ศาลเตี้ยชนศาลเตี้ย — เมื่อกฎหมายตายก่อนคน
บ้านป่าเมืองเถื่อนไม่ได้เริ่มจากวันที่มีคนล้มตาย มันเริ่มจากวันที่ไม่มีใครถูกลงโทษ
ระบบที่ขูดรีดจนเป็นเรื่องชินชา
เหตุการณ์ย่านห้วยขวาง ซอยประชาสงเคราะห์ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่ความบังเอิญ และไม่ใช่ครั้งแรก มันคือผลลัพธ์ที่หมักบ่มมานานจากการ "ปล่อยปละละเลย" ของผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย ทั้งกรมการขนส่งทางบก ตำรวจท้องที่ และคณะกรรมการจัดระเบียบรถสาธารณะ
เมื่อป้ายอัตราค่าบริการมีไว้แค่ประดับ และการเก็บ 120 บาทในระยะไม่กี่กิโลเมตรกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การขูดรีด แต่คือการประกาศโดยปริยายว่า "ที่นี่ไม่มีกฎหมาย"
เมื่อไม่มีกฎหมาย ก็มีแต่กฎหมู่
สองฝ่าย หนึ่งผล — ไม่มีผู้ชนะ
เหตุการณ์คืนนั้นเปิดเผยความจริงอันน่าสลดของสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา
ฝ่ายวินมอเตอร์ไซค์ ใช้ "ระบบหมาหมู่" รุมถีบ รุมเตะ กลางถนนหลวง โดยไม่สนว่ามีกฎหมายห้ามทำร้ายร่างกายผู้อื่น พวกเขาไม่กลัว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาสั่งสอน
ฝ่าย ตชด. แม้ตกเป็นเหยื่อการรุมทำร้ายก่อน แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ กลับชักปืนสาดกระสุนหมดแม็กซ์ — ยิงไล่หลังแม้แต่ในยามที่อีกฝ่ายหันหลังวิ่งหนี จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย
กระบวนการยุติธรรมถูกทิ้งไว้ข้างถนน ทั้งสองฝ่ายเลือกตัดสินกันเองด้วยกำลัง ไม่มีใครชนะ มีแต่ศพ
ราคาของการนิ่งเฉย
ถามง่ายๆ — หากวันนั้นหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ของตน วินมอเตอร์ไซค์เก็บค่าโดยสารตามมาตรฐาน และ "ตชด. นายนี้ไม่โดนเอาเปรียบตั้งแต่แรก" ทุกอย่างจะเกิดขึ้นไหม?
คำตอบชัดเจน — ไม่
สิ่งที่น่ากลัวกว่ากระสุนปืนคือ สัญญาณที่เหตุการณ์นี้ส่งออกมา: ต่อไปนี้ ใครก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบและพึ่งพากฎหมายแผ่นดินไม่ได้ ก็อาจเลือกพึ่งพาอาวุธแทน
และวันที่ทุกคนพกอาวุธมาตัดสินปัญหาด้วยตัวเอง คือวันที่ประเทศนี้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างสมบูรณ์
ไม่มีจุดจบ ถ้าไม่รื้อรากเหง้า
เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากสังคมยังเลือกที่จะมองข้ามต้นตอที่แท้จริง
ต้องถอนรากถอนโคนระบบมาเฟียขูดรีดในระบบขนส่ง ต้องกวดขันให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และต้องทำให้กฎหมายแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมู่
ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะนั่นคือเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ประเทศนี้อยู่ร่วมกันได้
"เมื่อคนกลุ่มหนึ่งใช้กฎหมู่คุมถิ่น และคนอีกกลุ่มหนึ่งใช้ปืนตัดสินความแค้น แผ่นดินนี้จะหาความสงบได้ที่ไหน?"
----
สายลม
ศาลเตี้ยชนศาลเตี้ย — เมื่อกฎหมายตายก่อนคน
บ้านป่าเมืองเถื่อนไม่ได้เริ่มจากวันที่มีคนล้มตาย มันเริ่มจากวันที่ไม่มีใครถูกลงโทษ
ระบบที่ขูดรีดจนเป็นเรื่องชินชา
เหตุการณ์ย่านห้วยขวาง ซอยประชาสงเคราะห์ ไม่ใช่อุบัติเหตุ ไม่ใช่ความบังเอิญ และไม่ใช่ครั้งแรก มันคือผลลัพธ์ที่หมักบ่มมานานจากการ "ปล่อยปละละเลย" ของผู้มีหน้าที่รักษากฎหมาย ทั้งกรมการขนส่งทางบก ตำรวจท้องที่ และคณะกรรมการจัดระเบียบรถสาธารณะ
เมื่อป้ายอัตราค่าบริการมีไว้แค่ประดับ และการเก็บ 120 บาทในระยะไม่กี่กิโลเมตรกลายเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ตามมาไม่ใช่แค่การขูดรีด แต่คือการประกาศโดยปริยายว่า "ที่นี่ไม่มีกฎหมาย"
เมื่อไม่มีกฎหมาย ก็มีแต่กฎหมู่
สองฝ่าย หนึ่งผล — ไม่มีผู้ชนะ
เหตุการณ์คืนนั้นเปิดเผยความจริงอันน่าสลดของสังคมไทยอย่างตรงไปตรงมา
ฝ่ายวินมอเตอร์ไซค์ ใช้ "ระบบหมาหมู่" รุมถีบ รุมเตะ กลางถนนหลวง โดยไม่สนว่ามีกฎหมายห้ามทำร้ายร่างกายผู้อื่น พวกเขาไม่กลัว เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีใครมาสั่งสอน
ฝ่าย ตชด. แม้ตกเป็นเหยื่อการรุมทำร้ายก่อน แต่ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ กลับชักปืนสาดกระสุนหมดแม็กซ์ — ยิงไล่หลังแม้แต่ในยามที่อีกฝ่ายหันหลังวิ่งหนี จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย
กระบวนการยุติธรรมถูกทิ้งไว้ข้างถนน ทั้งสองฝ่ายเลือกตัดสินกันเองด้วยกำลัง ไม่มีใครชนะ มีแต่ศพ
ราคาของการนิ่งเฉย
ถามง่ายๆ — หากวันนั้นหน่วยงานรัฐทำหน้าที่ของตน วินมอเตอร์ไซค์เก็บค่าโดยสารตามมาตรฐาน และ "ตชด. นายนี้ไม่โดนเอาเปรียบตั้งแต่แรก" ทุกอย่างจะเกิดขึ้นไหม?
คำตอบชัดเจน — ไม่
สิ่งที่น่ากลัวกว่ากระสุนปืนคือ สัญญาณที่เหตุการณ์นี้ส่งออกมา: ต่อไปนี้ ใครก็ตามที่รู้สึกว่าตัวเองถูกเอาเปรียบและพึ่งพากฎหมายแผ่นดินไม่ได้ ก็อาจเลือกพึ่งพาอาวุธแทน
และวันที่ทุกคนพกอาวุธมาตัดสินปัญหาด้วยตัวเอง คือวันที่ประเทศนี้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างสมบูรณ์
ไม่มีจุดจบ ถ้าไม่รื้อรากเหง้า
เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย หากสังคมยังเลือกที่จะมองข้ามต้นตอที่แท้จริง
ต้องถอนรากถอนโคนระบบมาเฟียขูดรีดในระบบขนส่ง ต้องกวดขันให้หน่วยงานรัฐปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และต้องทำให้กฎหมายแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมู่
ไม่ใช่เพราะความเมตตา แต่เพราะนั่นคือเงื่อนไขเดียวที่จะทำให้ประเทศนี้อยู่ร่วมกันได้
"เมื่อคนกลุ่มหนึ่งใช้กฎหมู่คุมถิ่น และคนอีกกลุ่มหนึ่งใช้ปืนตัดสินความแค้น แผ่นดินนี้จะหาความสงบได้ที่ไหน?"
----
สายลม