แก่เดียวดาย ตายลำพัง : เมื่อการอยู่โดดเดี่ยว ไม่ใช่ความล้มเหลว…รูปแบบชีวิตใหม่ที่ไทยต้องตอบโจทย์

ปี 2020 UN เปิดเผยรายงาน World Population Ageing 2020 ระบุว่า 1 ใน 5 ของ “ผู้สูงวัย” ทั่วโลกกำลังอยู่อาศัยเพียง “ลำพัง”
.
ยุโรป อเมริกา หรือในประเทศพัฒนาแล้ว การย้ายออกมาอยู่เพียงลำพังอย่างสันโดษของผู้สูงวัย มักเป็น "ทางเลือก" เมื่อรัฐสวัสดิการแข็งแรงพอที่จะรองรับ “ความโดดเดี่ยว” ให้กลายเป็นความเป็นส่วนตัวที่มีคุณภาพ
.
แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างไทย ความแก่ชราลำพังมักมาพร้อมกับ ความเสี่ยง ทั้งทางกาย จิตใจ และความมั่นคงในชีวิต

เพราะการอยู่ลำพังไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือรูปแบบการใช้ชีวิตแบบใหม่ที่รัฐต้องทำความเข้าใจ และต้องออกแบบนโยบายให้ประชาชน อยู่ลำพังได้อย่างสง่าผ่าเผย มีศักดิ์ศรี ปลอดภัย และเอื้อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในแบบที่เลือกอย่างมีคุณค่าจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

บทเรียนในเอเชียจากประเทศญี่ปุ่น ชี้ให้เห็นภาพอนาคตที่น่ากังวล ผ่านคำว่า “โคโดคุชิ” (Kodokushi) หรือ การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ในขณะที่เกาหลีใต้จำเป็นต้องออก “พ.ร.บ.ป้องกันและจัดการการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว” (Lonely Death Prevention and Management Act) มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2021 ทั้งหมดนี้ คือบทเรียนของกันและกัน ที่อาจเปรียบเสมือนคลื่นลูกใหญ่กลางทะเลสูงวัยที่กำลังรอวันถาโถมลงมายังประเทศไทย
.
The Active ชวนประเมินสถานการณ์นี้กับ “ผศ.ณัฏฐพัชร สโรบล” ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมรายงานวิจัยชิ้นสำคัญ “ลำพังรีพอร์ต” ที่ชี้ชัดว่า ประเทศไทยมีผู้สูงวัยลำพังมากกว่าที่คิด...


อ.แหวน อธิบายคำว่า โคโดคุชิ ถูกพูดถึงอย่างมากเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มขั้น ที่มาพร้อมปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่าง ได้แก่

จำนวนเด็กเกิดน้อย-ผู้สูงวัยอายุยืนยาว

คนแยกตัวออกจากครอบครัว สายสัมพันธ์และการเกื้อหนุนในบ้านลดลง

ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่เปลี่ยนไป เลือกตัดสินใจแบบใหม่ได้
“สถานการณ์ตายลำพังกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ญี่ปุ่นเป็นเพียงประเทศหนึ่งที่พยายามสะท้อนสถานการณ์ให้เห็น โดยเฉพาะในสังคมเมืองที่มีความเป็นส่วนตัวมาก ๆ แม้กระทั่งนั่งทำงานข้างกันก็ไม่มีสิทธิพูดคุยเรื่องส่วนตัว”

“สถานการณ์ผู้สูงวัยทั่วโลกเป็น scenerio ของกันและกัน เราอาจไม่มีผู้สูงวัยตายลำพังเท่าญี่ปุ่น แต่วันนี้เราเห็นคนโสดมากขึ้นในบ้านเราซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการตายลำพังมากขึ้น ต่างกันตรงที่การตายลำพังในญี่ปุ่นเป็นทางเลือก แต่สำหรับคนไทยแล้ว อาจเป็นทางที่เราไม่ได้เลือกเองด้วยซ้ำ”

‘ลำพังรีพอร์ต’ เมื่อผู้สูงวัยไทยโดดเดี่ยวมากกว่าที่คิด
“เรารับรู้ว่าในบ้านเรามีผู้สูงวัยอยู่ลำพังไม่น้อย แต่เรากลับตอบไม่ได้ชัดเจน ว่ามีจำนวนมากเท่าไหร่”

ลำพังรีพอร์ต พบว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ตามลำพัง แบ่งได้เป็น 4 แบบ ได้แก่

1. ลำพังโดยสมบูรณ์ (กลุ่มเปราะบางทางกายภาพ – The Physically Vulnerable) พบ 173 คน (17.2%)

โดยกลุ่มผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียวอย่างแท้จริง อาจเพราะโสด ผ่านการหย่าร้าง หรือคู่ชีวิตตาย และไม่มีลูกหลาน บางคนไม่ได้อยากอยู่คนเดียว แต่ต้องถูกบังคับให้ลำพังไปตามชะตาชีวิต ในขณะที่อีกหลายคน กลับเลือกที่จะอยู่ลำพังโดยสมัครใจ

“ตอนนี้ญี่ปุ่นเทรนด์การใช้ชีวิตแบบ โอฮิโตริซัง (Ohitorisama) หรือไลฟ์สไตล์ที่เต็มใจทำกิจกรรมทุกอย่างเพียงลำพังอย่างมีความสุข แม้จะมีคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง แต่ก็เลือกที่จะแยกออกมาอยู่คนเดียวลำพัง”

สำหรับผู้สูงวัยกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกลุ่มที่ลำพังแบบไม่เต็มใจ (สมาชิกในบ้านจากไปก่อน) มักเจอกับวิกฤตบ้านและที่อยู่อาศัยที่ทรุดโทรม และปัญหาสุขภาพ

“หากเป็นผู้หญิงที่อยู่ลำพัง จะมีความเสี่ยงเรื่องบ้าน ทั้งท่อตัน ไฟเสีย น้ำไม่ไหล เขาจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น เพราะไม่ไว้ใจใครให้เข้ามาดูแล”

อ.แหวน ยังอธิบายด้วยว่า เมื่อที่อยู่อาศัยไม่ปลอดภัย อุบัติเหตุในบ้านก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรือเมื่อล้มป่วยก็ไม่มีใครพาไปหาหมอ ดูแล หรือให้กำลังใจในการรักษาตัว

และด้วยความไม่ไว้ใจคนภายนอกของกลุ่มนี้ พวกเขาจึงไม่แสดงออก หรือขอความช่วยเหลือใด ๆ เรียกได้ว่าเป็นกลุ่ม “เปราะบางซ่อนเร้น”

2. โดดเดี่ยว (กลุ่มเปราะบางทางจิตใจ – The Psychologically Distressed) พบ 170 คน (16.9%)

กลุ่มนี้เป็นผู้สูงอายุที่ยังอยู่กับคู่ชีวิต ญาติพี่น้อง หรือมีคนในครอบครัวรายล้อม แต่ในใจกลับรู้สึกโดดเดี่ยว (Living with family but socially isolated) อันเนื่องมาจากความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ลงรอย

“ผู้สูงวัยกลุ่มนี้ภายนอกมักดูสบายดี มีครอบครัวดูแล แต่ลึก ๆ ภายในต้องเผชิญกับความเปลี่ยวเหงา ซึมเศร้า ว้าเหว่ลึกลงในใจ แผลภายในที่มองไม่เห็นนี้ทำให้พวกเขาถูกหลงลืม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากระบบ”

กลุ่มนี้จะมีวิกฤตทางสุขภาพจิต เสี่ยงซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย และเสี่ยงถูกทำร้ายจากครอบครัวทั้งกายใจ ยิ่งขาดการสื่อสารกับครอบครัว ยิ่งทำให้การเยียวยาจิตใจทำได้ล่าช้าไปอีกทั้งที่ควรเป็นเรื่องเรื่องเร่งด่วน

3. กึ่งลำพัง (กลุ่มเสี่ยงเชิงสถานการณ์ (The Situationally At-Risk)  พบ 885 คน (88.0%)

เป็นกลุ่มที่พบมากที่สุด คือ ผู้สูงวัยที่พึ่งพาอยู่อาศัยกับลูกหลาน วิถีชีวิตคืออยู่บ้านคนเดียวตอนกลางวัน และลูกหลานกลับมาบ้านหลังเลิกงาน (หรือกลับมาวันหยุด)

ผู้สูงวัยกลุ่มนี้จึงอยู่ลำพังเป็นบางช่วงเวลา ความน่ากังวลคือ หากมีการเกิดอุบัติเหตุภายในบ้านระหว่างอยู่คนเดียว มักถูกทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง หรือหลายวัน กว่าลูกหลานกลับมาพบก็อาจช่วยเหลือไม่ทันการ

“แม้พวกเขาจะดูสุขภาพดีกว่ากลุ่มอื่น แต่พร้อมจะเปราะบางได้ทุกเมื่อหากครอบครัวพึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป และยังมีเวลาว่างมากในแต่ละวัน จึงใช้เวลาอยู่กับสื่อออนไลน์สูงและมักตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ”

4. เสมือนลำพัง (กลุ่มแบกรับภาระ -The Caregiver Burden) พบ 147 คน (14.6%)

ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จะยังอยู่อาศัยกับคู่ชีวิต แต่อีกฝ่ายอยู่ในสภาวะเจ็บป่วย เช่น สมองเสื่อม หรือป่วยติดเตียง บางครั้งมีลูกหลานอยู่ด้วยแต่มีความพิการทางสมอง ออทิสติก

พวกเขาต้องต้องรับภาระหนักดูแล ทำให้แบกรักภาระทางเศรษฐกิจมาก เหนื่อยล้าทั้งทางกาย และโดดเดี่ยวในใจ

“พวกเขาเปรียบได้กับ ฮีโร่ที่ถูกลืม การรับภาระเป็นผู้ดูแลเป็นงานหนัก ทำให้พร้อม burnout ทุกเมื่อ บางคนบอกว่าอยู่ก็เหมือนตาย จึงต้องการการดูทางใจมากที่สุด”

หากถามว่าทั้ง 4 กลุ่มนี้ กลุ่มไหนที่วิกฤตและน่าจะต้องเร่งช่วยเหลือมากที่สุด อ.แหวน ย้ำชัดว่าแต่ละกลุ่มวิกฤตกันคนละแบบ การออกแบบระบบช่วยเหลือที่เหมารวม ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน

📌อาจคิดว่าการติดกล้องวงจรปิดให้ผู้สูงอายุที่บ้านอาจช่วยแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริง ไม่ใช่ผู้สูงวัยทุกคนจะสะดวกใจ หรือการมีรถรับส่งผู้สูงวัยออกจากบ้านไปศูนย์ดูแลต่าง ๆ ก็ไม่ใช่ทุกคนที่อยากออกจากบ้าน หรือใช้บริการร่วมกับคนกลุ่มใหญ่ที่ไม่รู้จัก

“เราอยากให้เห็นว่าแต่ทุกคนที่อยู่ลำพัง กำลังเจอกับปัญหาคนละแบบ บางกลุ่มต้องปรับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย แต่บางกลุ่มกลับต้องกลับมาดูแลแผลในใจ คลี่คลายความสัมพันธ์ การออกแบบการช่วยเหลือจึงต้องละเอียดอ่อนมาก และต้องออกแบบการแก้ปัญหารายบุคคล”

อ่านต่อในลิ้ง

📌 CR : The Active ThaiPBS
🔗⬇️
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่