Road Trip ตามฝันก่อนกลับไทย | เราเช่ารถขับเที่ยวเกาะใต้นิวซีแลนด์ 6 วัน ด้วยงบไม่ถึง 30,000 บาท

กระทู้สนทนา
# Road Trip ตามฝันก่อนกลับไทย
## 8 เดือนในนิวซีแลนด์ ก่อนกลับไทย เราเช่ารถขับเที่ยวเกาะใต้ 6 วัน ด้วยงบไม่ถึง 30,000 บาท

หลังจากที่เคยรีวิวชีวิตการมาเรียนภาษาอังกฤษที่นิวซีแลนด์ไว้ก่อนหน้านี้ เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พอเข้าสู่เดือนที่ 5 ของการใช้ชีวิตที่นี่ ภาษาอังกฤษเริ่มดีขึ้น กล้าพูดมากขึ้น และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองปรับตัวกับชีวิตต่างแดนได้แล้ว

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เริ่มนับถอยหลังสู่วันกลับไทย
ช่วงนั้นเป็นฤดู Spring 🌿พอดี อากาศเริ่มดีขึ้น ดอกไม้เริ่มบาน🪻 และความคิดหนึ่งก็วนอยู่ในหัวตลอดว่า
"อุตส่าห์มาถึงนิวซีแลนด์แล้ว ถ้าไม่ได้ไปเกาะใต้ก็คงเสียดายไปอีกนาน"

สุดท้ายเราจึงตัดสินใจงัดเงินเก็บเท่าที่มี ออกเดินทางไปทำสิ่งที่อยากทำมาตั้งแต่มาถึงประเทศนี้
🚗 Road Trip เกาะใต้ 6 วัน ด้วยงบประมาณที่จำกัดมากกกกกกกกก

ทริปนี้จบลงที่ประมาณ สองหมื่นกว่าบาทเท่านั้น ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์อยู่เหมือนกัน
แน่นอนว่าการเที่ยวแบบนี้ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
1) เราไป Milford Sound แต่ไม่ได้ลงเรือ / เราไป Queenstown แต่ไม่ได้ขึ้น Skyline Gondola / กิจกรรมไหนที่ต้องเสียเงินเพิ่ม เราตัดออกแทบทั้งหมด
2) งบส่วนใหญ่หมดไปกับค่าตั๋วเครื่องบินภายในประเทศ ค่ารถเช่า ค่าน้ำมัน และค่าที่พัก ... ส่วนอาหารก็เน้นประหยัดสุด ๆ เราเดินเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อขนมปัง ทูน่ากระป๋อง ไข่ทั้งแผง และพกกินระหว่างทางตลอดทริป
3) อีกหนึ่งทริคที่ช่วยประหยัดได้เยอะมากคือ การเดินทางช่วงที่รถเช่าคันหนึ่งนั่งได้ครบ 4 คนพอดี และเลือกพัก Hostel ที่สามารถเหมายกห้อง 4 คนได้ ทำให้ค่าใช้จ่ายต่อคนถูกลงอย่างมาก

แต่ถึงจะเที่ยวแบบประหยัดขนาดนี้ เรากลับรู้สึกอิ่มเอมมากกว่าที่คิด
เพราะทริปนี้ทำให้เราได้พิสูจน์ด้วยตัวเองว่า
"ความสวยงามของนิวซีแลนด์นั้น แทบไม่ต้องเสียเงินซื้อ"😍

เพียงแค่พาตัวเองไปให้ถึง
ไปยืนมองทะเลสาบสีฟ้า
ไปเดินในอุทยานแห่งชาติ
ไปนั่งดูทางช้างเผือกใต้ท้องฟ้ามืดสนิท
ไปดูแมวน้ำที่นอนอาบแดดอยู่ริมทะเล
"หลายสิ่งที่สวยที่สุดในทริปนี้ ฟรีทั้งหมด"

และด้วยเวลาที่มีเพียง 6 วัน เราจึงพยายามเก็บทุกช่วงเวลาที่ทำได้ กระทู้นี้ไม่ได้เป็นแค่รีวิวเส้นทางท่องเที่ยวเกาะใต้
แต่เป็นบทเรียนที่เราได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งหนึ่ง ซึ่งยังคงติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้

Day 1 : Christchurch → Kaikōura → Christchurch
ระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร🚙

วันแรกของทริป หลังจากลงเครื่อง สิ่งแรกที่เราทำไม่ใช่การไปเที่ยว แต่คือการหาอะไรกินก่อน
และใช่ค่ะ...."คนไทยตอนอยู่ไทยกินเบอร์เกอร์ ...พอมาอยู่ต่างประเทศกลับโหยหาอาหารไทย 😂"
เราเลยแวะไปที่ Riverside Market กลางเมือง Christchurch เพื่อเติมพลังให้ตัวเองก่อนเริ่ม Road Trip อย่างจริงจัง

เมือง christchurch - เราว่าที่นี่ดูใหม่มาก ดูเป็นเมองสะอาด สว่าง สงบ สุดๆ555 (ใครชอบความสโลไลฟ์ แต่ยังให้ฟีลเมือง คือที่นี่เลย)

จากนั้นเราแวะไปที่ Christchurch Botanic Gardens 🌷ก่อนจะออกเดินทางไกล
ตอนแรกตั้งใจว่าจะเดินเล่นแค่แป๊บเดียว แต่เอาเข้าจริงกลับใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบครึ่งวัน
สวนใหญ่มาก สงบมาก มีแม่น้ำไหลผ่าน ต้นไม้สวยทุกมุม และบรรยากาศดีจนรู้สึกผ่อนคลายแบบบอกไม่ถูก

เดินไปเดินมาแล้วแอบคิดอยู่หลายรอบว่า
"ทำไมตอนเลือกเมืองเรียนภาษา เราไม่เลือก Christchurch นะ"
ถ้าอยู่เมืองนี้คงได้มานั่งเล่นที่สวนแห่งนี้ทุกวัน
ที่นี่มีทั้งสวนดอกไม้ พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ และกิจกรรมล่องเรือในแม่น้ำด้วย
เป็นสถานที่ที่เกินความคาดหวังมากสำหรับจุดแวะระหว่างทาง

หลังจากใช้เวลาเพลินเกินแผน เราก็กลับเข้าสู่ภารกิจหลักของวันแรก
ก่อนเริ่มขับรถลงใต้ เราลองคุยกับเพื่อน ๆ ว่า รอบ ๆ Christchurch มีอะไรที่อยากไปกันมากที่สุด
ผลโหวตออกมาเป็นเอกฉันท์
"ไปดูน้องอุ๋ง ๆ กัน 🦭🦭🦭"
(ซึ่งในที่นี้หมายถึงแมวน้ำนะคะ ไม่ใช่นาก 😂)

พอดูใน Google Maps แล้วระยะทางยังพอไหว ทุกคนก็พร้อมใจกันออกเดินทาง
ภารกิจที่ 1 : ขับรถกว่า 400 กิโลเมตร เพื่อไปดูแมวน้ำ...ฟังดูเหมือนไม่ค่อยคุ้มเท่าไหร่


แต่พอไปถึง Kaikōura ก็เข้าใจทันทีว่าทำไมหลายคนถึงหลงรักเมืองนี้
เมืองชายฝั่งเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ มีภูเขาอยู่ด้านหลัง และทะเลอยู่ตรงหน้า ... เราเดินดูแมวน้ำนอนอาบแดด ใช้ชีวิตชิล ๆ อยู่ริมโขดหิน
แค่นั่งมองพวกมันเฉย ๆ ก็เพลินได้เป็นชั่วโมง ที่นี่ยังมีกิจกรรมดังอีกหลายอย่าง ทั้งดูวาฬ ว่ายน้ำกับโลมา และทัวร์ธรรมชาติต่าง ๆ จนแอบเสียดายเหมือนกันที่เราไม่ได้จัดเวลาให้ค้างที่นี่สักคืน
รู้ตัวอีกที พระอาทิตย์ก็เริ่มคล้อยต่ำแล้วเราต้องรีบขับรถกลับ Christchurch เพื่อเตรียมตัวสำหรับวันถัดไป

แท่นนนน แทนนนน แท้นนนนนน เอาภาพน้องอุ๋งมาฝากด้วยค่ะ 🦭🦭🦭

ขากลับแวะซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อเสบียงเพิ่ม ทั้งขนมปัง ไข่ และของกินง่าย ๆ สำหรับพกขึ้นรถ
เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันที่โหดกว่าวันนี้อีก
วันที่เราต้องขับรถข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งของเกาะใต้ เพื่อออกตามหาน้ำสีฟ้าที่เหมือนถูก AI สร้างขึ้นมา...

Day 2
Christchurch → Castle Hill → Arthur's Pass → Hokitika Gorge → Ashburton
วันที่ขับรถข้ามเกาะ เพื่อไปดูน้ำสีฟ้าที่เหมือน AI Generate
ภารกิจที่ 2 : ไปดูน้ำสีฟ้าด้วยตาเนื้อ 💙🩵

วันนี้เราตื่นกันตั้งแต่เช้า เพราะมีภารกิจสำคัญรออยู่ นั่นคือการขับรถข้ามไปอีกฝั่งของเกาะใต้ เพื่อไปยังเมือง Hokitika บนฝั่ง West Coast
และนี่คือวันที่เกาะใต้เริ่มแสดงพลังของตัวเองอย่างเต็มที่ วิวสองข้างทางสวยจนแทบไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อ
เราอุทานคำว่า "ว้าว" กันไม่รู้กี่รอบ ...ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปแทบทุกจุดที่จอดได้ (จนสุดท้ายกลับมาดูรูปที่บ้านแล้วพบว่า...มันแทบจะเป็นวิวเดียวกันทั้งหมด 😂) แต่ตอนอยู่ตรงนั้น มันสวยจนอดกดชัตเตอร์ไม่ได้จริง ๆ


จุดแวะแรกของวันคือ Castle Hill 🪨🏰🏔️
ในภาษาเมารีเรียกสถานที่นี้ว่า Kura Tāwhiti (อ่านออกเสียงว่า คู-รา-ทา-ฟิ-ติ) ซึ่งมีความหมายว่า "สมบัติอันมีค่าจากแดนไกล"

สถานที่ที่เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดมหึมากระจายอยู่ทั่วพื้นที่...เราใช้เวลาเดินเล่นสำรวจอยู่พักใหญ่ ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ตัวเราก็ค่อยๆเล็กลงไปเรื่อยๆ และให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในหนังแฟนตาซีสักเรื่องเลยจริงๆ

ยังไม่ทันเดินได้ทั่ว ฟ้าก็เริ่มครึ้ม และฝนเริ่มโปรยลงมาเบา ๆ
เราเลยตัดสินใจไปกันต่อ...ระหว่างทาง วิวก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
จากภูเขาเป็นป่า จากป่าเป็นแม่น้ำ และค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นบรรยากาศของฝั่งตะวันตกของเกาะ

กว่าจะถึง Hokitika ก็เป็นช่วงบ่ายแก่แล้ว เราแวะหาอะไรกินในเมืองก่อน และต้องบอกว่าเมืองนี้น่ารักกว่าที่คิดมาก เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบ
บ้านหลังไม่ใหญ่ ถนนกว้าง รถไม่เยอะ ขับไปไม่ไกลก็เจอทะเล Tasman อยู่ตรงหน้า เป็นเมืองที่ทำให้รู้สึกช้าลงโดยอัตโนมัติ หลังจากกินข้าวเสร็จ เราก็รีบตรงไปยังจุดหมายหลักของวันนี้

Hokitika Gorge - สถานที่ที่เราเห็นรูปมานับครั้งไม่ถ้วน น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์สดจนดูเหมือนผ่านการแต่งรูป หรือไม่ก็เหมือนภาพที่ AI สร้างขึ้นมา ตอนเปิด Google Maps ดู เวลาประมาณบ่าย 3 โมง สถานที่ปิด 5 โมงเย็น เราคิดว่า 2 ชั่วโมงน่าจะเหลือเฟือสำหรับการเดินเทรล

แต่พอไปถึง...
ความจริงก็โหดร้ายกว่าที่คิด บางส่วนของเส้นทางปิดใช้งาน เหลือเพียงลูปสั้น ๆ ให้เดินไปถึงจุดถ่ายรูปหลักได้เท่านั้น ...แต่ขนาดฝนตกอยู่ปรอยๆ ก็ทำอะไรน้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ ไม่ได้เลยจริงๆ...ถ่ายรูป ชื่มชมได้พักนึง เราก็ต้องงรีบกลับ เพราะถ้าช้าไปกว่านี้ เราจะต้องขับรถข้ามเกาะกลับฝั่ง East ตอนกลางคืน

ตอนนั้นแอบรู้สึกเสียดาย...ขับรถมาตั้งไกล แต่กลับใช้เวลาอยู่ที่จุดหมายจริง ๆ ไม่ถึงชั่วโมง แต่พอมาคิดย้อนกลับไปบทเรียนสำคัญที่สุดของวันนี้คือ
สภาพอากาศในนิวซีแลนด์สำคัญกว่าตารางทริปเสมอ

ถ้าจะมาที่นี่อีกครั้ง - เราจะนอน Hokitika อย่างน้อย 1 คืน และเผื่อเวลาให้มากกว่านี้
เพราะธรรมชาติไม่ได้ทำงานตามแพลนของเรา อย่าจัดโปรแกรมแน่นเกินไป
ควรมี Spare Time สำหรับฝน ฟ้า หรือเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงเสมอ

ระหว่างขากลับ เราแวะที่ Otira Viaduct Lookout
วิวภูเขาและถนนคดเคี้ยวที่เห็นตรงหน้า ทำให้รู้สึกว่าต่อให้วันนี้ไม่ได้เป็นไปตามแผนทั้งหมด แต่ก็คุ้มค่ากับการเดินทางอยู่ดี


และก่อนจะจบวัน ยังมีภารกิจสำคัญอีกอย่าง "หาปั๊มน้ำมัน" ด้วยความมั่นใจเกินไปเล็กน้อย เรากะว่าจะเติมน้ำมันระหว่างทาง แต่ปรากฏว่าระยะห่างระหว่างปั๊มไกลกว่าที่คิด จนช่วงหนึ่งในรถเริ่มเงียบลงพร้อมกันทั้งคัน ทุกคนกำลังลุ้นคำถามเดียวกัน
"น้ำมันจะหมดก่อน หรือเราจะถึงปั๊มก่อน"

โชคดีที่สุดท้ายทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี...รถไม่ดับกลางทาง และเราไปถึงที่พักได้อย่างปลอดภัย
คืนนั้นเราพักที่  Ashburton เมืองเล็ก ๆ ทางใต้ของ Christchurch
เหตุผลหลักไม่ใช่อะไรเลย แค่ค่าที่พักถูกกว่าเมืองใหญ่ และอยู่ใกล้กับจุดหมายสำคัญของวันรุ่งขึ้น...
...
(เดี๋ยวมาต่อ Day 3 ในคอมเม้นนะคะ)
tripnote002
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่