เวลาเราดูซีรีส์เกาหลีย้อนยุค (ซากึก) เรามักจะเห็นภาพกษัตริย์ใส่ชุดสีแดงปักลายมังกร หรือขุนนางใส่ชุดผ้าไหมคอกลมมีแผ่นปักลายนกที่หน้าอก เดินกันขวักไขว่ในวังหลวง เราก็มักจะเข้าใจไปเองว่า "อ๋อ นี่คือชุดเกาหลีโบราณ"
แต่ความจริงที่ชวนอึ้งก็คือ ชุดพิธีการของกษัตริย์และขุนนางเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือ "ชุดจีน" ครับ!
ถ้ายึดตามบริบททางประวัติศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ "ชนชั้นสูง(เวลาทำงาน)ใส่ชุดจีน ส่วนชนชั้นล่างใส่ชุดเกาหลี" เรื่องราวเป็นมายังไง และมีหลักฐานอะไรมายืนยัน ลองมาดูกันครับ
1. ทำไมขุนนางและกษัตริย์เกาหลีถึงใส่ "ชุดจีน"?
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในยุคราชวงศ์ชิลลา โครยอและโชซอน เกาหลีมีระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่า "ซาแดจูอี" (Sadaejuui - 사대주의) หรือการเคารพและยอมรับว่าจีนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่กว่าและเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม
ในฐานะรัฐบรรณาการ (Tributary State) กษัตริย์โชซอนจะได้รับการแต่งตั้งและรับรองจากฮ่องเต้จีน และหนึ่งในสิ่งที่จีนมอบให้เพื่อเป็นการรับรองสถานะก็คือ "เครื่องแต่งกายพระราชทาน" ครับ
ชุดดัลรยอง (Danryeong - 단령): เสื้อคลุมคอกลมที่ขุนนางเกาหลีใส่ว่าราชการ แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายมาตรฐานของขุนนางจีน ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty)
แผ่นปักหน้าอก (Hyungbae - 흉배): ที่เราเห็นขุนนางเกาหลีมีแผ่นสี่เหลี่ยมปักลายนกกระเรียน (ฝ่ายบุ๋น) หรือเสือดาว (ฝ่ายบู๊) นี่ก็เป็นกฎหมายเครื่องแต่งกายที่รับมาจากราชวงศ์หมิงแบบเป๊ะๆ เพื่อระบุลำดับขั้นของขุนนาง
ชุดกษัตริย์ (กนรยงโพ - Gonryongpo): ชุดสีแดงปักลายมังกร 4 เล็บที่หน้าอก ไหล่ และหลัง ก็เป็นชุดที่ได้รับอิทธิพลจากจีนเช่นกัน (จักรพรรดิจีนใช้มังกร 5 เล็บ ส่วนเกาหลีในฐานะประเทศราชต้องลดหลั่นลงมาใช้ 4 เล็บ)
เสื้อมีเพียง 1 ส่วน ยาวคลุมทั้งตัว แขนเสื้อกว้างและพริ้ว นี่คือรูปแบบของชุดขุนนางเกาหลี ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฮั่นฝู แต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งวิธีการผูกเสื้อแบบเกาหลี และแถบทงจอง
หลักฐานทางประวัติศาสตร์:
ในบันทึกพงศาวดารราชวงศ์โชซอน (Veritable Records of the Joseon Dynasty) มีการระบุชัดเจนถึงการส่งทูตไปรับพระราชทานชุด "กวานบก" (เครื่องแบบขุนนาง) จากราชสำนักหมิง รวมถึงกฎหมาย Gyeongguk Daejeon (ประมวลกฎหมายโชซอน) ก็ระบุให้ขุนนางสวมใส่เครื่องแต่งกายตามแบบแผนของจีนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความเนียนของเกาหลี: ยอมใส่ชุดจีน แต่ขอแอบซ่อน "ความเป็นเกาหลี" เอาไว้!
ถึงแม้ขุนนางโชซอนจะยอมใส่ชุดคอกลมของหมิง แต่พวกเขาก็แอบดัดแปลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ครับ ของแท้ต้นฉบับจีนจะต้องใช้ "กระดุม" ติดที่ไหล่ขวา แต่ขุนนางเกาหลีกลับเอากระดุมออก แล้วเอา "โครึม" (Goreum - เชือกผูกเสื้อแบบดั้งเดิมของเกาหลี) ไปเย็บติดเพื่อใช้ผูกเสื้อแทน! นี่คือการผสมผสานและรักษาอัตลักษณ์ของชาติตัวเองไว้ใต้เครื่องแบบทางการเมืองอย่างแนบเนียนครับ
2. แล้ว "ชุดเกาหลีแท้ๆ" หน้าตาเป็นยังไง?
ในขณะที่ชนชั้นสูงรับเอาวัฒนธรรมจีนมาใช้เพื่อแสดงอำนาจทางการเมือง ประชาชนคนธรรมดา ชนชั้นล่าง (ซังมิน) รวมถึงทาส กลับเป็นผู้ที่รักษา "อัตลักษณ์ดั้งเดิมของเกาหลี" ไว้ได้อย่างแท้จริง นั่นคือชุดที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ "ฮันบก" (Hanbok)
รากฐานจากชนเผ่าเร่ร่อน: โครงสร้างของฮันบก (เสื้อท่อนบนสั้น เรียกว่า ชอกอรี Jeogori + กางเกงพองๆ เรียกว่า บาจิ Baji หรือ กระโปรง ชิมา Chima) ไม่ได้มาจากจีนครับ แต่มีรากฐานมาจาก ชนเผ่าเร่ร่อนบนทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนเหนือ (ยูเรเซีย/มองโกล) เพราะเป็นชุดที่ออกแบบมาให้ขี่ม้าและเคลื่อนไหวได้สะดวก
ชนชาติชุดขาว (Baeguiminjok): ชนชั้นล่างของเกาหลีจะใส่ชุดฮันบกที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือใยกัญชงเนื้อหยาบ และด้วยความที่สีย้อมผ้ามีราคาแพง ประกอบกับกฎหมายราชสำนักที่ห้ามสามัญชนใส่สีสันฉูดฉาด ชาวบ้านจึงใส่ "ชุดสีขาว" เป็นหลักมาตลอดหลายร้อยปี จนชาวต่างชาติในยุคนั้นขนานนามคนเกาหลีว่าเป็น "ชนชาติชุดขาว" ครับ
3. แล้วทำไมซีรีส์ซากึกถึงไม่ค่อยมีฉากใส่ "ชุดเกาหลี" ให้เห็นเยอะๆ ล่ะ?
พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า "อ้าว ถ้าชุดอยู่บ้านคือชุดเกาหลี แล้วทำไมในซีรีส์เราถึงเห็นแต่ชุดสไตล์จีนเต็มไปหมด ทำไมผู้สร้างไม่เน้นฉากที่ใส่ชุดเกาหลีเยอะๆ ล่ะ?"
คำตอบของเรื่องนี้คือ "บริบทของเนื้อเรื่อง" ที่ส่งผลให้เกิด "ภาพจำ" ครับ
ซีรีส์ส่วนใหญ่คือการ "ไปทำงาน": ซีรีส์แนวซากึก (ย้อนยุค) ที่โด่งดังมักจะเล่าเรื่องราวของการชิงไหวชิงพริบ การเมืองในราชสำนัก หรือการว่าราชการของกษัตริย์และขุนนาง นั่นแปลว่าตัวละครส่วนใหญ่กำลังอยู่ใน "เวลางาน" พวกเขาจึงต้องสวมชุดเครื่องแบบราชการ (กวานบก/ดัลรยอง ซึ่งเป็นสไตล์จีน) เกือบตลอดเวลา
ชุดเกาหลีแท้ๆ จะมี 2 ส่วน และแขนเสื้อจะแคบกว่า
แอร์ไทม์ของชุดเกาหลีมีน้อย: ฉากที่ขุนนางหรือกษัตริย์จะกลับไปพักผ่อนอยู่บ้าน ถอดหมวกขุนนางออก แล้วสวมชุดฮันบกนั่งจิบชา (ซึ่งเป็นชุดเกาหลีแท้ๆ) มักจะมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับฉากในท้องพระโรง
ภาพจำที่ถูกบิดเบือน: เมื่อคนดูเห็นกษัตริย์ใส่ชุดสีแดงปักลายมังกร หรือขุนนางใส่ชุดคอกลมมีป้ายหน้าอก เดินไปเดินมาบนหน้าจอถึง 80-90% ของเรื่อง สมองเราจึงจดจำและเหมาเอาเองว่า "นี่แหละคือชุดดั้งเดิมของเกาหลี" โดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันคือเครื่องแบบที่รับอิทธิพลมาจากจีน
ส่วนชาวบ้านธรรมดาหรือชนชั้นล่างที่เป็นตัวแทนของ "ชุดเกาหลี" (ฮันบกผ้าฝ้ายสีขาว) ก็มักจะรับบทเป็นแค่ตัวประกอบเดินผ่านกล้อง หรือไม่ได้มีบทบาทเด่นพอที่จะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจเท่ากับความอลังการของชุดขุนนางครับ
4. อ้าว... แล้วทำไมปัจจุบันถึงเรียกชุดพวกนี้เหมารวมว่า "ฮันบก" หมดเลยล่ะ?
นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจครับ! ต้องบอกก่อนว่าคนเกาหลีในยุคโชซอน ไม่ได้เรียกชุดตัวเองว่า "ฮันบก" นะครับ สมัยนั้นเขาก็เรียกแค่ "เสื้อผ้า" (옷 - อด) หรือเรียกแยกตามชิ้นไปเลยว่า ชอกอรี บาจิ ชีมา
คำว่า "ฮันบก" (Hanbok - 한복) ที่แปลตรงตัวว่า "เครื่องแต่งกายของชาวเกาหลี" (Han = เกาหลี, Bok = ชุด) เพิ่งจะถูกนำมาใช้แพร่หลายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นี่เองครับ
สาเหตุเพราะตอนนั้นเกาหลีเริ่มเปิดประเทศรับวัฒนธรรมชาติตะวันตกเข้ามา การแต่งกายแบบฝรั่ง (สูท, เดรส) ถูกเรียกว่า "ยังบก" (Yangbok - 양복) ซึ่งแปลว่าชุดตะวันตก คนเกาหลีจึงต้องบัญญัติคำว่า "ฮันบก" ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกแบ่งแยก "ชุดพื้นเมืองดั้งเดิม" ออกจากชุดฝรั่งนั่นเองครับ
และเมื่อเวลาผ่านไป คำว่าฮันบกก็กลายเป็น "คำร่มใหญ่" (Umbrella term) สำหรับชุดดั้งเดิมทั้งหมด เพื่อความเป็นเอกภาพและเข้าใจง่ายครับ
5. ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ทำไม "เกาหลีกับจีน" ถึงมีดราม่าแย่งชุดกันตลอด?
หลายคนคงสงสัยว่า ในเมื่อเกาหลีมีบันทึกประวัติศาสตร์ตัวเองตัวโตๆ ว่าชุดไหนยืมจีนมา ชุดไหนเป็นของตัวเอง แล้วทำไมชาวเน็ตจีนกับเกาหลีใต้ถึงต้องตีกันเรื่อง ฮันบก (เกาหลี) vs ฮั่นฝู (จีน) ดราม่านี้มีที่มาจาก 3 ประเด็นหลักครับ:
วัฒนธรรมมันไหลไปไหลมา (กระแสแฟชั่นเกาหลีในจีน): ในช่วงปลายราชวงศ์หยวน (มองโกล) ถึงต้นราชวงศ์หมิง มีกระแสแฟชั่นเกาหลีที่เรียกว่า "โครยอยาง" (Goryeoyang - 고려양) ฮิตมากในหมู่สตรีชนชั้นสูงและนางในของจีน ทำให้ชุดจีนยุคหมิงบางส่วนมีความคล้ายชุดเกาหลี ทีนี้พอชาวเน็ตจีนยุคปัจจุบันมารื้อฟื้น "ฮั่นฝูยุคหมิง" มันเลยดูคล้ายฮันบกของเกาหลีมากๆ จนเกิดการชี้หน้าด่ากันว่า "เธอก๊อปฉัน!"
มุมมองการเหมารวม vs การแยกแยะ: ชาวจีนชาตินิยมบางกลุ่มมองว่า ในเมื่อเกาหลีเคยเป็นรัฐบรรณาการและยืมชุดขุนนางจีนไป ดังนั้น "ฮันบกทั้งหมดก็คือสาขาหนึ่งของฮั่นฝู" แต่ฝั่งเกาหลีมองว่า ชุดขุนนางน่ะใช่ที่ยืมมา แต่ "โครงสร้างชุดฮันบก" (เสื้อสั้น กางเกง/กระโปรงพอง) มันมาจากสายชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและพัฒนาเอกลักษณ์ของตัวเองมาเป็นพันปี การมาเหมาว่าฮันบกเป็นของจีนจึงเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม
ประเด็นชนกลุ่มน้อย "โชซอนจก": ในประเทศจีนมีชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเกาหลีอาศัยอยู่ จีนจึงนับว่าวัฒนธรรมฮันบกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยในจีนด้วย (เช่น ตอนพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง ที่มีคนใส่ชุดฮันบกเดินถือธงชาติจีน) ซึ่งจุดนี้ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่พอใจอย่างรุนแรงเพราะมองว่านี่คือชุดประจำชาติของรัฐเอกราช ไม่ใช่แค่ชุดชนกลุ่มน้อย
กรณีดราม่าซีรีส์จีนเรื่อง "ล่าหยก": ล่าสุดมีประเด็นเดือดเมื่อซีรีส์จีนเรื่องล่าหยก ที่มีตัวละครสวมที่ชุดดูคล้ายส่วนประกอบบางส่วนจากฮันบกเกาหลี โดยเฉพาะส่วนคอเสื้อ ซึ่งถ้าใครไม่สังเกตอาจจะคิดว่า "จีนก็มีปกคอเสื้อสีขาวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?" ความจริงคือ มันต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ!
เพื่อไม่ให้สับสน เราลองมาวางเทียบกันชัดๆ ระหว่าง "คอเสื้อขาวของจีน" กับ "คอเสื้อขาวของเกาหลี" ครับ:
🇨🇳 ของจีน เรียกว่า "ฮู่หลิ่ง" (Huling - 护领)
จุดประสงค์: แปลตรงตัวคือ "ผ้ากันเปื้อนปกคอ"
ลักษณะ: เป็นแค่เศษผ้าแถบสีขาวที่เย็บทับลงไปบนคอเสื้อ เพื่อให้ถอดซักได้ง่ายเวลาเปื้อนเหงื่อ
รูปทรง: จะมีลักษณะ "อ่อนนุ่ม แบนราบ และโค้งมน" ไปตามแนวคอเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ มักจะเรียวเล็กและพาดโค้งไปจนถึงหลังคอ

🇰🇷 ของเกาหลี เรียกว่า "ทงจอง" (Dongjeong - 동정)
จุดประสงค์: เป็น "สถาปัตยกรรมของชุด" ที่ทำมาเพื่อจัดทรงเสื้อให้ดูภูมิฐาน
ลักษณะ: เป็นแถบผ้าสีขาวที่ถูกดามด้านใน (ด้วยกระดาษหรือผ้าแข็ง) เพื่อให้มัน "แข็ง หนา และเป็นทรงตั้งตรง" อย่างเด่นชัด
รูปทรง: จะไม่มีความโค้งมนเลย แต่จะแข็งทื่อและมาบรรจบตัดกันเป็น "รูปตัว V ที่มุมแหลมคมกริบ" บริเวณหน้าอกอย่างชัดเจน
เมื่อซีรีส์จีนเรื่องดังกล่าว เอาดีเทลการทำคอเสื้อให้แข็งทื่อและตัดเป็นรูปตัว V คมกริบแบบ "ทงจอง" ไปใส่ในชุดของตัวเองแทนที่จะใช้ผ้ากันเปื้อนทรงโค้งนุ่มๆ แบบฮู่หลิ่งดั้งเดิม ชาวเน็ตเกาหลีที่มองปุ๊บก็รู้ปั๊บ จึงเดือดจัดและมองว่านี่คือการขโมย "DNA เฉพาะตัว" ของฮันบกไปหน้าด้านๆ ครับ

ทำไมเกาหลีถึงต้อง "จ้องจับผิด" และอ่อนไหวกับเรื่องนี้ขนาดนั้น?
ถ้ามองในมุมของเกาหลี พวกเขาไม่ได้คิดไปเองครับ แต่มันเกิดจาก ความหวาดระแวงการกลืนกินทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation):
โครงการตงเป่ย (Northeast Project): รัฐบาลจีนเคยมีโครงการทางวิชาการที่พยายามเคลมว่าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโคกูรยอ (บรรพบุรุษเกาหลี) เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนกลุ่มน้อยในจีน
การเคลมวัฒนธรรมผ่านสื่อ: จีนพยายามเคลมผ่านสื่อว่า กิมจิ (Paochai) รวมถึงชุดฮันบก เป็นของชนกลุ่มน้อยในจีน (เช่น ให้คนใส่ชุดฮันบกถือธงชาติจีนในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว)
เมื่อบริบทมันคุกรุ่นแบบนี้ พอจีนเอาดีเทลเล็กๆ อย่างการผูกเชือกโครึม หรือแถบคอแข็งทื่อแบบทงจองไปใส่ในซีรีส์ คนเกาหลีจึงมองว่าจีนกำลังใช้สื่อบันเทิงค่อยๆ บิดเบือนภาพจำของชาวโลก เพื่อให้คนเข้าใจผิดว่าเอกลักษณ์ของฮันบก แท้จริงแล้วมาจากจีนนั่นเองครับ
ภาพจากซีรีส์เรื่อง เมนูรักพิชิตใจราชา จะเห็นได้เลยว่า พระเอกซึ่งเป็นกษัตริย์ สวมชุดที่ได้รับอิทธิพลมาจากฮั่นฝู โดยเป็นชุดที่มีส่วนเดียว ยาวจากบนลงล่าง มีแขนเสื้อที่กว้างพริ้ว แต่ยังคงการผูกเสื้อแบบเกาหลีไว้ ส่วนชาวบ้านที่เป็นตัวประกอบ ใส่ชุดเกาหลีแท้ๆ เป็นชุดที่มี 2 ส่วนแยกชัด แขนเสื้อมีความแคบและรัดกุม
ชนชั้นสูงเกาหลีใส่ชุดจีน ส่วนชนชั้นล่างใส่ชุดเกาหลี เกร็ดประวัติศาสตร์ที่หลายคนอาจไม่รู้
แต่ความจริงที่ชวนอึ้งก็คือ ชุดพิธีการของกษัตริย์และขุนนางเหล่านั้น แท้จริงแล้วคือ "ชุดจีน" ครับ!
ถ้ายึดตามบริบททางประวัติศาสตร์แบบเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ "ชนชั้นสูง(เวลาทำงาน)ใส่ชุดจีน ส่วนชนชั้นล่างใส่ชุดเกาหลี" เรื่องราวเป็นมายังไง และมีหลักฐานอะไรมายืนยัน ลองมาดูกันครับ
1. ทำไมขุนนางและกษัตริย์เกาหลีถึงใส่ "ชุดจีน"?
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในยุคราชวงศ์ชิลลา โครยอและโชซอน เกาหลีมีระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่เรียกว่า "ซาแดจูอี" (Sadaejuui - 사대주의) หรือการเคารพและยอมรับว่าจีนเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่กว่าและเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม
ในฐานะรัฐบรรณาการ (Tributary State) กษัตริย์โชซอนจะได้รับการแต่งตั้งและรับรองจากฮ่องเต้จีน และหนึ่งในสิ่งที่จีนมอบให้เพื่อเป็นการรับรองสถานะก็คือ "เครื่องแต่งกายพระราชทาน" ครับ
ชุดดัลรยอง (Danryeong - 단령): เสื้อคลุมคอกลมที่ขุนนางเกาหลีใส่ว่าราชการ แท้จริงแล้วเป็นรูปแบบเครื่องแต่งกายมาตรฐานของขุนนางจีน ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty)
แผ่นปักหน้าอก (Hyungbae - 흉배): ที่เราเห็นขุนนางเกาหลีมีแผ่นสี่เหลี่ยมปักลายนกกระเรียน (ฝ่ายบุ๋น) หรือเสือดาว (ฝ่ายบู๊) นี่ก็เป็นกฎหมายเครื่องแต่งกายที่รับมาจากราชวงศ์หมิงแบบเป๊ะๆ เพื่อระบุลำดับขั้นของขุนนาง
ชุดกษัตริย์ (กนรยงโพ - Gonryongpo): ชุดสีแดงปักลายมังกร 4 เล็บที่หน้าอก ไหล่ และหลัง ก็เป็นชุดที่ได้รับอิทธิพลจากจีนเช่นกัน (จักรพรรดิจีนใช้มังกร 5 เล็บ ส่วนเกาหลีในฐานะประเทศราชต้องลดหลั่นลงมาใช้ 4 เล็บ)
ในบันทึกพงศาวดารราชวงศ์โชซอน (Veritable Records of the Joseon Dynasty) มีการระบุชัดเจนถึงการส่งทูตไปรับพระราชทานชุด "กวานบก" (เครื่องแบบขุนนาง) จากราชสำนักหมิง รวมถึงกฎหมาย Gyeongguk Daejeon (ประมวลกฎหมายโชซอน) ก็ระบุให้ขุนนางสวมใส่เครื่องแต่งกายตามแบบแผนของจีนเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย
ความเนียนของเกาหลี: ยอมใส่ชุดจีน แต่ขอแอบซ่อน "ความเป็นเกาหลี" เอาไว้!
ถึงแม้ขุนนางโชซอนจะยอมใส่ชุดคอกลมของหมิง แต่พวกเขาก็แอบดัดแปลงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ครับ ของแท้ต้นฉบับจีนจะต้องใช้ "กระดุม" ติดที่ไหล่ขวา แต่ขุนนางเกาหลีกลับเอากระดุมออก แล้วเอา "โครึม" (Goreum - เชือกผูกเสื้อแบบดั้งเดิมของเกาหลี) ไปเย็บติดเพื่อใช้ผูกเสื้อแทน! นี่คือการผสมผสานและรักษาอัตลักษณ์ของชาติตัวเองไว้ใต้เครื่องแบบทางการเมืองอย่างแนบเนียนครับ
2. แล้ว "ชุดเกาหลีแท้ๆ" หน้าตาเป็นยังไง?
ในขณะที่ชนชั้นสูงรับเอาวัฒนธรรมจีนมาใช้เพื่อแสดงอำนาจทางการเมือง ประชาชนคนธรรมดา ชนชั้นล่าง (ซังมิน) รวมถึงทาส กลับเป็นผู้ที่รักษา "อัตลักษณ์ดั้งเดิมของเกาหลี" ไว้ได้อย่างแท้จริง นั่นคือชุดที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ "ฮันบก" (Hanbok)
รากฐานจากชนเผ่าเร่ร่อน: โครงสร้างของฮันบก (เสื้อท่อนบนสั้น เรียกว่า ชอกอรี Jeogori + กางเกงพองๆ เรียกว่า บาจิ Baji หรือ กระโปรง ชิมา Chima) ไม่ได้มาจากจีนครับ แต่มีรากฐานมาจาก ชนเผ่าเร่ร่อนบนทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนเหนือ (ยูเรเซีย/มองโกล) เพราะเป็นชุดที่ออกแบบมาให้ขี่ม้าและเคลื่อนไหวได้สะดวก
ชนชาติชุดขาว (Baeguiminjok): ชนชั้นล่างของเกาหลีจะใส่ชุดฮันบกที่ทำจากผ้าฝ้ายหรือใยกัญชงเนื้อหยาบ และด้วยความที่สีย้อมผ้ามีราคาแพง ประกอบกับกฎหมายราชสำนักที่ห้ามสามัญชนใส่สีสันฉูดฉาด ชาวบ้านจึงใส่ "ชุดสีขาว" เป็นหลักมาตลอดหลายร้อยปี จนชาวต่างชาติในยุคนั้นขนานนามคนเกาหลีว่าเป็น "ชนชาติชุดขาว" ครับ
3. แล้วทำไมซีรีส์ซากึกถึงไม่ค่อยมีฉากใส่ "ชุดเกาหลี" ให้เห็นเยอะๆ ล่ะ?
พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า "อ้าว ถ้าชุดอยู่บ้านคือชุดเกาหลี แล้วทำไมในซีรีส์เราถึงเห็นแต่ชุดสไตล์จีนเต็มไปหมด ทำไมผู้สร้างไม่เน้นฉากที่ใส่ชุดเกาหลีเยอะๆ ล่ะ?"
คำตอบของเรื่องนี้คือ "บริบทของเนื้อเรื่อง" ที่ส่งผลให้เกิด "ภาพจำ" ครับ
ซีรีส์ส่วนใหญ่คือการ "ไปทำงาน": ซีรีส์แนวซากึก (ย้อนยุค) ที่โด่งดังมักจะเล่าเรื่องราวของการชิงไหวชิงพริบ การเมืองในราชสำนัก หรือการว่าราชการของกษัตริย์และขุนนาง นั่นแปลว่าตัวละครส่วนใหญ่กำลังอยู่ใน "เวลางาน" พวกเขาจึงต้องสวมชุดเครื่องแบบราชการ (กวานบก/ดัลรยอง ซึ่งเป็นสไตล์จีน) เกือบตลอดเวลา
ภาพจำที่ถูกบิดเบือน: เมื่อคนดูเห็นกษัตริย์ใส่ชุดสีแดงปักลายมังกร หรือขุนนางใส่ชุดคอกลมมีป้ายหน้าอก เดินไปเดินมาบนหน้าจอถึง 80-90% ของเรื่อง สมองเราจึงจดจำและเหมาเอาเองว่า "นี่แหละคือชุดดั้งเดิมของเกาหลี" โดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันคือเครื่องแบบที่รับอิทธิพลมาจากจีน
ส่วนชาวบ้านธรรมดาหรือชนชั้นล่างที่เป็นตัวแทนของ "ชุดเกาหลี" (ฮันบกผ้าฝ้ายสีขาว) ก็มักจะรับบทเป็นแค่ตัวประกอบเดินผ่านกล้อง หรือไม่ได้มีบทบาทเด่นพอที่จะทำให้คนดูรู้สึกประทับใจเท่ากับความอลังการของชุดขุนนางครับ
4. อ้าว... แล้วทำไมปัจจุบันถึงเรียกชุดพวกนี้เหมารวมว่า "ฮันบก" หมดเลยล่ะ?
นี่เป็นอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจครับ! ต้องบอกก่อนว่าคนเกาหลีในยุคโชซอน ไม่ได้เรียกชุดตัวเองว่า "ฮันบก" นะครับ สมัยนั้นเขาก็เรียกแค่ "เสื้อผ้า" (옷 - อด) หรือเรียกแยกตามชิ้นไปเลยว่า ชอกอรี บาจิ ชีมา
คำว่า "ฮันบก" (Hanbok - 한복) ที่แปลตรงตัวว่า "เครื่องแต่งกายของชาวเกาหลี" (Han = เกาหลี, Bok = ชุด) เพิ่งจะถูกนำมาใช้แพร่หลายในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 นี่เองครับ
สาเหตุเพราะตอนนั้นเกาหลีเริ่มเปิดประเทศรับวัฒนธรรมชาติตะวันตกเข้ามา การแต่งกายแบบฝรั่ง (สูท, เดรส) ถูกเรียกว่า "ยังบก" (Yangbok - 양복) ซึ่งแปลว่าชุดตะวันตก คนเกาหลีจึงต้องบัญญัติคำว่า "ฮันบก" ขึ้นมาเพื่อใช้เรียกแบ่งแยก "ชุดพื้นเมืองดั้งเดิม" ออกจากชุดฝรั่งนั่นเองครับ
และเมื่อเวลาผ่านไป คำว่าฮันบกก็กลายเป็น "คำร่มใหญ่" (Umbrella term) สำหรับชุดดั้งเดิมทั้งหมด เพื่อความเป็นเอกภาพและเข้าใจง่ายครับ
5. ถ้ารู้แบบนี้แล้ว ทำไม "เกาหลีกับจีน" ถึงมีดราม่าแย่งชุดกันตลอด?
หลายคนคงสงสัยว่า ในเมื่อเกาหลีมีบันทึกประวัติศาสตร์ตัวเองตัวโตๆ ว่าชุดไหนยืมจีนมา ชุดไหนเป็นของตัวเอง แล้วทำไมชาวเน็ตจีนกับเกาหลีใต้ถึงต้องตีกันเรื่อง ฮันบก (เกาหลี) vs ฮั่นฝู (จีน) ดราม่านี้มีที่มาจาก 3 ประเด็นหลักครับ:
วัฒนธรรมมันไหลไปไหลมา (กระแสแฟชั่นเกาหลีในจีน): ในช่วงปลายราชวงศ์หยวน (มองโกล) ถึงต้นราชวงศ์หมิง มีกระแสแฟชั่นเกาหลีที่เรียกว่า "โครยอยาง" (Goryeoyang - 고려양) ฮิตมากในหมู่สตรีชนชั้นสูงและนางในของจีน ทำให้ชุดจีนยุคหมิงบางส่วนมีความคล้ายชุดเกาหลี ทีนี้พอชาวเน็ตจีนยุคปัจจุบันมารื้อฟื้น "ฮั่นฝูยุคหมิง" มันเลยดูคล้ายฮันบกของเกาหลีมากๆ จนเกิดการชี้หน้าด่ากันว่า "เธอก๊อปฉัน!"
มุมมองการเหมารวม vs การแยกแยะ: ชาวจีนชาตินิยมบางกลุ่มมองว่า ในเมื่อเกาหลีเคยเป็นรัฐบรรณาการและยืมชุดขุนนางจีนไป ดังนั้น "ฮันบกทั้งหมดก็คือสาขาหนึ่งของฮั่นฝู" แต่ฝั่งเกาหลีมองว่า ชุดขุนนางน่ะใช่ที่ยืมมา แต่ "โครงสร้างชุดฮันบก" (เสื้อสั้น กางเกง/กระโปรงพอง) มันมาจากสายชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือและพัฒนาเอกลักษณ์ของตัวเองมาเป็นพันปี การมาเหมาว่าฮันบกเป็นของจีนจึงเป็นการฉกฉวยวัฒนธรรม
ประเด็นชนกลุ่มน้อย "โชซอนจก": ในประเทศจีนมีชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเกาหลีอาศัยอยู่ จีนจึงนับว่าวัฒนธรรมฮันบกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยในจีนด้วย (เช่น ตอนพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวที่ปักกิ่ง ที่มีคนใส่ชุดฮันบกเดินถือธงชาติจีน) ซึ่งจุดนี้ทำให้คนเกาหลีใต้ไม่พอใจอย่างรุนแรงเพราะมองว่านี่คือชุดประจำชาติของรัฐเอกราช ไม่ใช่แค่ชุดชนกลุ่มน้อย
กรณีดราม่าซีรีส์จีนเรื่อง "ล่าหยก": ล่าสุดมีประเด็นเดือดเมื่อซีรีส์จีนเรื่องล่าหยก ที่มีตัวละครสวมที่ชุดดูคล้ายส่วนประกอบบางส่วนจากฮันบกเกาหลี โดยเฉพาะส่วนคอเสื้อ ซึ่งถ้าใครไม่สังเกตอาจจะคิดว่า "จีนก็มีปกคอเสื้อสีขาวเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?" ความจริงคือ มันต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ!
เพื่อไม่ให้สับสน เราลองมาวางเทียบกันชัดๆ ระหว่าง "คอเสื้อขาวของจีน" กับ "คอเสื้อขาวของเกาหลี" ครับ:
🇨🇳 ของจีน เรียกว่า "ฮู่หลิ่ง" (Huling - 护领)
จุดประสงค์: แปลตรงตัวคือ "ผ้ากันเปื้อนปกคอ"
ลักษณะ: เป็นแค่เศษผ้าแถบสีขาวที่เย็บทับลงไปบนคอเสื้อ เพื่อให้ถอดซักได้ง่ายเวลาเปื้อนเหงื่อ
รูปทรง: จะมีลักษณะ "อ่อนนุ่ม แบนราบ และโค้งมน" ไปตามแนวคอเสื้ออย่างเป็นธรรมชาติ มักจะเรียวเล็กและพาดโค้งไปจนถึงหลังคอ
🇰🇷 ของเกาหลี เรียกว่า "ทงจอง" (Dongjeong - 동정)
จุดประสงค์: เป็น "สถาปัตยกรรมของชุด" ที่ทำมาเพื่อจัดทรงเสื้อให้ดูภูมิฐาน
ลักษณะ: เป็นแถบผ้าสีขาวที่ถูกดามด้านใน (ด้วยกระดาษหรือผ้าแข็ง) เพื่อให้มัน "แข็ง หนา และเป็นทรงตั้งตรง" อย่างเด่นชัด
รูปทรง: จะไม่มีความโค้งมนเลย แต่จะแข็งทื่อและมาบรรจบตัดกันเป็น "รูปตัว V ที่มุมแหลมคมกริบ" บริเวณหน้าอกอย่างชัดเจน
เมื่อซีรีส์จีนเรื่องดังกล่าว เอาดีเทลการทำคอเสื้อให้แข็งทื่อและตัดเป็นรูปตัว V คมกริบแบบ "ทงจอง" ไปใส่ในชุดของตัวเองแทนที่จะใช้ผ้ากันเปื้อนทรงโค้งนุ่มๆ แบบฮู่หลิ่งดั้งเดิม ชาวเน็ตเกาหลีที่มองปุ๊บก็รู้ปั๊บ จึงเดือดจัดและมองว่านี่คือการขโมย "DNA เฉพาะตัว" ของฮันบกไปหน้าด้านๆ ครับ
ทำไมเกาหลีถึงต้อง "จ้องจับผิด" และอ่อนไหวกับเรื่องนี้ขนาดนั้น?
ถ้ามองในมุมของเกาหลี พวกเขาไม่ได้คิดไปเองครับ แต่มันเกิดจาก ความหวาดระแวงการกลืนกินทางวัฒนธรรม (Cultural Appropriation):
โครงการตงเป่ย (Northeast Project): รัฐบาลจีนเคยมีโครงการทางวิชาการที่พยายามเคลมว่าประวัติศาสตร์ของอาณาจักรโคกูรยอ (บรรพบุรุษเกาหลี) เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ชนกลุ่มน้อยในจีน
การเคลมวัฒนธรรมผ่านสื่อ: จีนพยายามเคลมผ่านสื่อว่า กิมจิ (Paochai) รวมถึงชุดฮันบก เป็นของชนกลุ่มน้อยในจีน (เช่น ให้คนใส่ชุดฮันบกถือธงชาติจีนในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว)
เมื่อบริบทมันคุกรุ่นแบบนี้ พอจีนเอาดีเทลเล็กๆ อย่างการผูกเชือกโครึม หรือแถบคอแข็งทื่อแบบทงจองไปใส่ในซีรีส์ คนเกาหลีจึงมองว่าจีนกำลังใช้สื่อบันเทิงค่อยๆ บิดเบือนภาพจำของชาวโลก เพื่อให้คนเข้าใจผิดว่าเอกลักษณ์ของฮันบก แท้จริงแล้วมาจากจีนนั่นเองครับ