เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของคนทั้งโลก สังคมโลกย่อมต้องมีกลุ่มชนชั้นนายทุนและกลุ่มชนชั้นกรรมกร ใครสามารถทำชีวิตตัวเองพัฒนาให้เป็นกลุ่มชนชั้นนายทุนได้ ก็ไม่ได้ผิดอะไรนะ ส่วนใครที่เป็นกลุ่มชนชั้นแรงงาน ย่อมลำบากกว่า การเป็นคนทำนาบนหลังคน แต่ความจริงก็คือ หากคนพัฒนาตนให้เป็นกลุ่มชนชั้นนายทุนไม่ได้ หรือทำแล้วล้มเหลว นั่นก็คือระดับสติปัญญาหรือไอคิวจะเป็นไม่ได้ จึงต้องมีอาชีพใช้แรงงานสำหรับบางราย นั่นก็คือระดับชีวิตเป็นชนชั้นกรรมชีพได้เท่านั้น และมุมมองของคนเป็นกรรมชีพย่อมอยากพัฒนาตนให้เป็นคนรวยเป็นสิ่งที่หวัง เพราะคงไม่มีคนรวยคนไหนหรอกที่คิดแบบนายทุนปกติดีๆอยากเป็นแรงงาน มีแต่แรงงานกรรมกรอยากเป็นนายทุน ถ้ามีปัญญาและวาสนา น่าจะใช่มั้ยครับ พิ้นฐานมุมมองแบบนี้เกี่ยวข้องกับสังคมเศรษฐกิจ แต่มีสถานการณ์บ่อยๆ ที่คนเป็นกรรมชีพ ไม่สามารถรับกับสถานะของนายทุน ที่เอารัดเอาเปรียบพวกเขาในมุมมองความคิดเขาเพราะ นายทุน และ กรรมกร ย่อมมีความคิดแตกต่างกัน เป็นคนละส่วนของสังคม แต่ส่วนใหญ่ชีวิตคนไทย บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าได้เพราะมีคนทำเก่ง แม้เป็นนายทุนก็จะต้องจ้างงานเก่ง ก็ได้เห็นแต่คนกลุ่มกรรมาชีพ และมีใครอยากเป็นกรรมกรผู้ใช้แรงงานบ้างมั้ยล่ะ นายทุนก็มีงานของนายทุนให้ต้องทำจริงจังให้สำเร็จ แม้ไม่ต้องมีแอคชั่นมากเพียงให้คงสถานะนายทุนอย่างมั่นคง แต่จะต้องไม่มีนิสัยธาตุแท้เป็นคนชนชั้นล่างสุดซึ่งจะเป็นผีพนันลงทุนเพื่อความเมามันส์ขาดสติมาใช้ในการทำงานเป็นนายทุน สำหรับกรรมชีพก็มีงานของกรรมชีพให้ต้องทำอย่างจริงจังให้สำเร็จ รักษาสุขภาพให้พร้อมต่อการทำงานได้ มีสติปัญญาเข้ากับสิ่งที่ต้องทำด้วยแรงงาน ดีเลวในสังคมก็แล้วแต่คนให้เกียรติใครเป็นหรือเปล่าล่ะ ว่า ชนชั้นของตัวเองและคนอื่นก็คนละชนชั้นความคิด ไอคิวจะเสมอภาคไม่ได้ ก็กรรมกรมั้ยล่ะที่เขลอะๆชอบโวยวายอารมณ์ร้ายจนบุคลิกน่ารังเกียจ แล้วก็นายทุนมั้ยล่ะที่เครียดจัดเพราะเงินหมดลงทุนไม่ค่อยมีผลกำไรมากสุดโต่ง แต่ชีวิตจะน่ายอมรับ แม้เป็นคนชนชั้นไหน หากสุจริตทำสำเร็จในอาชีพเก่งจริงๆมากๆ แล้วก็ดีก็ด้วยสุขภาพอนามัยแข็งแรง มีความมั่นใจในชีวิต ไม่มีปัญหานิสัย กาย วาจา ใจ ไม่มีความเป็นศิลปะ ไม่คิดว่าตัวเองสำเร็จที่สุดของโลกแล้วมีปัญหาสายตามีตาหามีแววไม่ คอยว่า คนอื่นๆมีแต่ความไม่ดีหรือผิดปกติ ด้วยการพัฒนาคุณภาพชีวิตมาอย่างด้อย ก็มีชีวิตไม่ได้น่ารังเกียจทั้งนายทุนและกรรมาชีพ เพราะการรู้จักระวังระงับเหตุผิดปกติที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ของใครล่ะ จุดเริ่มต้นของสังคมเพราะคนยังไม่มีความสุขในชีวิตตนและปัจจัยในที่ตนยังไม่พอต่อการยังชีพ ไม่รู้คนเขาจะต้องบอกกันตั้งแต่สมัยไหน ก็เดิมๆอย่างนี้ล่ะ ทำให้ชีวิตหมดปัญหาทุกข์ใจและความยากจนขาดแคลนมานานหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่แรกๆแล้ว ไม่งั้นจะไปเรียนอะไรให้ยุ่งยากมีความเครียดล่ะ อะไรอย่างนั้น จุดเริ่มต้นของสังคมเพราะคนยังไม่มีความสุขในชีวิตตนและปัจจัยในที่ตนยังไม่พอต่อการยังชีพ ไม่รู้คนเขาจะต้องบอกกันตั้งแต่สมัยไหน ก็เดิมๆอย่างนี้ล่ะ แต่การที่คนมีอาชีพแล้วก็จะมีความรู้มากขึ้น บางคนก็มีชีวิตมีความวิตกกังวลเป็นคนจะต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้นในเศรษฐกิจหรือความเจริญแบบเดิมๆนั้นล่ะ แต่ชีวิตคนมีอาชีพรู้จักเศรษฐกิจหรือการมีรายได้ดีก็จะแตกต่างจากชีวิตไม่ได้มีเวลาเพื่อการอาชีพ แต่ใช้เวลาอยู่กับการทำชีวิตให้เสื่อม ทำให้ชีวิตหมดปัญหาทุกข์ใจและความยากจนขาดแคลนมานานหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่แรกๆแล้ว ไม่งั้นจะไปเรียนอะไรให้ยุ่งยากมีความเครียดล่ะ เพราะคนมีความคิดและรู้เรื่องการใช้เวลาทำอาชีพให้มีศิลปะมากกว่าก็จะทำให้เป็นคนที่จะช่วยให้บ้านเมืองเจริญขึ้นเก่งกว่าคนไม่ค่อยทำอาชีพให้มีศิลปะด้วยการศึกษามากขึ้น อะไรอย่างนั้น ถ้ารู้แล้วมีฝีมืออะไรบ้างด้วยปัจจัยอะไรบ้างจะทำได้ ก็ทำก็พักผ่อนไปเท่านั้นเอง แล้วทำให้คนยังไม่รู้วิชาอะไรเลยเขาได้เรียนรู้ด้วย แต่คนไม่มีปัญหาลุ่มหลงอายุและวัยตัวเอง แค่ทำความเข้าใจตามธรรมชาติว่าถ้ามีอายุมากขึ้น เวลาของชีวิตก็จะน้อยลงเหมือนดั่งนาฬิการายหรือแท่งเทียนที่โชติช่วง สามารถลดปัญหาปะทะกับสังคมจนขาดการดูแลชีวิตตัวเองได้ ก็โชคดี ถ้าคิดว่าชีวิตตนดีที่สุด แต่มองเห็นว่าชีวิตคนอื่นไม่ดี จะทำให้มีปัญหาการเข้าสังคม หากคิดใหม่ๆดีๆได้ว่า ถ้าคนพัฒนาตนได้ไม่ค่อยดี ก็คงไม่มีใครหรอกจะปกติเป็นคนดีๆให้เห็นได้เลย เขาไม่ได้เป็นคนชอบความเกเรหรือเป็นนักเลงมานานมากแล้ว ก็ดีต่อสัคมแล้วไง การเก่งใส่คนก็มีโอกาสผิดกฏหมายได้นะ หากชีวิตทำจิตทำใจการลดความหวังร้ายต่อบุคคลต่างๆได้ สังคมก็จะมีความน่าอยู่มากขึ้น ชีวิตในโลกอนาคตของคนก็ดีแต่ที่สามารถอ่านออกเขียนได้นั้นล่ะ
สังคมโลกย่อมต้องมีสิ่งนี้ เป็นคนละแนวความคิด