๆ ในบ้าน!
ในทางจิตวิทยาการเงิน มีคำว่า
Mental Accounting หรือการแยกกระเป๋าเงินในสมอง ถ้าเราเอาเงินเดือนที่หามาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปจ่ายบิล เราจะรู้สึก "สูญเสีย" (Loss Aversion) แต่ถ้าเราลองใช้สัญชาตญาณของการเป็น Project Manager มาวาง System ให้กับชีวิตดูสิครับ เปลี่ยนจากการใช้ "แรง" ไปใช้ "ระบบ" สร้างแหล่งรายได้แบบ Passive Income เล็กๆ ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบบิลตัวนี้โดยเฉพาะ ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนจากความหงุดหงิด เป็นความฟินทุกครั้งที่บิลมาถึง!
"อย่าทำงานหนักเพื่อจ่ายบิล แต่จงสร้างระบบให้บิลจ่ายตัวมันเอง" – (โควตนี้ผมคิดเอง เท่ปะล่ะ 555)
2. สายเซฟโซน: นอนตีพุงรับดอกเบี้ยด้วย SCB e-saving
มาเริ่มกันที่วิธีแรก สำหรับคนใจบาง รับความเสี่ยงไม่ได้เลย หุ้นตกทีไรใจสั่นเหมือนกินกาแฟไป 8 แก้ว แนะนำให้หนีมาซบ
บัญชีเงินฝากดิจิทัล (e-saving) ของ SCB ครับ ตัวนี้ให้ดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี (เงื่อนไขและรอบการจ่ายดอกเบี้ยอาจมีปรับเปลี่ยนตามแบงก์ชาติ แต่สมมติว่าเราบริหารให้มันงอกเงยเฉลี่ยออกมาเป็นรายเดือนได้แบบเนียนๆ)
มาดูตัวเลขให้เห็นภาพกัน (สมมติค่าน้ำบ้านเราเดือนละ 400 บาท = ปีละ 4,800 บาท):
เป้าหมาย: ต้องการดอกเบี้ย 4,800 บาท/ปี
เงินต้นที่ต้องใช้: นำ 4,800 หารด้วย 1.25% =
เราต้องมีเงินฝากนอนนิ่งๆ ประมาณ 384,000 บาท
เรื่องภาษี: ข่าวดี! ดอกเบี้ยออมทรัพย์รวมทุกบัญชีถ้าไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี
ไม่ต้องเสียภาษี 15% ครับ รับเนื้อๆ เน้นๆ!
ข้อดี: เงินต้นอยู่ครบ สบายใจ ไม่ต้องมานั่งดูจอกราฟให้ปวดตา
ข้อเสีย: ต้องใช้เงินก้อนใหญ่พอสมควรในการสร้างกระแสเงินสด แต่ถ้าใครมีเงินเย็นแช่แข็งไว้อยู่แล้ว นี่คือการเปลี่ยนเงินขี้เกียจให้มาทำหน้าที่จ่ายค่าน้ำแทนเราครับ!
3. สายซิ่งรับปันผล: ดึงเงินฝรั่งมาจ่ายค่าน้ำด้วย DR JEPI19
ทีนี้ ถ้าคุณบอกว่า
"โหยยย พี่! เงินตั้งเกือบสี่แสน หนูเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม?" งั้นเรามาดูทางเลือกของคนชอบความคุ้มค่า และอยากใช้เงินต้นน้อยลงมาหน่อย ด้วยการลงทุนใน
DR JEPI19 (ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ) ที่อ้างอิงกับ ETF ยอดฮิตในอเมริกาอย่าง JPMorgan Equity Premium Income
ตัวนี้ความน่ารักของมันคือ
"จ่ายปันผลทุกเดือน" (ฟีลเหมือนรอรับเงินเดือนจากฝรั่ง) โดยเฉลี่ยแล้ว Yield จะอยู่ราวๆ 7-9% ต่อปี เรามาตีซะว่าได้ประมาณ 8% ละกัน
มาคำนวณแบบหักภาษีกันชัดๆ (เป้าหมายค่าน้ำ 400 บาท/เดือน = 4,800 บาท/ปี):
อัตราปันผลหลังหักภาษี: สมมติปันผล 8% โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จะเหลือเน็ตๆ ประมาณ
7.2% ต่อปี
เงินต้นที่ต้องใช้: นำ 4,800 หารด้วย 7.2% =
ใช้เงินลงทุนแค่ประมาณ 67,000 บาท!
เห็นความต่างไหมครับ? ลดการใช้เงินต้นจากเกือบสี่แสน เหลือแค่ไม่ถึงเจ็ดหมื่นบาท!
ข้อควรระวัง (Mindset การลงทุน):
ราคาของ DR มีขึ้นมีลงตามตลาดหุ้นอเมริกาและค่าเงินบาท มันไม่ได้นิ่งเป๊ะเหมือนเงินฝาก
*** การลงทุน มีความเสี่ยง หาข้อมูลตัดสินใจเองนะ
เราต้องมองว่านี่คือการ
"ซื้อเครื่องจักรผลิตเงินสด" ถ้าราคาหุ้นตก แต่เครื่องจักรยังผลิตปันผลมาจ่ายค่าน้ำให้เราได้ทุกเดือน ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว ไม่ต้องไปเกิดอาการ FOMO หรือแพนิคเทขายตามคนอื่นเขา
ไม่ว่าจะเลือกทางเซฟโซนแบบ e-saving หรือทางเร้าใจนิดๆ แบบ DR JEPI19 หัวใจสำคัญคือ
"การเริ่มต้นวางแผน" ครับ แค่เราเปลี่ยนมุมมอง จัดสรรเงินก้อนเล็กๆ ให้มีหน้าที่ของมันชัดเจน ชีวิตเราก็จะเบาขึ้นอีกเยอะ เอาเวลาที่เหลือไปโฟกัสกับการทำอะไรสนุกๆ สร้างรายได้ช่องทางอื่นดีกว่า
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ปกติบิลค่าน้ำค่าไฟที่บ้านเดือนละประมาณเท่าไหร่กันบ้าง? แล้วตอนนี้ใช้เทคนิค "ให้เงินทำงาน" หรือมีทริคจ่ายบิลแบบคุ้มๆ (อย่างการรูดบัตรเครดิตเอาแต้ม) มาแชร์กันหน่อยสิครับ รออ่านคอมเมนต์อยู่น้าา 👇💬
[แชร์ทริค] หยุดจ่ายค่าน้ำเอง! มาสร้าง "ระบบเสกค่าน้ำฟรี" ทุกเดือนด้วย SCB e-saving และ DR JEPI19
1. จิตวิทยาของการ "สร้างระบบ" หักดิบความปวดหัวเรื่องบิล
พวกแกว่าไหม ค่าน้ำเนี่ยเป็นอะไรที่ดูเหมือนจะน้อย แต่ก็กวนใจทุกเดือน ยิ่งบ้านไหนอยู่กันเป็นครอบครัวสัก 4 คน แถมมีคุณแม่วัยเก๋าอยู่ติดบ้านทั้งวัน รดน้ำต้นไม้ฉ่ำๆ ล้างจาน ซักผ้าแบบจัดเต็ม บิลมาทีก็มีทะลุ 400-500 บาท นึกว่าเปิดสวนน้ำย่อมๆ ในบ้าน!
ในทางจิตวิทยาการเงิน มีคำว่า Mental Accounting หรือการแยกกระเป๋าเงินในสมอง ถ้าเราเอาเงินเดือนที่หามาอย่างเหน็ดเหนื่อยไปจ่ายบิล เราจะรู้สึก "สูญเสีย" (Loss Aversion) แต่ถ้าเราลองใช้สัญชาตญาณของการเป็น Project Manager มาวาง System ให้กับชีวิตดูสิครับ เปลี่ยนจากการใช้ "แรง" ไปใช้ "ระบบ" สร้างแหล่งรายได้แบบ Passive Income เล็กๆ ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบบิลตัวนี้โดยเฉพาะ ความรู้สึกมันจะเปลี่ยนจากความหงุดหงิด เป็นความฟินทุกครั้งที่บิลมาถึง!
"อย่าทำงานหนักเพื่อจ่ายบิล แต่จงสร้างระบบให้บิลจ่ายตัวมันเอง" – (โควตนี้ผมคิดเอง เท่ปะล่ะ 555)
2. สายเซฟโซน: นอนตีพุงรับดอกเบี้ยด้วย SCB e-saving
มาเริ่มกันที่วิธีแรก สำหรับคนใจบาง รับความเสี่ยงไม่ได้เลย หุ้นตกทีไรใจสั่นเหมือนกินกาแฟไป 8 แก้ว แนะนำให้หนีมาซบ บัญชีเงินฝากดิจิทัล (e-saving) ของ SCB ครับ ตัวนี้ให้ดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี (เงื่อนไขและรอบการจ่ายดอกเบี้ยอาจมีปรับเปลี่ยนตามแบงก์ชาติ แต่สมมติว่าเราบริหารให้มันงอกเงยเฉลี่ยออกมาเป็นรายเดือนได้แบบเนียนๆ)
มาดูตัวเลขให้เห็นภาพกัน (สมมติค่าน้ำบ้านเราเดือนละ 400 บาท = ปีละ 4,800 บาท):
เป้าหมาย: ต้องการดอกเบี้ย 4,800 บาท/ปี
เงินต้นที่ต้องใช้: นำ 4,800 หารด้วย 1.25% = เราต้องมีเงินฝากนอนนิ่งๆ ประมาณ 384,000 บาท
เรื่องภาษี: ข่าวดี! ดอกเบี้ยออมทรัพย์รวมทุกบัญชีถ้าไม่เกิน 20,000 บาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี 15% ครับ รับเนื้อๆ เน้นๆ!
ข้อดี: เงินต้นอยู่ครบ สบายใจ ไม่ต้องมานั่งดูจอกราฟให้ปวดตา ข้อเสีย: ต้องใช้เงินก้อนใหญ่พอสมควรในการสร้างกระแสเงินสด แต่ถ้าใครมีเงินเย็นแช่แข็งไว้อยู่แล้ว นี่คือการเปลี่ยนเงินขี้เกียจให้มาทำหน้าที่จ่ายค่าน้ำแทนเราครับ!
3. สายซิ่งรับปันผล: ดึงเงินฝรั่งมาจ่ายค่าน้ำด้วย DR JEPI19
ทีนี้ ถ้าคุณบอกว่า "โหยยย พี่! เงินตั้งเกือบสี่แสน หนูเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม?" งั้นเรามาดูทางเลือกของคนชอบความคุ้มค่า และอยากใช้เงินต้นน้อยลงมาหน่อย ด้วยการลงทุนใน DR JEPI19 (ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ) ที่อ้างอิงกับ ETF ยอดฮิตในอเมริกาอย่าง JPMorgan Equity Premium Income
ตัวนี้ความน่ารักของมันคือ "จ่ายปันผลทุกเดือน" (ฟีลเหมือนรอรับเงินเดือนจากฝรั่ง) โดยเฉลี่ยแล้ว Yield จะอยู่ราวๆ 7-9% ต่อปี เรามาตีซะว่าได้ประมาณ 8% ละกัน
มาคำนวณแบบหักภาษีกันชัดๆ (เป้าหมายค่าน้ำ 400 บาท/เดือน = 4,800 บาท/ปี):
อัตราปันผลหลังหักภาษี: สมมติปันผล 8% โดนหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% จะเหลือเน็ตๆ ประมาณ 7.2% ต่อปี
เงินต้นที่ต้องใช้: นำ 4,800 หารด้วย 7.2% = ใช้เงินลงทุนแค่ประมาณ 67,000 บาท!
เห็นความต่างไหมครับ? ลดการใช้เงินต้นจากเกือบสี่แสน เหลือแค่ไม่ถึงเจ็ดหมื่นบาท!
ข้อควรระวัง (Mindset การลงทุน):
ราคาของ DR มีขึ้นมีลงตามตลาดหุ้นอเมริกาและค่าเงินบาท มันไม่ได้นิ่งเป๊ะเหมือนเงินฝาก *** การลงทุน มีความเสี่ยง หาข้อมูลตัดสินใจเองนะ
เราต้องมองว่านี่คือการ "ซื้อเครื่องจักรผลิตเงินสด" ถ้าราคาหุ้นตก แต่เครื่องจักรยังผลิตปันผลมาจ่ายค่าน้ำให้เราได้ทุกเดือน ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว ไม่ต้องไปเกิดอาการ FOMO หรือแพนิคเทขายตามคนอื่นเขา
ไม่ว่าจะเลือกทางเซฟโซนแบบ e-saving หรือทางเร้าใจนิดๆ แบบ DR JEPI19 หัวใจสำคัญคือ "การเริ่มต้นวางแผน" ครับ แค่เราเปลี่ยนมุมมอง จัดสรรเงินก้อนเล็กๆ ให้มีหน้าที่ของมันชัดเจน ชีวิตเราก็จะเบาขึ้นอีกเยอะ เอาเวลาที่เหลือไปโฟกัสกับการทำอะไรสนุกๆ สร้างรายได้ช่องทางอื่นดีกว่า
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ ปกติบิลค่าน้ำค่าไฟที่บ้านเดือนละประมาณเท่าไหร่กันบ้าง? แล้วตอนนี้ใช้เทคนิค "ให้เงินทำงาน" หรือมีทริคจ่ายบิลแบบคุ้มๆ (อย่างการรูดบัตรเครดิตเอาแต้ม) มาแชร์กันหน่อยสิครับ รออ่านคอมเมนต์อยู่น้าา 👇💬