รู้สึกอึดอัดใจเมื่ออยู่กับครอบครัวของตัวเอง อยากกลับไปหาญาติ

ผมมีปัญหาอยู่ว่า ตอนที่ผมยังเด็ก พ่อแม่ไปทำงานต่างที่ผมต้องอยู่กับยายสองคนพ่อแม่กลับมาบ้านบ้างไม่มาบ้าง มีพี่น้องอยู่ด้วยกัน 2 คนครับ แต่พออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผมก็ได้ย้ายจากยายไปอยู่กับแม่ที่บุณฑริกเพราะยายทำการบ้านให้ พร้อมทั้งเรียนพิเศษคุมองวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษไปด้วย เรียนจนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นทีแรกผมว่าจะเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะเพื่อนไม่ให้มาเรียนในเมือง แต่มันติดโควตาช่างไฟฟ้ากำลังที่วิทยาลัยเทคนิคอุบล ก็ได้ย้ายกลับเข้ามาเรียนในเมืองอุบลราชธานีที่วิทยาลัยเทคนิคทั้งระดับชั้นปวช. และปวส. ตอนเรียนปวช. น้าผมคอยไปส่งวิทยาลัยตลอด ขากลับก็นั่งรถสองแถว พอมาเรียนปวส. ได้นั่งรถสองแถวไป - กลับ เพราะน้าของผมได้เสียไปแล้ว ก่อนเข้าเรียนปวช. ก็เรียนคุมองไม่จบ เพราะผมทำแบบฝึกหัดผิดบ่อยมาก(วิชาคณิตศาสตร์) พ่อเลยให้เลิกเรียน ความหวังคือผมอยากจะเรียนให้จบระดับสุดท้ายทั้งสองวิชาแต่ไม่ได้เป็นตามที่หวังไว้เพราะพ่อแม่มีภาระค่าใช้จ่ายสูงมากจนไม่พอจ่ายค่าเทอมคุมองให้ผมเรียนจนจบระดับสุดท้ายได้

เมื่อผมเรียนจบปวส.แล้ว ไปเกณฑ์ทหารเสร็จผมได้สมัครงานไปทำงานที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์ แต่ผมสัมภาษณ์อยู่หลายรอบก็เกือบจะผ่านไปตกรอบในส่วนภาษาอังกฤษอย่างเดียว จากนั้นผมก็ว่างงานอยู่หลายปี ไม่รู้จะทำอะไรแล้วผมเลยตัดสินใจกลับไปอยู่กับแม่ที่บุณฑริกอีกครั้ง รอจนแม่เกษียณอายุราชการ เพราะแม่เป็นครูที่นี่ จากนั้นผมได้กลับมาอยู่กับยาย หางานทำไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงาน ตอนยังเรียนปวส. ผมไปทำงาน Part-Time ที่คุมอง คอยตรวจการบ้านช่วยครู จากนั้นเทอม 2 ก็ได้ไปทำที่ยงสงวนแต่ก็ทำได้ไม่นานครับ เพราะใช้ Facebook ในทางที่ผิด สุดท้ายก็ว่างงานอีกครั้ง หลังจากเรียนจบทางออกผมคือไปหาทำคลิปรีวิวรถยนต์อีซูซุทั้งสองที่ พอมีรายได้เลี้ยงตัวเองไปวัน ๆ จนวันหนึ่งผมได้หางานทำอีกครั้ง คราวนี้ไปไกลถึงอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แต่ผมติดสัมภาษณ์งานตำแหน่งขายประกันชีวิตของซัมซุง ระหว่างการเดินทางก็โดนพ่อดุไปตลอดทางว่าจะส่งให้ผมไปอยู่เขมรเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะพ่อมองผมว่าผมเป็นตัวปัญหาของครอบครัวนี้ นี่ก็คือระเบิดเวลาลูกแรกของความขัดแย้งในครอบครัวสำหรับผมแล้วครับ พ่อไม่อยากเลี้ยงผมอีกต่อไปแล้ว พอถึงหอพักที่อำเภอศรีราชา พ่อก็ด่าให้ผมลงไปจากรถ วางลังใส่เสื้อผ้าที่ผมใส่มาดังโครม จากนั้นก็ขับรถหนีไป ผมก็ได้โทรไปหาลุงว่าพ่อจะเอาผมมาทิ้งที่ศรีราชา ลุงก็บอกว่าให้กลับบ้านในวันต่อมา ถ้าพ่อรักผมจริงก็ให้ผมหางานต่อสัก 2 - 3 อาทิตย์สิ ไม่ใช่ใช้อารมณ์ขุ่นมัวแบบนี้ วันต่อมาพ่อแม่ได้พาผมไปเที่ยวหาดบางแสน ซึ่งเป็นทริปสุดท้ายก่อนกลับอุบล แล้วก็ไม่ได้มาอีกเลย

พอถึงเวลาเดินทางกลับก็ได้มาพักอีกหนึ่งคืนที่สระแก้ว พ่อผมก็ไม่คุยด้วยเพราะผมเป็นตัวปัญหาของครอบครัวนี้เลย พอกลับถึงบ้านพ่อก็กลับไปทำสวน เหลือแต่แม่ ผม และยายที่อยู่ที่นี่ จากนั้นผมก็ได้กลับไปทำรีวิวรถอีซูซุเหมือนเดิม ลุงก็มาหายายและให้ค่าดูแลยายผมทุกเช้า ผมต้องทำหน้าที่หลานให้ดีที่สุด จนมาวันหนึ่งแม่ผมได้ลื่นล้มศีรษะไปกระเเทกชักโครก น้องชายผมได้โทรบอกพี่สาวผมให้พาแม่ไปโรงพยาบาล สุดท้ายแม่ได้นอนโรงพยาบาลอยู่หลายวัน ภายหลังต่อมาทราบเรื่องคือแม่เส้นเลือดในสมองแตก แต่ก็รอดมาได้ราวกับเป็นปฎิหาริย์ พอพ่อทราบเรื่องนี้จากพี่สาวพ่อก็ลงมาจากมุกดาหารทันที และเข้ามาต่อว่าผมว่า "ไอ้ลูกเนรคุณ ดูแลแต่ยายแม่ป่วยก็ไม่คิดจะดูแลแม่เลย" ผมเลยเก็บตัวเข้าห้องนอนและไม่คุยกับพ่อเลย กลายเป็นระเบิดเวลาลูกที่ 2

จากนั้นผมก็ได้ไปเที่ยวเชียงใหม่กับลุงและยายครับ ผมมีความสุขมากเพราะลุงขอบคุณผมที่เลี้ยงดูแลยายมาตลอด (ผมได้ถ่ายคลิปไปเที่ยวตลอดเส้นทางครับ เพราะในอนาคตผมอาจเดินทางไปด้วยตัวเองได้แน่นอน) จนกระทั่งเดินทางถึงอำเภอดอยสะเก็ด น้าผมก็ต้อนรับผมด้วยความรักเพราะน้าก็ชอบที่ผมรู้จักดูแลผู้มีพระคุณอย่างยายวันต่อมาพี่ชายผมที่อยู่อำเภอสันกำแพงชวนพี่ชายผมอีกคนไปตกปลาด้วยกันที่สระน้ำในทุ่งนาแถวบ้านน้าของผม ผมก็ตกปลาได้ตั้ง 4 ตัว ปลาติดเบ็ดหมดครับ ผมได้ถามพี่ปาล์มไปว่า "พี่ครับในอนาคตผมกลับมาเชียงใหม่ได้ไหมครับ ผมกำลังจะเผชิญกับปัญหาครอบครัวอีกครั้งครับ" พี่เค้าตอบว่า "มาได้ครับ ที่นี่ไม่มีปัญหาอะไรสำหรับปลื้มหรอกนะ"  วันต่อมาน้าผมได้พาผมไปเที่ยวน้ำพุร้อนสันกำแพง ผมก็ปรับทุกข์กับน้าว่า "น้าเป๋า พ่อผมทำไมทำร้ายจิตใจผมแบบนี้ครับ เขามองว่าผมเป็นตัวปัญหาของเขา" น้าเป๋าตอบว่า "ปล่อยเขาไป ยังไงลุงเปี๊ยกและครอบครัวโมฬีพันธ์ก็รักปลื้มเสมอนะ"  ตอนเย็นน้าเป๋าได้พาไปเยี่ยมพี่เอ็ม , น้าซอล , พี่ปอนด์ และน้องแทนคุณที่บ้านกาญจน์กนกวิลล์ 14 ที่สันกำแพง แล้วไปเที่ยวต่อที่อ่างเก็บน้ำห้วยลาน ผมได้คุยกับน้องแทนคุณไปว่า "แทนคุณครับ หนูรับปากได้ไหมว่าจะจดจำน้าไปตลอดกาลอย่างไม่มีวันลืม" น้องเขาตอบว่า "ครับ ผมรักน้าปลื้มนะ"

กลับมาจากเชียงใหม่ก็มาทำรีวิวรถต่อครับ ดูแลยายเหมือนเดิม ปี 2566 ลุงผมได้พาผมและยายไปเที่ยวเมืองโขง แขวงจำปาสัก ประเทศลาว อีกครั้งตอนเย็นเมื่อถึงห้องพักยายได้เข้านอนไปแล้ว ผมกับลุงได้คุยกันเรื่องปัญหาความขัดแย้งของผม ลุงก็คุยผมหลายเรื่องมากจนไล่เรียงไม่หมด สุดท้ายลุงก็บอกว่าให้ผมทำใจเย็นๆ ไปก่อนครับ

จนมาถึงวันที่ยายป่วยหนัก ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้แล้ว ผมก็ได้ดูแลยายพร้อมกับทำรีวิวรถไปด้วย ซักเสื้อผ้า - เครื่องนอนให้ยาย คอยหากับข้าวให้ยายกิน พายายไปอาบน้ำ เปลี่ยนแพมเพิสให้ยาย แต่งตัวให้ยาย จัดเตรียมที่นอนให้ยาย ระหว่างที่ยายป่วยหนักอยู่นั้นแม่ผมก็ได้ไปอยู่กับพี่สาว มีครั้งหนึ่งน้าของผมที่อยู่เชียงใหม่ได้ลงมาเยี่ยมยายและได้ตั้งชื่อผมใหม่ว่า "นัธทวัฒน์" ด้วยผมก็ไม่ติดต่อกับพี่สาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว จนมาวันหนึ่งพี่สาวได้เข้ามาคอมเมนต์ในเฟสบุ๊คส่วนตัวผมว่า "ในเมื่อครอบครัวที่เชียงใหม่ดีกว่า ก็ไปอยู่กับพวกเขาเลยนะ ไม่ต้องอยากกิน ไม่ต้องไปไหนมาไหนด้วย ลาก่อนคนนอกสายตา" ทำให้ผมต้องมาตัดพี่ตัดน้องสักพักหนึ่ง

จนเวลาผ่านไป ผมก็ได้เผลอเข้าไปขอคำปรึกษาที่โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ว่าผมเครียดมากเพราะดูแลยาย อยากให้ยายตาย สุดท้ายหมอก็จับผมไปแอดมิตที่หอผู้ป่วยจิตเวช โดยใช้เวลาแอดมิตอยู่ 1 ปีผมต้องทานยาตามหมอสั่งเพื่อให้ความเครียดสงบลง จนมากระทั่งวันที่ออกจากโรงพยาบาลนี้ ยายก็ได้นอนไม่ตื่น ผมว่าจะปลุกยายมากินข้าว แต่ผมก็ได้ติดต่อให้รถพยาบาลกู้ชีพ 1669 นำตัวยายส่งโรงพยาบาล 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ ผมได้นอนเฝ้ายายอยู่หลายคืน ระหว่างที่ยายยังมีชีวิตอยู่ยายได้บอกว่า "ไอ้ปลื้ม ดูแลตัวเองให้ดีที่สุดนะ บ้านกูอย่าใหัใครมาแตะต้อง" พอมาถึงวันสุดท้ายที่ยายนอนอยู่โรงพยาบาลนี้ รุ่งเช้ายายก็ได้จากผมไปอย่างไม่มีวันกลับมาได้อีก ผมก็น้ำตาไหลไม่หยุด

หลังเสร็จภารกิจงานศพยาย ครอบครัวทั้งภูมรีและโมฬีพันธ์ได้มากินข้าวร่วมกันหลังทานข้าวเสร็จผมได้ไปคุยกับน้องแทนคุณอีกครั้งว่า "น้าสัญญาว่าจะกลับไปเชียงใหม่แน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หรืออาจจะหลายปีก็ได้ แต่แทนคุณอย่าลืมน้าเด็ดขาด"

หลังจากนั้นผ่านมาหลายเดือน ผมได้ไปหางานทำที่งาน Job Fair จัดที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบล มีพี่คนหนึ่งได้บอกพ่อผมว่า "หน้าตาแบบน้องเค้าเนี่ย ไปที่ไหน ๆ เขาก็ไม่รับทำงานหรอกค่ะคุณพ่อ แนะนำให้คุณพ่อพาน้องไปทำบัตรคนพิการนะคะ" นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้ผมมีบัตรคนพิการ และยังได้รับเบี้ยคนพิการมาถึงทุกวันนี้ วันต่อมาผมได้ไป Walk-in เข้าไปสมัครงานที่บริษัทแห่งหนึ่งและได้ทำงานในตำแหน่งคนพิการนั่นเอง ผมก็งงว่าแค่จิตตกนิดหน่อยทำไมหมอวินิจฉัยว่าผมเป็นคนพิการทางจิตใจหรือพฤติกรรมได้อย่างไร

ถึงแม้ยายจะจากผมไปได้หลายปีแล้ว ผมก็ยังทำใจไม่ได้เลย ผมก็เลยไปหาลุง ปรับทุกข์กับลุง อยู่นาน ๆ ครั้ง คอยเล่าปัญหาในครอบครัวที่ผมเผชิญหน้าอยู่เรื่อย ๆ ให้ลุงฟังแต่ลุงก็รับรู้และเก็บไว้ในใจของลุงเสมอมา จนมาวันหนึ่งมีโทรศัพท์ดังเข้ามาขณะที่ผมกำลังอาบน้ำอยู่ ซึ่งเป็นเบอร์ของพี่มล เค้าได้โทรมาถามว่าผมอยู่ยังไงบ้าง มีอะไรทุกข์ใจไหม จนผมได้ถามพี่มลไปว่า "พี่มลพร้อมรับผมกลับไปอยู่ดอยสะเก็ดด้วยไหมเพราะครอบครัวผมมีปัญหามากเกินรับไหวแล้ว" พี่มลตอบกลับมาว่า "ได้สิ พี่พร้อมรับปลื้มกลับมาอยู่แล้ว พี่เอ็ม พี่ปอนด์ พี่ปาล์ม น้องแทนคุณ น้าซอล น้าเป๋า แม้กระทั่งตัวพี่เองยังคิดถึงปลื้มเสมอ ปลื้มไม่น่ากลับอุบลเลยนะ" ผมก็บอกพี่มลไปว่า "ผมจะกลับไปครับ แต่ต้องใช้เวลาครับ ผมอยากไปอยู่ด้วยจริง ๆ ขอบคุณที่รับฟังปัญหาผมครับพี่มล" พี่มลก็อยากให้ผมไปอยู่และทำงานใกล้ๆ บ้านของน้าเป็นอย่างมาก ถัดมา 2 อาทิตย์ผมได้โทรไปหาน้าไม้ น้าไม้บอกว่า "ให้ปลื้มได้อาย 35 ปีแล้วค่อยไปยกเลิกบัตรคนพิการนะ ทำงานตำแหน่งนี้ไปก่อน รักครอบครัวภูมรีให้มาก ๆ ไม่ใช่เอะอะๆ ก็ไปเกลียดเขา" แต่ผมก็โต้ตอบไปว่า "ไม่มีทางที่ผมจะชอบครอบครัวที่มีปัญหาแบบครอบครัวนี้อีกแล้วครับ มันสาหัสมากเกินรับไหวแล้ว ผมขอใช้นามสกุลยายนะครับ"

เมื่อถึงวันหมอนัด หลังจากหาหมอเสร็จ ผมได้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทใหม่ และได้เข้าไปเยี่ยมอาจารย์ที่วิทยาลัย อาจารย์ก็ได้ต่อว่าครอบครัวผมเป็นชุดว่า ครอบครัวนี้เป็นอะไรกับลูก ทำร้ายจิตใจลูกมากเกินไป ตอนเรียนอยู่อยากให้มาเห็นว่าลูกฉลาดกว่าคนอื่นๆ ด้วยซ้ำ พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากันเลย

อาทิตย์นึงพ่อก็ได้กลับมา ผมได้บอกพ่อว่าผมหายดีแล้วจะยกเลิกบัตรคนพิการ แต่พ่อกลับด่าผมแหลก ด่าเสีย ๆ หายๆ จะว่าไปก็เข้าข่ายข่มขู่ได้นะครับ ผมคิดว่าถ้าพ่อแม่ไม่เข้าใจว่าผมเป็นคนปกติ ทำอะไรก็เหมือนคนปกติทุกอย่าง แล้วจะให้ผมมาทำบัตรคนพิการทำไม  จู่ๆ พ่อทำแบบนี้คิดว่าพ่อผมทำร้ายจิตใจผมหรือเปล่า สักวันหนึ่งถ้าผมเหลืออดขึ้นมา ผมจะย้ายมาเช่าหอรายเดือนอยู่คนเดียวและในอนาคตผมจะกลับไปญาติที่เชียงใหม่หลังจากพ่อแม่หมดบุญแล้ว

ปัญหาที่ผมเจอ และอยากให้มีแนวทางแก้ไขดังนี้ครับ

1. พ่อแม่มองผมว่าผมไม่เหมือนคนอื่น

2. บุคลิกของผมไม่เหมาะสมกับการทำงานของคนปกติ

3. ผมควรกลับไปหาญาติที่เชียงใหม่ไหมหลังพ่อแม่หมดบุญ เพราะพี่น้องในสายเลือดพึ่งพาอาศัยร่วมกันไม่ได้

4. ผมควรตัดปัญหาด้วยการย้ายออกมาเช่าหอพักอยู่คนเดียวไหม

ขอบคุณที่อ่านจบจบครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่