ปลด 'โอเวอร์แฮงก์' หุ้นรฟฟ. มองโอกาส 'ตั๋วร่วม' หนุนจำนวนผู้โดยสาร

กระทู้ข่าว


'นักวิเคราะห์' มองเชิงบวกหุ้น BEM และ BTS หลังกระทรวงคมนาคมเสนอครม.พิจารณา 'ตั๋วร่วม' กำหนดเพดาน 17-45 บาทต่อเที่ยว ปลดล็อคโอเวอร์แฮงก์ กระตุ้นรายได้จากจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ด้าน BTS อาจได้ประโยชน์น้อยกว่า BEM เนื่องจากสัมปทานสายสีเขียวใกล้สิ้นสุด ทั้งยังต้องแบกรับภาวะขาดทุนของสายสีเหลืองและสีชมพู

นายปฏิภาค นวาวัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์หลักทรัพย์ ⁠บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า กรณีกระทรวงคมนาคมเตรียมยื่นวาระเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาในหลักการเกี่ยวกับการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวมหรือ “ระบบตั๋วร่วม” โดยให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย พร้อมผลักดันนโยบายค่าโดยสารกำหนดเพดาน 17-45 บาทต่อเที่ยว ซึ่งจะเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวนั้น

มองว่าจะเป็นการคลายปัจจัยลบหรือ “โอเวอร์แฮงก์” ที่กดดันหุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ในระยะเวลาที่ผ่านมา ได้แก่ประเด็นเรื่องจากซื้อคืนสัญญาสัมปทานภาครัฐ ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับ BEM เนื่องจากทิศทางธุรกิจในการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเริ่มพลิกกลับมาทำกำไร มีผู้โดยสารราว 430,000-450,000 คนต่อวันในปัจจุบัน และกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2570 จะทำหน้าที่รองรับการขนส่งบริเวณชานเมืองเข้าสู่ใจกลางเมือง และช่วยป้อนผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการต่อสัญญาสัมปทานโครงการทางด่วนชั้นที่ 2 หรือ “ดับเบิลเด็ค” ที่จะเข้ามาเป็นปัจจัยบวกสำคัญ ผ่อนคลายปัจจัยกดดันราคาหุ้น BEM ก่อนหน้านี้ ให้ตัวหุ้นมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นในฐานะหุ้นคุณค่าที่ราคายังคงถูกกว่าพื้นฐานมาก

ในทางกลับกันบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด หรือ BTS อาจได้ประโยชน์จากนโยบายตั๋วร่วมน้อยกว่า BEM เนื่องจากหากภาครัฐใช้การซื้อสัมปทาน การเดินรถไฟฟ้าสายสีเหลืองและสายสีชมพูซึ่งขาดทุนราว 1,600 ล้านบาทต่อปีจะถูกนำออกไปจากงบการเงิน ส่งผลให้ผลประกอบการในภาพรวมของกลุ่ม BTS ดีขึ้น แต่เมื่อเปลี่ยนมาเป็นระบบตั๋วร่วมภาวะขาดทุนต่อเนื่องทั้งจากธุรกิจเดินรถไฟฟ้าและธุรกิจอื่น ๆ จะยังคงอยู่

“ถ้าราคาตั๋วถูกคนขึ้นอยู่แล้ว และธุรกิจไม่มีเสียประโยชน์มีแต่เท่าทุนหรือได้ประโยชน์ แต่ถ้ามีรายได้ส่วนเพิ่มก็ต้องแบ่งกันกับภาครัฐ อธิบายให้เข้าใจง่ายคือการใช้ระบบการันตี เช่น ถ้าแต่เดิมการเดินรถไฟฟ้ามีรายได้ 1,000 ล้านบาท ถ้ามีตั๋วร่วมแล้วรายได้เหลือ 900 ล้านบาท รัฐก็จะชดเชยให้ 100 ล้านบาท แต่หากมีรายได้ส่วนเพิ่มขึ้นมาเป็น 1,100 ล้านบาท ส่วนที่เพิ่มมาก็จะต้องแบ่งกับภาครัฐ โดยเงื่อนไขจะเป็นอย่างไรคงต้องรอรายละเอียด แต่คิดว่านโยบายนี้มีโอกาสนำมาใช้จริงแทบจะ 100%”

นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน ⁠บล. กสิกรไทย จำกัด กล่าวในรายการ "KS Forward" ว่า นโยบายตั๋วร่วม 17-45 บาท จะทำให้ราคาเฉลี่ยของตั๋วโดยสารลดลงมาที่ราว 30-35 บาท จากเดิม 50 บาท เป็นการกระตุ้นให้ผู้โดยสารเข้าใช้บริการระบบรถไฟฟ้ามากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อรายได้ของบริษัทเพิ่มขึ้นบนเงื่อนไขการแบ่งปันส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งเป็นอัปไซด์ต่อธุรกิจในระยะข้างหน้า โดยคาดว่าทางฝั่งของ BEM ที่ยังมีสัมปทานระยะยาวจะได้ประโยชน์มากกว่า BTS ที่สัมปทานใกล้สิ้นสุด

นอกจากนี้ ปัจจัยดังกล่าวจะเป็นการปลดล็อคภาวะ “โอเวอร์แฮงก์” จากแนวโน้มการซื้อคืนสัญญาสัมปทานในช่วงก่อนนี้ซึ่งตลาดตีความในเชิงลบ ทั้งนี้ เนื่องจากสัมปทานของ BEM เป็นสัมปทานที่ดี อย่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกำลังพลิกฟื้นกลับมาทำกำไร พร้อมกับแหล่งรายได้ใหม่อย่างสายสีส้มที่กำลังจะเปิดให้บริการ ดังนั้น การออกนโยบายตั๋วร่วมจึงเป็นการผ่อนคลายปัจจัยที่กดดันราคาหุ้นให้ปรับตัวลงในช่วงที่ผ่านมา

“สาเหตุหนึ่งที่ BEM ซื้อรถเพิ่มอีก 21 ขบวนเป็นมูลค่าหลายหมื่นล้าน คือเขาก็ต้องคาดการณ์แล้วว่าผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ เพราะถึงแม้คนจะเพิ่มขึ้นอีก 30% ก็คงไม่เกิดประโยชน์ หากไม่มีขบวนรถในจำนวนที่เพียงพอมารองรับ ฉะนั้นเรื่องนี้จะช่วยคลายโอเวอร์แฮงก์และเปิดอัปไซด์ของธุรกิจได้”

นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บล. ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ประโยชน์ที่ BEM และ BTS จะได้รับจากนโยบาย “ตั๋วร่วม” ขึ้นอยู่กับรายละเอียดการเจรจาว่ามีเงื่อนไขการชดเชยเป็นอย่างไร มองว่าไม่ว่าจะเป็นนโยบายการซื้อคืนสัมปทานในรูปแบบเดิมก็อาจสร้างผลประโยชน์ให้กลุ่มรถไฟฟ้าได้ถ้ามีค่าตอบแทนที่เหมาะสม แต่มองว่าถ้าเป็นการซื้อคืนสัมปทาน BTS จะได้ประโยชน์มากกว่า BEM เนื่องจากปัจจุบัน BTSประสบภาวะขาดทุนจากการเดินรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-ชมพู

ในไตรมาสที่ 2 คาดว่ากำไรสุทธิของ BEM ยังค่อนข้างทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ขณะที่กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จากการรับรู้ส่วนแบ่งเงินปันผลของ CKP และ TTW คงคำแนะนำ “ซื้อ” จากราคาหุ้นยังต่ำกว่าพื้นฐาน ทั้งยังมีศักยภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและสัมปทานดับเบิลเด็ค ส่วน BTS คงคำแนะนำ “ถือ”

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่