ย้อนกลับไปตอนประชุม G7 ปี 2019 มีข่าวลือหนาหูว่า สหรัฐฯ แอบไปตกลงจะเอาเงินไปลงทุนในประเทศอิหร่าน พอเรื่องนี้เข้าหู โดนัลด์ ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตอนนั้น) เขาก็รีบออกมาปฏิเสธเสียงแข็งทันทีด้วยสไตล์บ้านๆ ว่า
"ดีลนี้มันแฟร์นะ เป็นดีลที่ดีเลยล่ะ... แต่เราไม่ได้เอาเงินไปลงทุนอะไรในอิหร่านด้วยนะ ไอ้ข่าวลือเมื่อวานนี้มันไร้สาระสิ้นดี! ...เราไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องเอาเงินไปลงทุนในอิหร่านสักบาท"
ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร ใช่ไหมครับ? ก็แค่ลุงคนหนึ่งออกมาบอกว่า "ฉันไม่ได้ให้เงินใคร"
แต่ในโลกของการเงินระดับโลก คำพูดสั้นๆ นี้ไม่ได้เป็นแค่การแก้ข่าวธรรมดาๆ แต่มันคือการประกาศศักดาว่า "ใครคุมเกมการเงินโลกตัวจริง" และนี่คือ 3 เหตุผลที่เข้าใจง่ายที่สุด ว่าทำไมคำพูดนี้ถึงทรงพลังครับ
1. "เงินดอลลาร์" คืออาวุธที่ร้ายกาจกว่าลูกระเบิด
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทุกคนต้องใช้ "คูปอง" ของคุณในการซื้อขาย วันหนึ่งคุณบอกว่า
"ห้ามใครเอาคูปองนี้ไปค้าขายกับร้านนายอิหร่านนะ" ร้านนั้นก็แทบจะเจ๊งทันที
สหรัฐฯ ทำแบบนั้นเลยครับ เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) เป็นสกุลเงินหลักที่คนทั้งโลกใช้ค้าขายกัน แถมระบบโอนเงินข้ามประเทศ (ที่เรียกว่า SWIFT) สหรัฐฯ ก็เป็นคนคุม
พอทรัมป์พูดว่า "ไม่ลงทุนและไม่ยุ่งกับอิหร่าน" มันคือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะใช้ระบบการเงินเป็นอาวุธปิดประตูตีแมว โดดเดี่ยวอิหร่านออกจากโลกการเงินต่อไป โดยที่สหรัฐฯ ไม่ต้องส่งทหารไปรบสักคนเดียวเลยครับ
2. คำขู่ทางอ้อม... "ใครช่วยอิหร่าน เจอกัน!"
คำพูดของทรัมป์ไม่ได้เตือนแค่คนอเมริกัน แต่เป็นการขู่บริษัทและธนาคารทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย
คิดภาพตามง่ายๆ ครับ ถ้าบริษัทใหญ่ในยุโรปอยากไปลงทุนสร้างโรงงานในอิหร่าน แต่ได้ยินทรัมป์พูดแบบนี้ ทุกคนจะเริ่มกลัว เพราะสหรัฐฯ มีกฎหมายทำโทษทางอ้อมประมาณว่า
"ถ้าแกไปคบกับ แกห้ามมาทำธุรกิจกับประเทศฉันนะ"
เมื่อเจอทางเลือกแบบนี้ ใครจะยอมเสี่ยงทิ้งตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ไปหาอิหร่านล่ะครับ? สุดท้าย เงินลงทุนจากทั่วโลกก็เลยไม่กล้าไหลเข้าอิหร่าน เพราะกลัวอำนาจของสหรัฐฯ นั่นเอง
3. ขยับปากทีเดียว... ราคาน้ำมันสะเทือน
อิหร่านเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และน้ำมันในตลาดโลกส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์ (ที่เขาเรียกกันว่า เปโตรดอลลาร์)
พอทรัมป์ออกมาพูดเรื่อง "ดีล" และปฏิเสธเรื่องการให้เงินแบบดุดัน นักลงทุนในตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดอาการหวั่นไหวทันที เพราะพวกเขารู้ว่าความตึงเครียดนี้อาจทำให้การส่งออกน้ำมันมีปัญหา พอคนกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้น พอราคาน้ำมันพุ่ง ค่าครองชีพและเงินเฟ้อทั่วโลกก็ขยับตาม
ที่ทรัมป์ต้องรีบดักคอว่าข่าวลือนี้ "ไร้สาระสิ้นดี" ก็เพื่อรีบดับไฟ ไม่ให้แมงเม่าหรือนักลงทุนตื่นตระหนกจนตลาดปั่นป่วนนั่นเองครับ
บทสรุป
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน "อำนาจ" ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีปืนหรือรถถังเยอะกว่ากันเสมอไป แต่วัดกันที่ "ใครเป็นคนคุมกระเป๋าตังค์ของโลก"
คำกล่าวสั้นๆ ของทรัมป์ในวันนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ "อำนาจนำทางการเงิน" ที่แค่ขยับปากพูดว่าไม่ให้เงิน... ก็สามารถกำหนดชะตากรรมเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่ง และควบคุมทิศทางเงินทุนของคนทั้งโลกได้ในพริบตาครับ
คุณเคยเห็นผู้นำระดับโลกคนไหนพูดจาภาษาบ้านๆ แต่ทำเอาตลาดหุ้นหรือราคาน้ำมันวิ่งพล่านไหมครับ?
ย้อนกลับไปตอนประชุม G7 ปี 2019 มีข่าวลือหนาหูว่า สหรัฐฯ แอบไปตกลงจะเอาเงินไปลงทุนในประเทศอิหร่าน พอเรื่องนี้เข้าหู โดนัลด์ ทรัมป์ (ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในตอนนั้น) เขาก็รีบออกมาปฏิเสธเสียงแข็งทันทีด้วยสไตล์บ้านๆ ว่า
"ดีลนี้มันแฟร์นะ เป็นดีลที่ดีเลยล่ะ... แต่เราไม่ได้เอาเงินไปลงทุนอะไรในอิหร่านด้วยนะ ไอ้ข่าวลือเมื่อวานนี้มันไร้สาระสิ้นดี! ...เราไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องเอาเงินไปลงทุนในอิหร่านสักบาท"
ฟังดูเหมือนไม่มีอะไร ใช่ไหมครับ? ก็แค่ลุงคนหนึ่งออกมาบอกว่า "ฉันไม่ได้ให้เงินใคร"
แต่ในโลกของการเงินระดับโลก คำพูดสั้นๆ นี้ไม่ได้เป็นแค่การแก้ข่าวธรรมดาๆ แต่มันคือการประกาศศักดาว่า "ใครคุมเกมการเงินโลกตัวจริง" และนี่คือ 3 เหตุผลที่เข้าใจง่ายที่สุด ว่าทำไมคำพูดนี้ถึงทรงพลังครับ
1. "เงินดอลลาร์" คืออาวุธที่ร้ายกาจกว่าลูกระเบิด
ลองจินตนาการว่าคุณเป็นเจ้าของตลาดสดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และทุกคนต้องใช้ "คูปอง" ของคุณในการซื้อขาย วันหนึ่งคุณบอกว่า "ห้ามใครเอาคูปองนี้ไปค้าขายกับร้านนายอิหร่านนะ" ร้านนั้นก็แทบจะเจ๊งทันที
สหรัฐฯ ทำแบบนั้นเลยครับ เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar) เป็นสกุลเงินหลักที่คนทั้งโลกใช้ค้าขายกัน แถมระบบโอนเงินข้ามประเทศ (ที่เรียกว่า SWIFT) สหรัฐฯ ก็เป็นคนคุม
พอทรัมป์พูดว่า "ไม่ลงทุนและไม่ยุ่งกับอิหร่าน" มันคือการส่งสัญญาณชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะใช้ระบบการเงินเป็นอาวุธปิดประตูตีแมว โดดเดี่ยวอิหร่านออกจากโลกการเงินต่อไป โดยที่สหรัฐฯ ไม่ต้องส่งทหารไปรบสักคนเดียวเลยครับ
2. คำขู่ทางอ้อม... "ใครช่วยอิหร่าน เจอกัน!"
คำพูดของทรัมป์ไม่ได้เตือนแค่คนอเมริกัน แต่เป็นการขู่บริษัทและธนาคารทั่วโลก ทั้งในยุโรปและเอเชีย
คิดภาพตามง่ายๆ ครับ ถ้าบริษัทใหญ่ในยุโรปอยากไปลงทุนสร้างโรงงานในอิหร่าน แต่ได้ยินทรัมป์พูดแบบนี้ ทุกคนจะเริ่มกลัว เพราะสหรัฐฯ มีกฎหมายทำโทษทางอ้อมประมาณว่า "ถ้าแกไปคบกับ แกห้ามมาทำธุรกิจกับประเทศฉันนะ"
เมื่อเจอทางเลือกแบบนี้ ใครจะยอมเสี่ยงทิ้งตลาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ ไปหาอิหร่านล่ะครับ? สุดท้าย เงินลงทุนจากทั่วโลกก็เลยไม่กล้าไหลเข้าอิหร่าน เพราะกลัวอำนาจของสหรัฐฯ นั่นเอง
3. ขยับปากทีเดียว... ราคาน้ำมันสะเทือน
อิหร่านเป็นประเทศที่มีน้ำมันดิบเยอะมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก และน้ำมันในตลาดโลกส่วนใหญ่ก็ต้องซื้อขายกันด้วยเงินดอลลาร์ (ที่เขาเรียกกันว่า เปโตรดอลลาร์)
พอทรัมป์ออกมาพูดเรื่อง "ดีล" และปฏิเสธเรื่องการให้เงินแบบดุดัน นักลงทุนในตลาดน้ำมันและตลาดหุ้นทั่วโลกจะเกิดอาการหวั่นไหวทันที เพราะพวกเขารู้ว่าความตึงเครียดนี้อาจทำให้การส่งออกน้ำมันมีปัญหา พอคนกลัวว่าน้ำมันจะขาดแคลน ราคาน้ำมันก็พุ่งสูงขึ้น พอราคาน้ำมันพุ่ง ค่าครองชีพและเงินเฟ้อทั่วโลกก็ขยับตาม
ที่ทรัมป์ต้องรีบดักคอว่าข่าวลือนี้ "ไร้สาระสิ้นดี" ก็เพื่อรีบดับไฟ ไม่ให้แมงเม่าหรือนักลงทุนตื่นตระหนกจนตลาดปั่นป่วนนั่นเองครับ
บทสรุป
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกยุคปัจจุบัน "อำนาจ" ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีปืนหรือรถถังเยอะกว่ากันเสมอไป แต่วัดกันที่ "ใครเป็นคนคุมกระเป๋าตังค์ของโลก"
คำกล่าวสั้นๆ ของทรัมป์ในวันนั้น จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการใช้ "อำนาจนำทางการเงิน" ที่แค่ขยับปากพูดว่าไม่ให้เงิน... ก็สามารถกำหนดชะตากรรมเศรษฐกิจของอีกประเทศหนึ่ง และควบคุมทิศทางเงินทุนของคนทั้งโลกได้ในพริบตาครับ