*เนื้อหามีประเด็นความรุนแรงในวัยเด็กและบาดแผลทางใจ*
สวัสดีครับทุกคน
ผมอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสงสาร ไม่ได้ต้องการให้ใครมาตัดสินใคร และไม่ได้ต้องการสร้างกระแสอะไรทั้งนั้น
ผมแค่อยากเล่าไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเรื่องของผมอาจไปถึงใครสักคนที่กำลังรู้สึกหมดหวังกับชีวิต และทำให้เขารู้ว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว
ชีวิตผมตั้งแต่เด็ก เคยมีช่วงเวลาที่มีความรักและความสุขอยู่บ้าง แต่ความสุขนั้นไม่ใช่ความสุขที่สวยงามทั้งหมด มันเหมือนกุหลาบที่มีหนามสีดำ ภายนอกอาจดูเหมือนมีความรัก แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความกลัว เสียงทะเลาะ ความรุนแรง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย
ผมเติบโตมากับการเห็นผู้ใหญ่มีปากเสียงกัน เห็นความรุนแรงในบ้าน เห็นคนที่ควรเป็นที่พึ่งกลับกลายเป็นคนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องหวาดกลัว ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำว่า “บาดแผลทางใจ” แต่ผมจำความรู้สึกได้ดีว่า เวลามีเสียงดังขึ้นมาเมื่อไหร่ หัวใจผมจะเริ่มเต้นแรง ตัวจะเกร็ง และรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแล้ว
ต่อมาครอบครัวมีปัญหาหนี้สิน บ้านถูกยึด ข้าวของถูกยึด ชีวิตที่เคยคิดว่าพอมีที่ยืนก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแถบอีสาน จากเด็กคนหนึ่งที่เคยอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนต่างจังหวัด
ผมเข้าเรียนตอนประถม 5 เทอม 2 เป็นเด็กใหม่ที่แปลกหน้าสำหรับเพื่อนในห้อง ผมถูกล้อ ถูกแกล้ง ถูกเรียกว่าเด็กกรุงเทพ ถูกบูลลี่เรื่องลายมือ และถูกทำร้ายทั้งทางคำพูดและร่างกาย ผมไม่ใช่คนสู้คน ไม่ใช่เพราะไม่โกรธ แต่เพราะผมรู้สึกว่าการสู้กันมีแต่เจ็บตัว และไม่เห็นว่ามันจะทำให้อะไรดีขึ้น
สิ่งเดียวที่ผมพอทำได้ดีในตอนนั้นคือภาษาอังกฤษ ผมได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน มันควรเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ แต่หลังจากนั้นชีวิตกลับพาผมไปเจอกับบาดแผลที่หนักขึ้น
มีครูผู้ชายคนหนึ่งที่ดูใจดี เขาให้ผมเล่นคอมพิวเตอร์ ให้ผมเล่นเกม ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข เกมคือโลกอีกใบที่ทำให้ผมได้พักใจ ผมจึงไว้ใจเขา
แต่สุดท้ายความไว้ใจของเด็กคนหนึ่งกลับถูกใช้ทำร้าย ผมถูกผู้ใหญ่ที่ควรปกป้องเด็กใช้อำนาจกับผมในทางที่ผิด ผมเคยบอกว่าอย่าทำ แต่เสียงของเด็กคนหนึ่งเบาเกินไปเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ ผมถูกขู่ไม่ให้บอกใคร และผมก็เงียบ เพราะกลัวว่าไม่มีใครเชื่อ
ผมคิดแบบเด็กคนหนึ่งว่า เขาเป็นครู ส่วนผมเป็นเด็ก ถ้าผมพูดออกไป ใครจะเชื่อผม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ผมถูกละเมิดทางทวารหนักครับ
หลังจากนั้นชีวิตผมก็ยังต้องย้ายที่อยู่เรื่อยๆ ผมเคยไปอยู่วัด เพราะผู้ใหญ่คิดว่าจะได้เรียนหนังสือ มีคนดูแล มีเงินไปโรงเรียน และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่สำหรับผม วัดไม่ได้กลายเป็นที่ปลอดภัยอย่างที่ควรจะเป็น
ผมเคยถูกคนที่อยู่ในสถานะที่สังคมให้ความเคารพทำร้ายความไว้ใจอีกครั้ง ผมเคยพยายามบอกความจริงกับผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการถูกมองว่าโกหก แต่งเรื่อง หรือพยายามหาทางหนี
คำว่า “ไม่มีใครเชื่อ” เจ็บมากครับ
บางครั้งบาดแผลที่เจ็บที่สุดไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรือจิตใจ แต่คือวันที่เรารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อพูดความจริง แล้วคนที่ควรปกป้องเรากลับไม่เชื่อเรา
ผมเริ่มกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเล่า ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะเคยเรียนรู้มาแล้วว่า ต่อให้พูดออกไป ก็อาจเจ็บซ้ำกว่าเดิม
ต่อมาเมื่อผมมาอยู่กับพ่อ ผมเคยคิดว่านี่คงเป็นเซฟโซนของผมแล้ว ผมคิดว่าพ่อคือที่ปลอดภัยที่สุด แต่สุดท้ายผมก็ถูกส่งไปอยู่วัดอีกครั้ง ผมร้องไห้ทุกวันในช่วงแรก ไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตผมต้องถูกส่งต่อจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เหมือนผมไม่มีบ้านที่เป็นบ้านจริงๆ
ผมเข้าใจได้ว่าการเป็นเด็กวัดต้องช่วยงาน ต้องตื่นเช้า ต้องมีวินัย แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมเด็กคนหนึ่งต้องรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอยู่ตลอดเวลา
ช่วงมัธยม ผมได้มีเพื่อนคนหนึ่งที่มาอยู่ด้วยกันที่วัด ผมดีใจมาก เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ต่อมาผมได้เห็นว่าเพื่อนของผมเองก็เจอเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึงบาดแผลของตัวเอง ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมเองก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ในใจผมรู้สึกว่า “ไม่ใช่แกคนเดียวที่เจอเรื่องแบบนี้ เรายังอยู่ตรงนี้นะ”
พอขึ้น ปวช. ปี 1 ผมต้องเข้าไปเรียนในตัวจังหวัด ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้น จากได้เงินวันละ 100 บาท ต้องเพิ่มเป็น 150 บาท เพราะมีค่ารถ ช่วงนั้นมีเหตุขโมยขึ้นวิหาร ผมจึงถูกให้ไปนอนเฝ้า ซึ่งในตอนแรกผมเข้าใจ เพราะมีเหตุการณ์ขโมยจริง
แต่หลังจากนั้น สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ผมถูกผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในวัดล่วงละเมิดซ้ำๆ ผมร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ผมทำได้แค่นอนนิ่ง ร้องไห้เงียบๆ และพยายามเอาตัวรอดในแบบที่เด็กคนหนึ่งพอจะคิดออก
ผมเคยพยายามขัดขืนบ้างในแบบของผม เช่น แกล้งสะดุ้ง แกล้งละเมอ หรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่ถ้าวันไหนเขาไม่พอใจ วันต่อมาก็จะมีเหตุให้ผมถูกลงโทษ ถูกกล่าวหา หรือถูกบังคับให้กลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิมอีก
หลังจากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เด็กคนหนึ่งจึงเริ่มเข้าใจผิดไปว่า ถ้าทำให้เขาพอใจได้ ตัวเองอาจจะรอด ถ้ายอม อาจจะไม่ถูกหาเรื่อง ถ้าเงียบ อาจจะเจ็บน้อยลง
ผมอยากบอกตรงนี้ว่า ความเงียบของเด็ก ไม่ได้แปลว่ายินยอม
การไม่ขัดขืน ไม่ได้แปลว่าสมัครใจ
แต่บางครั้งมันคือวิธีเอาตัวรอดของเด็กที่ไม่มีทางเลือก
ช่วงนั้นผมเคยรู้สึกหมดหวังกับชีวิตมาก ผมเคยทำร้ายตัวเอง และเคยรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ต่อ แต่ทุกครั้งก็มีเหตุให้มีคนเห็นและช่วยไว้ ผมไม่กล้าบอกความจริง จึงอ้างไปว่าเป็นเรื่องความรัก เรื่องอกหัก หรือเรื่องอื่นๆ ทั้งที่ความจริงข้างในมันหนักกว่านั้นมาก
ผมเคยขอย้ายไปอยู่กับแม่หลายครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับคือแม่ยังไม่พร้อม ยังไม่มีบ้าน ยังรับผมไปไม่ได้ ต่อมาเมื่อแม่มีครอบครัวใหม่ กลับเลือกน้องไปดูแลก่อน ด้วยเหตุผลว่าน้องลำบากกว่า ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนโลกพังลงอีกครั้ง
ผมถามตัวเองว่า แล้วผมล่ะ
ความลำบากของผมล่ะ
ทำไมผมต้องเป็นคนเสียสละเสมอ
ทำไมผมต้องเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ต่อมาผมตัดสินใจเล่าความจริงให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง แม่รับฟัง และมีญาติช่วยคุย จนในที่สุดผมได้ออกมาจากจุดนั้น แต่บาดแผลไม่ได้หายไปง่ายๆ
สิ่งที่เจ็บต่อมาคือ ทุกครั้งที่มีปัญหากับพ่อ พ่อมักพูดเหมือนผมแต่งเรื่อง เหมือนผมเอาเรื่องในอดีตมาเป็นข้ออ้าง เหมือนความเจ็บของผมไม่ใช่เรื่องจริง
ผมรู้สึกเจ็บมาก เพราะสิ่งที่ผมต้องการมาตลอดไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ของแพง ไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
ผมแค่อยากให้คนเป็นพ่อฟังผมบ้าง
เชื่อผมบ้าง
ปกป้องผมบ้าง
และเห็นผมบ้าง
ผมพยายามทำตัวดีมาตลอด เรียนไม่เคยติด 0 ไม่เคยติด ร เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้น เป็นตัวแทนวิทยาลัย ทำกิจกรรม เป็นคณะกรรมการก่อตั้งชมรม ใช้ความสามารถในการเต้นจนมีโอกาสแสดงในงานสำคัญ แต่ในวันที่ผมอยากให้พ่อมาดู พ่อกลับบอกว่าไม่ว่าง
แต่เมื่อน้องมีงานหรือแข่งอะไร พ่อกลับไปดูได้
วันนั้นผมรู้สึกชัดมากว่า บางทีผมอาจไม่ได้เป็นลูกที่ถูกรักเท่ากัน ผมอาจเป็นแค่ลูกคนหนึ่งที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกมองเห็นจริงๆ
หลังจากโตขึ้น ผมเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว มีลูกหนึ่งคน แต่ชีวิตคู่ก็จบลง ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเครื่องมือของครอบครัว ใครต้องการให้ช่วยอะไร ก็เรียกใช้ แต่ถ้าวันไหนผมไม่ช่วย ผมจะถูกมองว่าไม่เห็นบุญคุณ
ต่อมาผมได้งานใหม่ ได้เจอโลกใหม่ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ และเริ่มเข้มแข็งขึ้น ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองก็มีความสามารถ มีคุณค่า และมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง
ปัจจุบันผมมีแฟน มีงาน มีชีวิตที่พยายามเดินต่อ แต่บาดแผลเก่าก็ยังมีผลกับผมอยู่
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายคือการเล่นเกม สำหรับหลายคน เกมอาจเป็นแค่ความบันเทิง หรืออาจถูกมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับผม เกมคือพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ผมหลุดจากความคิดเก่าๆ ได้ชั่วคราว ได้เจอเพื่อน ได้หัวเราะ ได้รู้สึกว่าชีวิตยังมีความสุขบางอย่าง
ผมรู้ว่าการเล่นเกมมากเกินไปอาจกระทบความสัมพันธ์ และผมเองก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับสมดุลชีวิตให้ดีขึ้น แต่ผมอยากให้คนรอบตัวเข้าใจว่า บางพฤติกรรมของคนคนหนึ่งอาจมีบาดแผลซ่อนอยู่ข้างหลัง
คนที่เล่นเกมดึก อาจไม่ได้แค่ติดเกม
คนที่ตื่นสาย อาจไม่ได้แค่ขี้เกียจ
คนที่ดูแข็ง อาจไม่ได้ไร้ความรู้สึก
คนที่พูดแรง อาจเคยกลืนคำพูดของตัวเองมาทั้งชีวิต
และคนที่บอกว่า “ผมแค่อยากมีความสุขบ้าง” อาจเป็นคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามเอาชีวิตรอด
วันหนึ่งหลังจากทะเลาะกับคนในบ้าน ผมนั่งทบทวนชีวิตตัวเอง คิดถึงทุกอย่างที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วผมกอดตัวเอง
ผมพูดกับตัวเองว่า
“ขอบคุณนะ ที่สู้มาด้วยกัน”
“ขอบคุณที่ยังอยู่ถึงวันนี้”
“ขอบคุณที่เก่งขนาดนี้”
ประโยคนี้อาจธรรมดาสำหรับบางคน แต่สำหรับผม มันคือคำที่ผมรอจากใครสักคนมาทั้งชีวิต
เมื่อไม่มีใครพูดให้ผมฟัง
ผมจึงพูดให้ตัวเองฟัง
ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อบอกว่าผมเป็นคนดีตลอด หรือไม่เคยผิด ผมรู้ว่าผมเองก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับ มีนิสัยบางอย่างที่ต้องเรียนรู้ใหม่ มีความสัมพันธ์ที่ต้องดูแล และมีแผลในใจที่ต้องเยียวยา
แต่ผมอยากเล่าไว้เพื่อบอกว่า ก่อนจะตัดสินใครสักคนจากพฤติกรรมภายนอก อยากให้ลองคิดสักนิดว่า เขาอาจผ่านอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็นมาก็ได้
และสำหรับใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่
ถ้าคุณเคยถูกทำร้าย
ถ้าคุณเคยพูดความจริงแล้วไม่มีใครเชื่อ
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าไม่มีที่ปลอดภัย
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เหลือใคร
ผมอยากบอกว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ได้ทำให้คุณไร้ค่า
อดีตที่เลวร้าย ไม่ได้แปลว่าชีวิตที่เหลือจะต้องเลวร้ายตามไปด้วย
และการที่คุณยังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าคุณเก่งมากแล้ว
ผมเองยังอยู่ระหว่างการเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
ยังอยู่ระหว่างการเยียวยา
ยังไม่ได้เข้มแข็งทุกวัน
แต่วันนี้ผมยังอยู่
และผมหวังว่า เรื่องของผม อาจเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ใครบางคนที่กำลังหมดหวัง ได้รู้ว่า
เราอาจเคยแตกสลาย
แต่เราไม่จำเป็นต้องหายไป
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ
กุหลาบหนามสีดำ
สวัสดีครับทุกคน
ผมอยากขอใช้พื้นที่ตรงนี้เล่าเรื่องชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ต้องการเรียกร้องความสงสาร ไม่ได้ต้องการให้ใครมาตัดสินใคร และไม่ได้ต้องการสร้างกระแสอะไรทั้งนั้น
ผมแค่อยากเล่าไว้ เผื่อว่าวันหนึ่งเรื่องของผมอาจไปถึงใครสักคนที่กำลังรู้สึกหมดหวังกับชีวิต และทำให้เขารู้ว่า เขาไม่ได้อยู่คนเดียว
ชีวิตผมตั้งแต่เด็ก เคยมีช่วงเวลาที่มีความรักและความสุขอยู่บ้าง แต่ความสุขนั้นไม่ใช่ความสุขที่สวยงามทั้งหมด มันเหมือนกุหลาบที่มีหนามสีดำ ภายนอกอาจดูเหมือนมีความรัก แต่ข้างในกลับเต็มไปด้วยความกลัว เสียงทะเลาะ ความรุนแรง และความรู้สึกไม่ปลอดภัย
ผมเติบโตมากับการเห็นผู้ใหญ่มีปากเสียงกัน เห็นความรุนแรงในบ้าน เห็นคนที่ควรเป็นที่พึ่งกลับกลายเป็นคนที่ทำให้เด็กคนหนึ่งต้องหวาดกลัว ผมยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจคำว่า “บาดแผลทางใจ” แต่ผมจำความรู้สึกได้ดีว่า เวลามีเสียงดังขึ้นมาเมื่อไหร่ หัวใจผมจะเริ่มเต้นแรง ตัวจะเกร็ง และรู้สึกเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอีกแล้ว
ต่อมาครอบครัวมีปัญหาหนี้สิน บ้านถูกยึด ข้าวของถูกยึด ชีวิตที่เคยคิดว่าพอมีที่ยืนก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมต้องย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดแถบอีสาน จากเด็กคนหนึ่งที่เคยอยู่กรุงเทพฯ กลายเป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนต่างจังหวัด
ผมเข้าเรียนตอนประถม 5 เทอม 2 เป็นเด็กใหม่ที่แปลกหน้าสำหรับเพื่อนในห้อง ผมถูกล้อ ถูกแกล้ง ถูกเรียกว่าเด็กกรุงเทพ ถูกบูลลี่เรื่องลายมือ และถูกทำร้ายทั้งทางคำพูดและร่างกาย ผมไม่ใช่คนสู้คน ไม่ใช่เพราะไม่โกรธ แต่เพราะผมรู้สึกว่าการสู้กันมีแต่เจ็บตัว และไม่เห็นว่ามันจะทำให้อะไรดีขึ้น
สิ่งเดียวที่ผมพอทำได้ดีในตอนนั้นคือภาษาอังกฤษ ผมได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขัน มันควรเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ แต่หลังจากนั้นชีวิตกลับพาผมไปเจอกับบาดแผลที่หนักขึ้น
มีครูผู้ชายคนหนึ่งที่ดูใจดี เขาให้ผมเล่นคอมพิวเตอร์ ให้ผมเล่นเกม ซึ่งสำหรับเด็กคนหนึ่งที่ชีวิตไม่ค่อยมีความสุข เกมคือโลกอีกใบที่ทำให้ผมได้พักใจ ผมจึงไว้ใจเขา
แต่สุดท้ายความไว้ใจของเด็กคนหนึ่งกลับถูกใช้ทำร้าย ผมถูกผู้ใหญ่ที่ควรปกป้องเด็กใช้อำนาจกับผมในทางที่ผิด ผมเคยบอกว่าอย่าทำ แต่เสียงของเด็กคนหนึ่งเบาเกินไปเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ ผมถูกขู่ไม่ให้บอกใคร และผมก็เงียบ เพราะกลัวว่าไม่มีใครเชื่อ
ผมคิดแบบเด็กคนหนึ่งว่า เขาเป็นครู ส่วนผมเป็นเด็ก ถ้าผมพูดออกไป ใครจะเชื่อผม
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
หลังจากนั้นชีวิตผมก็ยังต้องย้ายที่อยู่เรื่อยๆ ผมเคยไปอยู่วัด เพราะผู้ใหญ่คิดว่าจะได้เรียนหนังสือ มีคนดูแล มีเงินไปโรงเรียน และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี แต่สำหรับผม วัดไม่ได้กลายเป็นที่ปลอดภัยอย่างที่ควรจะเป็น
ผมเคยถูกคนที่อยู่ในสถานะที่สังคมให้ความเคารพทำร้ายความไว้ใจอีกครั้ง ผมเคยพยายามบอกความจริงกับผู้ใหญ่ แต่สิ่งที่เจ็บที่สุดคือการถูกมองว่าโกหก แต่งเรื่อง หรือพยายามหาทางหนี
คำว่า “ไม่มีใครเชื่อ” เจ็บมากครับ
บางครั้งบาดแผลที่เจ็บที่สุดไม่ใช่แค่สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรือจิตใจ แต่คือวันที่เรารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อพูดความจริง แล้วคนที่ควรปกป้องเรากลับไม่เชื่อเรา
ผมเริ่มกลายเป็นเด็กที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเล่า ไม่กล้าขอความช่วยเหลือ เพราะเคยเรียนรู้มาแล้วว่า ต่อให้พูดออกไป ก็อาจเจ็บซ้ำกว่าเดิม
ต่อมาเมื่อผมมาอยู่กับพ่อ ผมเคยคิดว่านี่คงเป็นเซฟโซนของผมแล้ว ผมคิดว่าพ่อคือที่ปลอดภัยที่สุด แต่สุดท้ายผมก็ถูกส่งไปอยู่วัดอีกครั้ง ผมร้องไห้ทุกวันในช่วงแรก ไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตผมต้องถูกส่งต่อจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เหมือนผมไม่มีบ้านที่เป็นบ้านจริงๆ
ผมเข้าใจได้ว่าการเป็นเด็กวัดต้องช่วยงาน ต้องตื่นเช้า ต้องมีวินัย แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจคือ ทำไมเด็กคนหนึ่งต้องรู้สึกเหมือนถูกทิ้งอยู่ตลอดเวลา
ช่วงมัธยม ผมได้มีเพื่อนคนหนึ่งที่มาอยู่ด้วยกันที่วัด ผมดีใจมาก เพราะอย่างน้อยผมก็ไม่ได้อยู่คนเดียว แต่ต่อมาผมได้เห็นว่าเพื่อนของผมเองก็เจอเรื่องที่ทำให้ผมนึกถึงบาดแผลของตัวเอง ผมช่วยอะไรเขาไม่ได้มาก เพราะตอนนั้นผมเองก็ยังช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ในใจผมรู้สึกว่า “ไม่ใช่แกคนเดียวที่เจอเรื่องแบบนี้ เรายังอยู่ตรงนี้นะ”
พอขึ้น ปวช. ปี 1 ผมต้องเข้าไปเรียนในตัวจังหวัด ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้น จากได้เงินวันละ 100 บาท ต้องเพิ่มเป็น 150 บาท เพราะมีค่ารถ ช่วงนั้นมีเหตุขโมยขึ้นวิหาร ผมจึงถูกให้ไปนอนเฝ้า ซึ่งในตอนแรกผมเข้าใจ เพราะมีเหตุการณ์ขโมยจริง
แต่หลังจากนั้น สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ผมถูกผู้ใหญ่ที่มีอำนาจในวัดล่วงละเมิดซ้ำๆ ผมร้องขอความช่วยเหลือไม่ได้ เพราะไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ผมทำได้แค่นอนนิ่ง ร้องไห้เงียบๆ และพยายามเอาตัวรอดในแบบที่เด็กคนหนึ่งพอจะคิดออก
ผมเคยพยายามขัดขืนบ้างในแบบของผม เช่น แกล้งสะดุ้ง แกล้งละเมอ หรือพยายามหลีกเลี่ยง แต่ถ้าวันไหนเขาไม่พอใจ วันต่อมาก็จะมีเหตุให้ผมถูกลงโทษ ถูกกล่าวหา หรือถูกบังคับให้กลับไปอยู่ในสถานการณ์เดิมอีก
หลังจากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ เด็กคนหนึ่งจึงเริ่มเข้าใจผิดไปว่า ถ้าทำให้เขาพอใจได้ ตัวเองอาจจะรอด ถ้ายอม อาจจะไม่ถูกหาเรื่อง ถ้าเงียบ อาจจะเจ็บน้อยลง
ผมอยากบอกตรงนี้ว่า ความเงียบของเด็ก ไม่ได้แปลว่ายินยอม
การไม่ขัดขืน ไม่ได้แปลว่าสมัครใจ
แต่บางครั้งมันคือวิธีเอาตัวรอดของเด็กที่ไม่มีทางเลือก
ช่วงนั้นผมเคยรู้สึกหมดหวังกับชีวิตมาก ผมเคยทำร้ายตัวเอง และเคยรู้สึกว่าไม่อยากอยู่ต่อ แต่ทุกครั้งก็มีเหตุให้มีคนเห็นและช่วยไว้ ผมไม่กล้าบอกความจริง จึงอ้างไปว่าเป็นเรื่องความรัก เรื่องอกหัก หรือเรื่องอื่นๆ ทั้งที่ความจริงข้างในมันหนักกว่านั้นมาก
ผมเคยขอย้ายไปอยู่กับแม่หลายครั้ง แต่คำตอบที่ได้รับคือแม่ยังไม่พร้อม ยังไม่มีบ้าน ยังรับผมไปไม่ได้ ต่อมาเมื่อแม่มีครอบครัวใหม่ กลับเลือกน้องไปดูแลก่อน ด้วยเหตุผลว่าน้องลำบากกว่า ตอนนั้นผมรู้สึกเหมือนโลกพังลงอีกครั้ง
ผมถามตัวเองว่า แล้วผมล่ะ
ความลำบากของผมล่ะ
ทำไมผมต้องเป็นคนเสียสละเสมอ
ทำไมผมต้องเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ต่อมาผมตัดสินใจเล่าความจริงให้แม่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกับผมบ้าง แม่รับฟัง และมีญาติช่วยคุย จนในที่สุดผมได้ออกมาจากจุดนั้น แต่บาดแผลไม่ได้หายไปง่ายๆ
สิ่งที่เจ็บต่อมาคือ ทุกครั้งที่มีปัญหากับพ่อ พ่อมักพูดเหมือนผมแต่งเรื่อง เหมือนผมเอาเรื่องในอดีตมาเป็นข้ออ้าง เหมือนความเจ็บของผมไม่ใช่เรื่องจริง
ผมรู้สึกเจ็บมาก เพราะสิ่งที่ผมต้องการมาตลอดไม่ใช่เงิน ไม่ใช่ของแพง ไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ
ผมแค่อยากให้คนเป็นพ่อฟังผมบ้าง
เชื่อผมบ้าง
ปกป้องผมบ้าง
และเห็นผมบ้าง
ผมพยายามทำตัวดีมาตลอด เรียนไม่เคยติด 0 ไม่เคยติด ร เกรดเฉลี่ย 3.0 ขึ้น เป็นตัวแทนวิทยาลัย ทำกิจกรรม เป็นคณะกรรมการก่อตั้งชมรม ใช้ความสามารถในการเต้นจนมีโอกาสแสดงในงานสำคัญ แต่ในวันที่ผมอยากให้พ่อมาดู พ่อกลับบอกว่าไม่ว่าง
แต่เมื่อน้องมีงานหรือแข่งอะไร พ่อกลับไปดูได้
วันนั้นผมรู้สึกชัดมากว่า บางทีผมอาจไม่ได้เป็นลูกที่ถูกรักเท่ากัน ผมอาจเป็นแค่ลูกคนหนึ่งที่มีอยู่ แต่ไม่ได้ถูกมองเห็นจริงๆ
หลังจากโตขึ้น ผมเรียนจบ ทำงาน มีครอบครัว มีลูกหนึ่งคน แต่ชีวิตคู่ก็จบลง ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนเครื่องมือของครอบครัว ใครต้องการให้ช่วยอะไร ก็เรียกใช้ แต่ถ้าวันไหนผมไม่ช่วย ผมจะถูกมองว่าไม่เห็นบุญคุณ
ต่อมาผมได้งานใหม่ ได้เจอโลกใหม่ ได้เจอผู้คนใหม่ๆ และเริ่มเข้มแข็งขึ้น ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองก็มีความสามารถ มีคุณค่า และมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตัวเอง
ปัจจุบันผมมีแฟน มีงาน มีชีวิตที่พยายามเดินต่อ แต่บาดแผลเก่าก็ยังมีผลกับผมอยู่
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายคือการเล่นเกม สำหรับหลายคน เกมอาจเป็นแค่ความบันเทิง หรืออาจถูกมองว่าไร้สาระ แต่สำหรับผม เกมคือพื้นที่เล็กๆ ที่ทำให้ผมหลุดจากความคิดเก่าๆ ได้ชั่วคราว ได้เจอเพื่อน ได้หัวเราะ ได้รู้สึกว่าชีวิตยังมีความสุขบางอย่าง
ผมรู้ว่าการเล่นเกมมากเกินไปอาจกระทบความสัมพันธ์ และผมเองก็ยังต้องเรียนรู้ที่จะปรับสมดุลชีวิตให้ดีขึ้น แต่ผมอยากให้คนรอบตัวเข้าใจว่า บางพฤติกรรมของคนคนหนึ่งอาจมีบาดแผลซ่อนอยู่ข้างหลัง
คนที่เล่นเกมดึก อาจไม่ได้แค่ติดเกม
คนที่ตื่นสาย อาจไม่ได้แค่ขี้เกียจ
คนที่ดูแข็ง อาจไม่ได้ไร้ความรู้สึก
คนที่พูดแรง อาจเคยกลืนคำพูดของตัวเองมาทั้งชีวิต
และคนที่บอกว่า “ผมแค่อยากมีความสุขบ้าง” อาจเป็นคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตพยายามเอาชีวิตรอด
วันหนึ่งหลังจากทะเลาะกับคนในบ้าน ผมนั่งทบทวนชีวิตตัวเอง คิดถึงทุกอย่างที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วผมกอดตัวเอง
ผมพูดกับตัวเองว่า
“ขอบคุณนะ ที่สู้มาด้วยกัน”
“ขอบคุณที่ยังอยู่ถึงวันนี้”
“ขอบคุณที่เก่งขนาดนี้”
ประโยคนี้อาจธรรมดาสำหรับบางคน แต่สำหรับผม มันคือคำที่ผมรอจากใครสักคนมาทั้งชีวิต
เมื่อไม่มีใครพูดให้ผมฟัง
ผมจึงพูดให้ตัวเองฟัง
ผมไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อบอกว่าผมเป็นคนดีตลอด หรือไม่เคยผิด ผมรู้ว่าผมเองก็ยังมีสิ่งที่ต้องปรับ มีนิสัยบางอย่างที่ต้องเรียนรู้ใหม่ มีความสัมพันธ์ที่ต้องดูแล และมีแผลในใจที่ต้องเยียวยา
แต่ผมอยากเล่าไว้เพื่อบอกว่า ก่อนจะตัดสินใครสักคนจากพฤติกรรมภายนอก อยากให้ลองคิดสักนิดว่า เขาอาจผ่านอะไรบางอย่างที่เรามองไม่เห็นมาก็ได้
และสำหรับใครก็ตามที่กำลังอ่านอยู่
ถ้าคุณเคยถูกทำร้าย
ถ้าคุณเคยพูดความจริงแล้วไม่มีใครเชื่อ
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าไม่มีที่ปลอดภัย
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เหลือใคร
ผมอยากบอกว่า คุณไม่ได้อยู่คนเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ได้ทำให้คุณไร้ค่า
อดีตที่เลวร้าย ไม่ได้แปลว่าชีวิตที่เหลือจะต้องเลวร้ายตามไปด้วย
และการที่คุณยังอยู่ตรงนี้ได้ แปลว่าคุณเก่งมากแล้ว
ผมเองยังอยู่ระหว่างการเรียนรู้ที่จะรักตัวเอง
ยังอยู่ระหว่างการเยียวยา
ยังไม่ได้เข้มแข็งทุกวัน
แต่วันนี้ผมยังอยู่
และผมหวังว่า เรื่องของผม อาจเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้ใครบางคนที่กำลังหมดหวัง ได้รู้ว่า
เราอาจเคยแตกสลาย
แต่เราไม่จำเป็นต้องหายไป
ขอบคุณทุกคนที่อ่านจนจบครับ