เคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ยิ่งเราวิ่งไล่ตามความเพอร์เฟกต์ ทำไมมันถึงยิ่งห่างออกไปทุกที? สมัยก่อนผมเป็นคนหนึ่งที่มักจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอ ผมรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีต้นทุนชีวิตที่โดดเด่น ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง หน้าตาก็ธรรมดา แถมยังเป็นคนซื่อๆ ที่เคยโดนหลอกเรื่องความรักมาก็บ่อย (ยอมรับว่าตอนนั้นเราก็หวังอยากมีแฟนสวยๆ หุ่นดีๆ เลยเต็มใจเปย์เขาฝ่ายเดียว สุดท้ายก็ไม่ได้แม้แต่จับมือ)
ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองตรงนั้น เป็นแรงผลักดันให้ผมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ผมเริ่มออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ซื้อหนังสือพัฒนาตัวเองมาอ่าน พยายามเปลี่ยนลุคตัวเองให้ดูเป็น Badboy ลองฝึกร้องเพลงอัดคลิปลงโซเชียล ตัดผมทรงเท่ๆ ฯลฯ
ในช่วงแรกมันเหมือนจะดีนะครับ แต่มันเหมือนเราพยายามจัดแสงและหามุมกล้องชีวิตให้ภาพออกมาดูเป๊ะ ที่สุดในสายตาคนอื่น โดยลืมไปว่าเบื้องหลังเราต้องฝืนและเหนื่อยล้าแค่ไหน พอพยายามไปถึงจุดหนึ่ง ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด สูญเสียความเป็นตัวเอง และเครียดหนักจนถึงขั้นมีอาการปวดหัว แม้คนในครอบครัวจะคอยเตือนสติ แต่ตอนนั้นอัตตามันบังตา ดึงผมไว้ไม่ให้มูฟออน
จนถึงจุดที่จิตใจดิ่งที่สุด ความเครียดสะสมทำให้ผมกลายเป็นคน Toxic ไปโดยไม่รู้ตัว มุมมองความคิดติดลบไปหมด มองเรื่องธรรมดาให้แย่ลงได้เสมอ หลังจากจมอยู่กับความมืดมิดนั้นมาระยะหนึ่ง ผมก็เริ่มหาทางออกให้ตัวเองด้วยการหันมาศึกษาหลักคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ผมไม่ได้ใช้วิธีเข้าวัด ตักบาตร หรือปล่อยปลา แต่ผมเน้นการอ่านและวิเคราะห์เชิงลึก เทียบเคียงคำสอนและพระสูตรต่างๆ เพื่อนำมาตกตะกอนร่วมกับการนั่งสมาธิ ผมใช้ธรรมมาพิจารณาเทียบกับเหตุและผลในชีวิตตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่แค่ธรรมหมวดใดหมวดหนึ่ง แต่มันคือการหยิบจับหลายๆ มุมมองมาค่อยๆ แก้ปมในใจไปทีละเปลาะเเป็นขั้นตอน
กระทู้นี้ผมไม่ได้จะมาสอนใคร แค่อยากแชร์ประสบการณ์และอยากบอกว่า "เราไม่จำเป็นต้องมีชีวิตเหมือนใคร เพราะเราไม่ใช่เขา"
แต่ละคนมีเหตุและปัจจัยที่สะสมมาแตกต่างกัน จงพอใจและภูมิใจในตัวเองถ้าเราพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว ลองมองดูต้นไม้สิครับ แต่ละต้นยังมีรูปพรรณที่ต่างกัน บางต้นใหญ่โต บางต้นมีสีสันสวยงาม แต่ทุกต้นก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง
"ต้นบอนไซ" รูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถสร้างความสวยงามและมีมูลค่าในตัวเอง
"ต้นไทร" แม้รูปทรงจะไม่สวยและมีเอกลลักษณ์เท่ากับต้นบอนไซ สามารถให้ร่มเงาแก่สัตว์ใหญ่ หรือบังแดดบังฝน
คนเราก็เหมือนกันครับ แต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของตัวเอง
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเหนื่อยกับการเป็นคนอื่นครับ
เลิกพยายามเป็นคนอื่น แล้วกลับมาโตในกระถางของตัวเอง
ความรู้สึกไม่พอใจในตัวเองตรงนั้น เป็นแรงผลักดันให้ผมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ผมเริ่มออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ ซื้อหนังสือพัฒนาตัวเองมาอ่าน พยายามเปลี่ยนลุคตัวเองให้ดูเป็น Badboy ลองฝึกร้องเพลงอัดคลิปลงโซเชียล ตัดผมทรงเท่ๆ ฯลฯ
ในช่วงแรกมันเหมือนจะดีนะครับ แต่มันเหมือนเราพยายามจัดแสงและหามุมกล้องชีวิตให้ภาพออกมาดูเป๊ะ ที่สุดในสายตาคนอื่น โดยลืมไปว่าเบื้องหลังเราต้องฝืนและเหนื่อยล้าแค่ไหน พอพยายามไปถึงจุดหนึ่ง ผมเริ่มรู้สึกอึดอัด สูญเสียความเป็นตัวเอง และเครียดหนักจนถึงขั้นมีอาการปวดหัว แม้คนในครอบครัวจะคอยเตือนสติ แต่ตอนนั้นอัตตามันบังตา ดึงผมไว้ไม่ให้มูฟออน
จนถึงจุดที่จิตใจดิ่งที่สุด ความเครียดสะสมทำให้ผมกลายเป็นคน Toxic ไปโดยไม่รู้ตัว มุมมองความคิดติดลบไปหมด มองเรื่องธรรมดาให้แย่ลงได้เสมอ หลังจากจมอยู่กับความมืดมิดนั้นมาระยะหนึ่ง ผมก็เริ่มหาทางออกให้ตัวเองด้วยการหันมาศึกษาหลักคำสอนทางพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ผมไม่ได้ใช้วิธีเข้าวัด ตักบาตร หรือปล่อยปลา แต่ผมเน้นการอ่านและวิเคราะห์เชิงลึก เทียบเคียงคำสอนและพระสูตรต่างๆ เพื่อนำมาตกตะกอนร่วมกับการนั่งสมาธิ ผมใช้ธรรมมาพิจารณาเทียบกับเหตุและผลในชีวิตตัวเอง ซึ่งมันไม่ใช่แค่ธรรมหมวดใดหมวดหนึ่ง แต่มันคือการหยิบจับหลายๆ มุมมองมาค่อยๆ แก้ปมในใจไปทีละเปลาะเเป็นขั้นตอน
กระทู้นี้ผมไม่ได้จะมาสอนใคร แค่อยากแชร์ประสบการณ์และอยากบอกว่า "เราไม่จำเป็นต้องมีชีวิตเหมือนใคร เพราะเราไม่ใช่เขา"
แต่ละคนมีเหตุและปัจจัยที่สะสมมาแตกต่างกัน จงพอใจและภูมิใจในตัวเองถ้าเราพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว ลองมองดูต้นไม้สิครับ แต่ละต้นยังมีรูปพรรณที่ต่างกัน บางต้นใหญ่โต บางต้นมีสีสันสวยงาม แต่ทุกต้นก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง
"ต้นบอนไซ" รูปทรงที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถสร้างความสวยงามและมีมูลค่าในตัวเอง
"ต้นไทร" แม้รูปทรงจะไม่สวยและมีเอกลลักษณ์เท่ากับต้นบอนไซ สามารถให้ร่มเงาแก่สัตว์ใหญ่ หรือบังแดดบังฝน
คนเราก็เหมือนกันครับ แต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวของตัวเอง
เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังเหนื่อยกับการเป็นคนอื่นครับ