🌺ผู้เขียนโดย Tee-Nop
🌺เวียดนาม อีกแล้ว
ผมบอกแล้วผมกัดไม่ปล่อย แล้วผมก็เอ๊ะ !อีกแล้ว
GDP เกือบจะเท่ากัน แต่ "เนื้อใน" ไม่เท่ากัน
แต่ไหนแต่ไรมา ไทยใหญ่กว่าเวียดนาม 1 เท่าตัวเสมอ อยู่ๆ เวียดนามก็มาไล่หายใจรดต้นคอ
แต่ผมได้ ถอดรหัสข้อสังเกต Fortune 500 ไทย vs เวียดนาม
ผมไปเจออินโฟกราฟิกอันหนึ่งของ Fortune Southeast Asia 500 ที่สรุปจำนวนและรายได้ของบริษัทใหญ่ในอาเซียน แล้วเกิดสะดุดตากับตัวเลขคู่หนึ่งจนต้องหยุดคิด
นั่นคือตัวเลขของ ไทย 🇹🇭 กับ เวียดนาม 🇻🇳
ถ้าเราตามข่าวเศรษฐกิจช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะได้ยินว่า “เศรษฐกิจเวียดนามกำลังจะแซงไทยแล้วนะ” หรือถ้าไปเปิดดูตัวเลข GDP รวมจากธนาคารโลก (World Bank) จะพบว่า GDP เวียดนามไล่หลังไทยมาติดๆ ห่างกันแค่ประมาณ 10% เท่านั้น
แต่พอหันมามอง “รายได้รวมของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500” ในภาพนี้ กลับกลายเป็นหนังคนละม้วนเลยครับ!
ไทย: มีบริษัทติดอันดับ 105 บริษัท รายได้รวม $358.2 พันล้าน
เวียดนาม: มีบริษัทติดอันดับ 72 บริษัท รายได้รวม $177.9 พันล้าน
เห็นความต่างไหมครับ? รายได้ภาคธุรกิจของเวียดนามน้อยกว่าไทยเกือบ “ครึ่งต่อครึ่ง” (ต่างกันราวๆ 50% ในแง่รายได้ และจำนวนบริษัทน้อยกว่า 30%) ทั้งๆ ที่ GDP รวมของประเทศแทบจะขี่คอกันอยู่แล้ว
คำถามคือ... ทำไมตัวเลขมหภาคกับความเป็นจริงของภาคธุรกิจมันถึงสวนทางกันขนาดนี้?
มันเป็นสัดส่วน ของความห่างกัน ที่ผมบอกแล้วว่ามันไม่เคยลดลงเลย นอกจากเวียดนามจะเล่นกล
เบื้องหลังม่าน: ปรากฏการณ์ "เสกตัวเลขเข้าสู่ระบบ"
หลายคนอาจจะคิดว่าเวียดนาม “ตกแต่งตัวเลข GDP” หรือเปล่า? จริงๆ ถ้าจะพูดให้ถูกและแฟร์ขึ้นมาหน่อย ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องของ “เทคนิคการคำนวณและการดันธุรกิจนอกระบบเข้าสู่บัญชี” ครับ
หากใครย้อนดูสถิติจะพบว่า เวียดนามเคยมีการสำรวจและปรับโครงสร้างการคำนวณ GDP ครั้งใหญ่ (Re-estimation) โดยผลักดันเอาธุรกิจนอกระบบ (Informal Sector) เช่น ร้านค้าย่อย ธุรกิจครอบครัว หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใต้ดินที่เคยหล่นหายไปเกือบ 30% ให้เข้ามาอยู่ในระบบเอกสารทางบัญชี
( ทั้งที่ธนาคารโลกเคยตำรวจไว้ว่ามีอยู่แค่ 7%)
ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอครับ? GDP ในกระดาษพุ่งพรวดขึ้นทันทีเกือบ 25-26% ในชั่วข้ามคืน! การทำแบบนี้ช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดูสวยงาม ขีดความสามารถในการกู้เงินสูงขึ้น หนี้สาธารณะต่อ GDP ดูลดลง แต่มันไม่ได้ช่วยให้ "ขนาดของบริษัท" ในประเทศโตตามไปด้วย
3 เหตุผลที่ "เนื้อใน" เศรษฐกิจไทยยังทิ้งห่าง
เมื่อเราแกะรอยจากข้อสังเกตนี้ เราจะพบความจริง 3 ข้อที่อธิบายว่าทำไมบริษัทไทยถึงแข็งแกร่งกว่าในเวที Fortune 500:
GDP เวียดนามโตเพราะ "คนอื่น" (FDI): เม็ดเงินมหาศาลที่ขับเคลื่อนเวียดนามมาจากต่างชาติ เช่น Samsung, Foxconn โรงงานเหล่านี้ผลิตในเวียดนาม ตัวเลขจึงถูกนับใน GDP เวียดนาม แต่ในแง่ของ "การจัดอันดับบริษัทท้องถิ่น" พวกเขาไม่ใช่บริษัทสัญชาติเวียดนาม รายได้เหล่านั้นจึงไม่ถูกนับรวมในฐานะทุนท้องถิ่น
โครงสร้างแบบ "กินรวบ" vs "กระจายรายย่อย": ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ (Corporate-driven) ที่มีห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่งและฝังรากลึกมานาน (เช่น PTT, CP, SCG) รายได้จึงไปกระจุกและเติบโตอยู่ที่บริษัทใหญ่เหล่านี้ ชัดเจนใน Fortune 500 ส่วนเวียดนาม แม้จะดึงธุรกิจนอกระบบเข้ามาในบัญชี GDP ได้ แต่องค์กรเหล่านั้นก็ยังเป็นแค่ SMEs หรือธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กเกินกว่าจะติดอันดับโลก
ความลึกของตลาดทุน (Market Depth): บริษัทไทยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มานาน มีการสะสมทุน ควบรวมกิจการ และออกไปลงทุนในต่างประเทศ รายรับเฉลี่ยต่อบริษัทจึงสูงกว่าบริษัทเวียดนามที่ส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มเติบโต
สะท้อนอะไรให้เราเห็น?
ข้อสังเกตนี้สอนให้รู้ว่า “GDP ที่เท่ากัน ไม่ได้แปลว่ามีความมั่งคั่งเท่ากัน” GDP ของเวียดนามเป็นภาพสะท้อนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชากร 100 ล้านคนที่ขยันขันแข็ง บวกกับแรงขับจากโรงงานต่างชาติ
แต่ตัวเลขใน Fortune 500 คือภาพสะท้อนของ “เนื้อทุนและเนื้อแท้ของธุรกิจในประเทศ” ซึ่งต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนและบริษัทสัญชาติไทยยังมีความเป็น Corporate มีความหนาแน่น และแข็งแกร่งกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร
เพราะฉะนั้น เวลาเสพข่าวเศรษฐกิจ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับตัวเลขกราฟเส้น GDP สวยๆ เพียงอย่างเดียวครับ ลองเปิดดู "ไส้ใน" แบบนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขได้อย่างเฉียบคมขึ้น
ผมก็เลย อดสงสัยไม่ได้ว่าหรือนี่จะเป็นตัวเลขจริง ที่มันโกหกไม่ได้กันแน่
เวียตนาม-ไทย GDPเกือบจะเท่ากัน แต่ "เนื้อใน" ไม่เท่ากัน?
🌺เวียดนาม อีกแล้ว
ผมบอกแล้วผมกัดไม่ปล่อย แล้วผมก็เอ๊ะ !อีกแล้ว
GDP เกือบจะเท่ากัน แต่ "เนื้อใน" ไม่เท่ากัน
แต่ไหนแต่ไรมา ไทยใหญ่กว่าเวียดนาม 1 เท่าตัวเสมอ อยู่ๆ เวียดนามก็มาไล่หายใจรดต้นคอ
แต่ผมได้ ถอดรหัสข้อสังเกต Fortune 500 ไทย vs เวียดนาม
ผมไปเจออินโฟกราฟิกอันหนึ่งของ Fortune Southeast Asia 500 ที่สรุปจำนวนและรายได้ของบริษัทใหญ่ในอาเซียน แล้วเกิดสะดุดตากับตัวเลขคู่หนึ่งจนต้องหยุดคิด
นั่นคือตัวเลขของ ไทย 🇹🇭 กับ เวียดนาม 🇻🇳
ถ้าเราตามข่าวเศรษฐกิจช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะได้ยินว่า “เศรษฐกิจเวียดนามกำลังจะแซงไทยแล้วนะ” หรือถ้าไปเปิดดูตัวเลข GDP รวมจากธนาคารโลก (World Bank) จะพบว่า GDP เวียดนามไล่หลังไทยมาติดๆ ห่างกันแค่ประมาณ 10% เท่านั้น
แต่พอหันมามอง “รายได้รวมของบริษัทที่ติดอันดับ Fortune 500” ในภาพนี้ กลับกลายเป็นหนังคนละม้วนเลยครับ!
ไทย: มีบริษัทติดอันดับ 105 บริษัท รายได้รวม $358.2 พันล้าน
เวียดนาม: มีบริษัทติดอันดับ 72 บริษัท รายได้รวม $177.9 พันล้าน
เห็นความต่างไหมครับ? รายได้ภาคธุรกิจของเวียดนามน้อยกว่าไทยเกือบ “ครึ่งต่อครึ่ง” (ต่างกันราวๆ 50% ในแง่รายได้ และจำนวนบริษัทน้อยกว่า 30%) ทั้งๆ ที่ GDP รวมของประเทศแทบจะขี่คอกันอยู่แล้ว
คำถามคือ... ทำไมตัวเลขมหภาคกับความเป็นจริงของภาคธุรกิจมันถึงสวนทางกันขนาดนี้?
มันเป็นสัดส่วน ของความห่างกัน ที่ผมบอกแล้วว่ามันไม่เคยลดลงเลย นอกจากเวียดนามจะเล่นกล
เบื้องหลังม่าน: ปรากฏการณ์ "เสกตัวเลขเข้าสู่ระบบ"
หลายคนอาจจะคิดว่าเวียดนาม “ตกแต่งตัวเลข GDP” หรือเปล่า? จริงๆ ถ้าจะพูดให้ถูกและแฟร์ขึ้นมาหน่อย ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องของ “เทคนิคการคำนวณและการดันธุรกิจนอกระบบเข้าสู่บัญชี” ครับ
หากใครย้อนดูสถิติจะพบว่า เวียดนามเคยมีการสำรวจและปรับโครงสร้างการคำนวณ GDP ครั้งใหญ่ (Re-estimation) โดยผลักดันเอาธุรกิจนอกระบบ (Informal Sector) เช่น ร้านค้าย่อย ธุรกิจครอบครัว หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจใต้ดินที่เคยหล่นหายไปเกือบ 30% ให้เข้ามาอยู่ในระบบเอกสารทางบัญชี
( ทั้งที่ธนาคารโลกเคยตำรวจไว้ว่ามีอยู่แค่ 7%)
ผลลัพธ์คืออะไรน่ะเหรอครับ? GDP ในกระดาษพุ่งพรวดขึ้นทันทีเกือบ 25-26% ในชั่วข้ามคืน! การทำแบบนี้ช่วยให้ตัวเลขเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศดูสวยงาม ขีดความสามารถในการกู้เงินสูงขึ้น หนี้สาธารณะต่อ GDP ดูลดลง แต่มันไม่ได้ช่วยให้ "ขนาดของบริษัท" ในประเทศโตตามไปด้วย
3 เหตุผลที่ "เนื้อใน" เศรษฐกิจไทยยังทิ้งห่าง
เมื่อเราแกะรอยจากข้อสังเกตนี้ เราจะพบความจริง 3 ข้อที่อธิบายว่าทำไมบริษัทไทยถึงแข็งแกร่งกว่าในเวที Fortune 500:
GDP เวียดนามโตเพราะ "คนอื่น" (FDI): เม็ดเงินมหาศาลที่ขับเคลื่อนเวียดนามมาจากต่างชาติ เช่น Samsung, Foxconn โรงงานเหล่านี้ผลิตในเวียดนาม ตัวเลขจึงถูกนับใน GDP เวียดนาม แต่ในแง่ของ "การจัดอันดับบริษัทท้องถิ่น" พวกเขาไม่ใช่บริษัทสัญชาติเวียดนาม รายได้เหล่านั้นจึงไม่ถูกนับรวมในฐานะทุนท้องถิ่น
โครงสร้างแบบ "กินรวบ" vs "กระจายรายย่อย": ประเทศไทยขับเคลื่อนด้วยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ (Corporate-driven) ที่มีห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่งและฝังรากลึกมานาน (เช่น PTT, CP, SCG) รายได้จึงไปกระจุกและเติบโตอยู่ที่บริษัทใหญ่เหล่านี้ ชัดเจนใน Fortune 500 ส่วนเวียดนาม แม้จะดึงธุรกิจนอกระบบเข้ามาในบัญชี GDP ได้ แต่องค์กรเหล่านั้นก็ยังเป็นแค่ SMEs หรือธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กเกินกว่าจะติดอันดับโลก
ความลึกของตลาดทุน (Market Depth): บริษัทไทยอยู่ในตลาดหลักทรัพย์มานาน มีการสะสมทุน ควบรวมกิจการ และออกไปลงทุนในต่างประเทศ รายรับเฉลี่ยต่อบริษัทจึงสูงกว่าบริษัทเวียดนามที่ส่วนใหญ่เพิ่งเริ่มเติบโต
สะท้อนอะไรให้เราเห็น?
ข้อสังเกตนี้สอนให้รู้ว่า “GDP ที่เท่ากัน ไม่ได้แปลว่ามีความมั่งคั่งเท่ากัน” GDP ของเวียดนามเป็นภาพสะท้อนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประชากร 100 ล้านคนที่ขยันขันแข็ง บวกกับแรงขับจากโรงงานต่างชาติ
แต่ตัวเลขใน Fortune 500 คือภาพสะท้อนของ “เนื้อทุนและเนื้อแท้ของธุรกิจในประเทศ” ซึ่งต้องยอมรับว่ากลุ่มทุนและบริษัทสัญชาติไทยยังมีความเป็น Corporate มีความหนาแน่น และแข็งแกร่งกว่าเวียดนามอยู่พอสมควร
เพราะฉะนั้น เวลาเสพข่าวเศรษฐกิจ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกกับตัวเลขกราฟเส้น GDP สวยๆ เพียงอย่างเดียวครับ ลองเปิดดู "ไส้ใน" แบบนี้ แล้วเราจะเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลขได้อย่างเฉียบคมขึ้น
ผมก็เลย อดสงสัยไม่ได้ว่าหรือนี่จะเป็นตัวเลขจริง ที่มันโกหกไม่ได้กันแน่