เชื่อว่าหลายคนที่เข้ามาอ่านกระทู้นี้ น่าจะเติบโตและคุ้นเคยกับซีรีส์เกาหลีมาไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นแนวพีเรียด (ซากึก) การเมืองในวังสุดเข้มข้น ชุดฮันบกสวยๆ ไปจนถึงวัฒนธรรมการกินไก่ทอดกับเบียร์ (ชีแม็ก) ดื่มโซจูกับหมูสามชั้น จนหลายครั้งเรารู้สึกว่า "เราซึมซับและเข้าใจวัฒนธรรมเกาหลีดีพอสมควรแล้ว"
แต่ทุกคนรู้ไหมครับว่า... สิ่งที่เราเห็นผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงและ Soft Power ของเกาหลีใต้นั้น ในมุมมองของวัฒนธรรมศึกษา มันเป็นแค่โมเดล "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" (Cultural Iceberg) ที่คิดเป็นสัดส่วนแค่ประมาณ 10-20% ของวัฒนธรรมเกาหลีทั้งหมดเท่านั้นเอง!
ไอ้ 10% ที่โผล่พ้นน้ำมาให้เราเห็น คือสิ่งที่เขา "คัดและตัดต่อ" มาแล้วว่ามันเป็นสินค้าส่งออกที่ย่อยง่าย ภาพจำโรแมนติก และดึงดูดคนดู
แต่ความจริงแล้ว ลึกลงไปใต้น้ำอีกกว่า 80% เกาหลีมีมิติทางวัฒนธรรม โครงสร้างชนชั้นที่โหดร้ายกว่าในวัง ปรัชญาการใช้ชีวิต ไปจนถึงอิทธิพลจากจีนและญี่ปุ่น (แล้วเอามาปรุงรสใหม่จนเป็นเอกลักษณ์ตัวเอง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีรีส์กระแสหลักมักจะละไว้ หรือฉายให้เห็นแค่ผิวเผิน
วันนี้ผมเลยรวบรวมและลิสต์ "DNA ทางวัฒนธรรมเกาหลี" แบบเจาะลึกทะลุยอดภูเขาน้ำแข็งมาฝากกันครับ ตั้งแต่เรื่องชุดฮันบกที่ไม่ได้มีแค่ความสวย (แต่มีปรัชญาที่ซ่อนอยู่และต่างจากฮั่นฝูของจีนชัดเจน) ไปจนถึงวิถีชีวิต การกิน และความเชื่อ
รับรองว่าถ้าอ่านจบแล้ว การกลับไปดูซีรีส์เกาหลีรอบหน้าของคุณ จะสนุกและเห็นดีเทลที่ซ่อนอยู่ลึกขึ้นแน่นอนครับ! มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. ฮโย (Hyo): ความกตัญญูต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษ รากฐานของลัทธิขงจื๊อ
2. นุนชิ (Nunchi): การ "อ่านอากาศ" หรือความสามารถในการประเมินสถานการณ์และอารมณ์ของผู้อื่นอย่างรวดเร็ว
3. ชอง (Jeong): ความผูกพัน ความห่วงใย หรือสายใยที่มองไม่เห็นระหว่างผู้คนในสังคม
4. ฮัน (Han): ความรู้สึกคับแค้นใจ โศกเศร้า แต่ก็มีความอดทนและหวังลึกๆ ซึ่งเป็นแก่นอารมณ์ของคนเกาหลีที่ผ่านสงคราม
5. เชมยอน (Chemyon): การรักษาหน้าตาและภาพลักษณ์ในสังคม
6. ซอนบิ (Seonbi): จิตวิญญาณของนักปราชญ์ผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ไม่แสวงหาอำนาจหรือเงินทอง
7. ซังคังโอรยุน (Samgang Oryun): หลักศีลธรรมขงจื๊อ 5 ประการที่กำหนดความสัมพันธ์ เช่น กษัตริย์-ขุนนาง, พ่อ-ลูก, สามี-ภรรยา
8. ชอล (Jeol): การโค้งคำนับแบบเต็มพิธีการโดยการกราบลงกับพื้น ใช้กับผู้ใหญ่หรือบรรพบุรุษ
9. ซอลลัล (Seollal): วันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ เน้นการไหว้บรรพบุรุษและกินซุปเค้กข้าว (ต็อกกุก)
10. ชูซอก (Chuseok): เทศกาลขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงและทำพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษ มีการกินขนมซงพยอน ซึ่งชูซอกนี้เองที่จีนมักอ้างบ่อยๆว่า เกาหลีก็อป วันไหว้พระจันทร์ ทั้งที่จริงมันเป็นคนละเทศกาลอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่มันจัดวันเดียวกัน
11. ทลจันชี (Doljanchi): พิธีฉลองวันเกิดครบ 1 ขวบ มีการให้เด็กจับสิ่งของเพื่อทำนายอนาคต
12. เชซา (Jesa): พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว จัดขึ้นในวันครบรอบวันตาย
13. ควันแร / กเยแร (Gwalle/Gyerye): พิธีบรรลุนิติภาวะของชาย (สวมหมวก) และหญิง (ปักปิ่น)
14. ฮนแร (Hollae): งานแต่งงานแบบดั้งเดิม มีการมอบเป็ดไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์
15. ทันโอ (Dano): เทศกาลในวันที่ 5 เดือน 5 ต้อนรับฤดูร้อน ผู้หญิงจะสระผมด้วยน้ำต้มใบอ้อ
16. แทโบรึม (Daeboreum): เทศกาลพระจันทร์เต็มดวงแรกของปี มีการจุดไฟเผากองฟางเพื่อขอพร
17. คิมจัง (Gimjang): ประเพณีการรวมตัวกันทำกิมจิปริมาณมากในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อกักตุนไว้กินช่วงฤดูหนาว
18. ฮันอก (Hanok): บ้านแบบดั้งเดิมที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและทิศทางลม
19. อนดล (Ondol): ระบบทำความร้อนใต้พื้น โดยใช้ความร้อนจากเตาไฟส่งผ่านช่องใต้พื้นบ้าน
20. มารู (Maru): ระเบียงไม้กว้างที่ช่วยระบายอากาศและให้ความเย็นในฤดูร้อน
21. กีวา (Giwa): กระเบื้องหลังคาดินเผาสีเข้ม สำหรับบ้านชนชั้นสูงหรือวัง
22. โชกาจิบ (Chogajib): บ้านหลังคามุงฟาง ทรงกลมมน ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวบ้านทั่วไป
23. ชางโฮจิ (Changhoji): กระดาษสาที่ใช้บุหน้าต่างและประตู ยอมให้แสงและอากาศผ่านได้
24. แทชอง (Daechong): โถงกลางบ้านฮันอก ใช้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างห้องต่างๆ
25. ทัมจัง (Damjang): กำแพงหินเตี้ยล้อมรอบบ้าน สร้างไม่ให้สูงเกินไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
26. ฮันบก (Hanbok): ชุดประจำชาติที่โดดเด่นด้วยเส้นโค้งและสีสันจากธรรมชาติ จุดที่ต่างจาก "ฮั่นฝู" (Hanfu) ของจีนอย่างชัดเจนที่สุดคือ โครงสร้างชุด ฮันบกของทั้งชายและหญิงจะแบ่งเป็น "สองชิ้นแยกกันชัดเจน" คือเสื้อท่อนบน (ชอกอรี) และท่อนล่าง (กระโปรงชีมา หรือกางเกงบาจิ) ในขณะที่ฮั่นฝูมักมีโครงสร้างแบบเสื้อคลุมยาวชิ้นเดียวทิ้งตัวพลิ้วไหว นอกจากนี้ ฮันบกยังมีกิมมิกการผูกโบว์ที่หน้าอก (โครึม) และมี "ปลายแขนเสื้อที่แคบกระชับข้อมือ" เพื่อความทะมัดทะแมงและตอบโจทย์วิถีนั่งพื้น ซึ่งต่างจากฮั่นฝูที่นิยมทำปลายแขนเสื้อให้กว้าง ใหญ่ และใช้สายคาดเอวรัดทับเพื่อเน้นความสง่างามเวลาเดิน
และ fact ที่หลายคนไม่รู้คือ ฮันบกมีที่มาของมันเอง ไม่ได้มาจากฮั่นฝู
27.มังกอน (망건 - Manggeon): นี่คือดีเทลที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับชายยุคโชซอน มันคือตาข่ายรัดผมที่ถักจากหางม้า เอาไว้รัดเก็บลูกผมและฐานมวยผม (ซังทู) ให้เนี้ยบกริบก่อนจะสวมหมวกคัด (Gat) ทับลงไป มังกอนไม่ใช่แค่ที่คาดผม แต่เป็นสัญลักษณ์ของ "ความมีระเบียบและศักดิ์ศรี" ของลูกผู้ชาย ชายชาตรีโชซอนจะไม่มีวันปล่อยให้ผมเผ้ารุ่มร่ามเด็ดขาด
28. คัด (Gat): หมวกตาข่ายทรงสูงทำจากหางม้าหรือไม้ไผ่ เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นขุนนางชาย
29. บีนยอ (Binyeo): ปิ่นปักผมของผู้หญิง ใช้บอกสถานะและระดับความมั่งคั่ง
30. นอรีแก (Norigae): เครื่องประดับพู่ห้อยติดกับเชือกผูกเสื้อผู้หญิง
31. แทงกี (Daenggi): ริบบิ้นหรือโบว์เส้นใหญ่สำหรับผูกผมเปียของหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน
32. โกมูชิน (Gomusin): รองเท้าแบบดั้งเดิมที่มีหัวรองเท้างอนขึ้น
33. คาเช (Gache): วิกผมถักขนาดใหญ่และหนักมาก ผู้หญิงโชซอนใช้เพื่อแสดงความงามและฐานะ
34. ชอกอรี (Jeogori): เสื้อท่อนบนของฮันบก ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
35. ชีมา / บาจิ (Chima/Baji): กระโปรงทรงสุ่มของผู้หญิง และกางเกงทรงหลวมของผู้ชาย
36. ฮันชิก (Hansik): มื้ออาหารเกาหลีที่ประกอบด้วย ข้าว ซุป และเครื่องเคียง
37. พันชาน (Banchan): เครื่องเคียงจานเล็กๆ ที่เสิร์ฟพร้อมมื้ออาหารหลัก (เติมได้เสมอ)
38. กิมจิ (Kimchi): ผักดองหมักพริกและกระเทียม หัวใจหลักของอาหารเกาหลี
39. จาง (Jang): ซอสหมักพื้นฐาน ได้แก่ ทเวนจัง (เต้าเจี้ยว), โคชูจัง (พริกแกง), คันจัง (ซีอิ๊ว)
40. ต็อก (Tteok): ขนมต้มหรือเค้กข้าว ทำจากแป้งข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า
41. ซูจอ (Sujeo): วัฒนธรรมการใช้ช้อนโลหะด้ามยาวสำหรับกินข้าวและซุป คู่กับตะเกียบโลหะแบน
42. ทุกแบกี (Ttukbaegi): หม้อดินเผาสีดำที่เก็บความร้อนได้นาน ใช้ต้มซุปแกงเดือดๆ
43. คามาซต (Gamasot): หม้อเหล็กหล่อขนาดใหญ่ก้นลึก ใช้หุงข้าวให้ได้รสชาติและเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว
44. ฮวาโร (Hwaro): เตาอั้งโล่เหล็กหรือดินเผาสำหรับย่างเนื้อสัตว์บนโต๊ะอาหาร
45. ซังชาริม (Sangcharim): กฎการจัดโต๊ะอาหาร โดยแบ่งตามจำนวนเครื่องเคียง เช่น 3, 5, 7, 9 จาน (12 จานสำหรับกษัตริย์)
46. การกินแบบพิบิม (Bibim): วัฒนธรรมการ "คลุกเคล้า" ส่วนผสมหลายอย่างในชามเดียวให้เข้ากันก่อนกิน
47. การรินเครื่องดื่ม: ต้องรินให้ผู้อื่นเสมอ (ห้ามรินให้ตัวเอง) และผู้รินต้องใช้มือสองข้างประคองขวด
48. การดื่มกับผู้อาวุโส: ผู้น้อยต้องหันหน้าหรือเบือนลำตัวไปด้านข้างขณะดื่ม เพื่อแสดงความเคารพ
49. โซจู / มักกอลลี (Soju/Makgeolli): เหล้ากลั่นใสและไวน์ข้าวขุ่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นบ้าน
50. ซัม (쌈 - Ssam): วัฒนธรรมการห่อ อาหารเกาหลีไม่ได้มีแค่การคลุก (Bibim) แต่การเอาใบชิโครี่ ผักกาดหอม หรือใบงา มาห่อหมูย่าง กระเทียม พริก และซัมจัง แล้วป้อนเข้าปากในคำเดียว (One-bite culture) มันคือศิลปะแห่งการผสานเท็กซ์เจอร์และรสชาติในปากที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์และการแบ่งปัน
51. ทัมแบคฮาดา (담백하다) & พนยอนเอ มัต (본연의 맛): สองคำนี้คือขั้นสุดของรสนิยมการกินที่ลึกซึ้งกว่าความเผ็ดแดงของโคชูจัง ทัมแบคฮาดาคือรสชาติที่ "คลีน เบาสบาย ไม่มันเลี่ยน" ส่วนพนยอนเอ มัต คือการเคารพ "รสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบ" โดยไม่ใช้เครื่องปรุงหนักๆ มากลบ เสน่ห์ของการจิบอเมริกาโน่เย็นคั่วเข้มแบบไม่ใส่น้ำตาล หรือการดื่มชาเขียวรสฝาดลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิตอนอ่านหนังสือ ก็ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจในรสชาติแบบคลีนๆ และแก่นแท้ของวัตถุดิบ (พนยอนเอ มัต) แบบนี้เลยครับ
52. ฮันกึล (Hangul): ระบบตัวอักษรเกาหลีที่ประดิษฐ์ขึ้นในยุคพระเจ้าเซจง ออกแบบตามรูปทรงของอวัยวะออกเสียง
53. ชีโจ (Sijo): รูปแบบบทกวีดั้งเดิมที่มี 3 บรรทัด (ประกอบด้วยการเริ่มเรื่อง, ขยายความ, และหักมุมตอนท้าย)
54. คาซา (Gasa): บทกวีร้อยแก้วขนาดยาว มักพรรณนาถึงความงามของธรรมชาติหรือคำสอนทางศีลธรรม
55. ฮยางกา (Hyangga): บทกวีพื้นเมืองโบราณยุคชิลลา บันทึกด้วยระบบตัวอักษรยืมจากจีน
56. พันโซรี (Pansori): การขับร้องเล่าเรื่องขนาดยาวโดยมีผู้ร้องหนึ่งคนและคนตีกลองหนึ่งคน
57. อารีรัง (Arirang): เพลงพื้นบ้านที่เป็นดั่งเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการ เนื้อหาเกี่ยวกับการพลัดพราก
58. มินโย (Minyo): เพลงพื้นบ้านของชนชั้นแรงงานหรือชาวนา ร้องเพื่อจังหวะในการทำงาน
59. จองอึม (Jeongeum): ปรัชญา "เสียงที่ถูกต้อง" ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างตัวอักษรฮันกึล
60. คายากึม (Gayageum): เครื่องดนตรีประเภทพิณ 12 สาย ใช้นิ้วดีด
61. แฮกึม (Haegeum): ซอสองสายที่ให้เสียงแหลมและมีหางเสียงคล้ายเสียงสะอื้น
62. จังกู (Janggu): กลองสองหน้าทรงนาฬิกาทราย ใช้ตีให้จังหวะหลักในดนตรีเกือบทุกประเภท
63. พุงมุล (Pungmul): การแสดงดนตรีและร่ายรำของชาวนา ใช้กลองและฆ้องจังหวะเร้าใจ
64. บูแชชุม (Buchaechum): ระบำพัด ผู้ร่ายรำสวมชุดฮันบกและใช้พัดขนนกสีชมพูเรียงต่อกันเป็นรูปดอกไม้
65. ทัลชุม (Talchum): การแสดงระบำหน้ากาก มักแฝงการเสียดสีชนชั้นสูงและพระสงฆ์
66. ซัลพูรี (Salpuri): การร่ายรำเพื่อปัดเป่าวิญญาณชั่วร้าย มีผ้าขาวผืนยาวเป็นอุปกรณ์ประกอบ
67. แทชวีทา (Daechwita): ดนตรีเดินแถวทหารของขบวนเสด็จ ใช้เครื่องเป่าและเครื่องกระทบ
68. จองอัก (Jeongak): ดนตรีชั้นสูงหรือดนตรีราชสำนัก มีท่วงทำนองช้า สง่างาม และเป็นระเบียบ
69.ทร็อต (트로트 - Trot): จิตวิญญาณป๊อปคัลเจอร์ที่แท้จริงของคนเกาหลี ด้วยท่วงทำนองจังหวะ 4/4 และเทคนิคการร้องแบบลูกคอที่เรียกว่า 'กอกกึม' (Kkeok-geum) ทร็อตคือเพลงที่เยียวยาความเหนื่อยล้าของชนชั้นแรงงานยุคสร้างชาติ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นฐานอำนาจทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกลุ่มผู้ใหญ่ในเกาหลี
เกาหลีรวยวัฒนธรรมกว่าที่คิด!! วัฒนธรรมเกาหลีในซีรีส์คือสิ่งที่ "คัดมาแล้วว่าขายได้" เจาะลึกวัฒนธรรมเกาหลี 80% ที่ไม่ได้
แต่ทุกคนรู้ไหมครับว่า... สิ่งที่เราเห็นผ่านอุตสาหกรรมบันเทิงและ Soft Power ของเกาหลีใต้นั้น ในมุมมองของวัฒนธรรมศึกษา มันเป็นแค่โมเดล "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" (Cultural Iceberg) ที่คิดเป็นสัดส่วนแค่ประมาณ 10-20% ของวัฒนธรรมเกาหลีทั้งหมดเท่านั้นเอง!
ไอ้ 10% ที่โผล่พ้นน้ำมาให้เราเห็น คือสิ่งที่เขา "คัดและตัดต่อ" มาแล้วว่ามันเป็นสินค้าส่งออกที่ย่อยง่าย ภาพจำโรแมนติก และดึงดูดคนดู
แต่ความจริงแล้ว ลึกลงไปใต้น้ำอีกกว่า 80% เกาหลีมีมิติทางวัฒนธรรม โครงสร้างชนชั้นที่โหดร้ายกว่าในวัง ปรัชญาการใช้ชีวิต ไปจนถึงอิทธิพลจากจีนและญี่ปุ่น (แล้วเอามาปรุงรสใหม่จนเป็นเอกลักษณ์ตัวเอง) ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีรีส์กระแสหลักมักจะละไว้ หรือฉายให้เห็นแค่ผิวเผิน
วันนี้ผมเลยรวบรวมและลิสต์ "DNA ทางวัฒนธรรมเกาหลี" แบบเจาะลึกทะลุยอดภูเขาน้ำแข็งมาฝากกันครับ ตั้งแต่เรื่องชุดฮันบกที่ไม่ได้มีแค่ความสวย (แต่มีปรัชญาที่ซ่อนอยู่และต่างจากฮั่นฝูของจีนชัดเจน) ไปจนถึงวิถีชีวิต การกิน และความเชื่อ
รับรองว่าถ้าอ่านจบแล้ว การกลับไปดูซีรีส์เกาหลีรอบหน้าของคุณ จะสนุกและเห็นดีเทลที่ซ่อนอยู่ลึกขึ้นแน่นอนครับ! มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
1. ฮโย (Hyo): ความกตัญญูต่อบิดามารดาและบรรพบุรุษ รากฐานของลัทธิขงจื๊อ
2. นุนชิ (Nunchi): การ "อ่านอากาศ" หรือความสามารถในการประเมินสถานการณ์และอารมณ์ของผู้อื่นอย่างรวดเร็ว
3. ชอง (Jeong): ความผูกพัน ความห่วงใย หรือสายใยที่มองไม่เห็นระหว่างผู้คนในสังคม
4. ฮัน (Han): ความรู้สึกคับแค้นใจ โศกเศร้า แต่ก็มีความอดทนและหวังลึกๆ ซึ่งเป็นแก่นอารมณ์ของคนเกาหลีที่ผ่านสงคราม
5. เชมยอน (Chemyon): การรักษาหน้าตาและภาพลักษณ์ในสังคม
6. ซอนบิ (Seonbi): จิตวิญญาณของนักปราชญ์ผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง ไม่แสวงหาอำนาจหรือเงินทอง
7. ซังคังโอรยุน (Samgang Oryun): หลักศีลธรรมขงจื๊อ 5 ประการที่กำหนดความสัมพันธ์ เช่น กษัตริย์-ขุนนาง, พ่อ-ลูก, สามี-ภรรยา
8. ชอล (Jeol): การโค้งคำนับแบบเต็มพิธีการโดยการกราบลงกับพื้น ใช้กับผู้ใหญ่หรือบรรพบุรุษ
9. ซอลลัล (Seollal): วันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติ เน้นการไหว้บรรพบุรุษและกินซุปเค้กข้าว (ต็อกกุก)
10. ชูซอก (Chuseok): เทศกาลขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงและทำพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษ มีการกินขนมซงพยอน ซึ่งชูซอกนี้เองที่จีนมักอ้างบ่อยๆว่า เกาหลีก็อป วันไหว้พระจันทร์ ทั้งที่จริงมันเป็นคนละเทศกาลอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่มันจัดวันเดียวกัน
11. ทลจันชี (Doljanchi): พิธีฉลองวันเกิดครบ 1 ขวบ มีการให้เด็กจับสิ่งของเพื่อทำนายอนาคต
12. เชซา (Jesa): พิธีเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว จัดขึ้นในวันครบรอบวันตาย
13. ควันแร / กเยแร (Gwalle/Gyerye): พิธีบรรลุนิติภาวะของชาย (สวมหมวก) และหญิง (ปักปิ่น)
14. ฮนแร (Hollae): งานแต่งงานแบบดั้งเดิม มีการมอบเป็ดไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์
15. ทันโอ (Dano): เทศกาลในวันที่ 5 เดือน 5 ต้อนรับฤดูร้อน ผู้หญิงจะสระผมด้วยน้ำต้มใบอ้อ
16. แทโบรึม (Daeboreum): เทศกาลพระจันทร์เต็มดวงแรกของปี มีการจุดไฟเผากองฟางเพื่อขอพร
17. คิมจัง (Gimjang): ประเพณีการรวมตัวกันทำกิมจิปริมาณมากในฤดูใบไม้ร่วงเพื่อกักตุนไว้กินช่วงฤดูหนาว
18. ฮันอก (Hanok): บ้านแบบดั้งเดิมที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและทิศทางลม
19. อนดล (Ondol): ระบบทำความร้อนใต้พื้น โดยใช้ความร้อนจากเตาไฟส่งผ่านช่องใต้พื้นบ้าน
20. มารู (Maru): ระเบียงไม้กว้างที่ช่วยระบายอากาศและให้ความเย็นในฤดูร้อน
21. กีวา (Giwa): กระเบื้องหลังคาดินเผาสีเข้ม สำหรับบ้านชนชั้นสูงหรือวัง
22. โชกาจิบ (Chogajib): บ้านหลังคามุงฟาง ทรงกลมมน ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวบ้านทั่วไป
23. ชางโฮจิ (Changhoji): กระดาษสาที่ใช้บุหน้าต่างและประตู ยอมให้แสงและอากาศผ่านได้
24. แทชอง (Daechong): โถงกลางบ้านฮันอก ใช้เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างห้องต่างๆ
25. ทัมจัง (Damjang): กำแพงหินเตี้ยล้อมรอบบ้าน สร้างไม่ให้สูงเกินไปเพื่อรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
26. ฮันบก (Hanbok): ชุดประจำชาติที่โดดเด่นด้วยเส้นโค้งและสีสันจากธรรมชาติ จุดที่ต่างจาก "ฮั่นฝู" (Hanfu) ของจีนอย่างชัดเจนที่สุดคือ โครงสร้างชุด ฮันบกของทั้งชายและหญิงจะแบ่งเป็น "สองชิ้นแยกกันชัดเจน" คือเสื้อท่อนบน (ชอกอรี) และท่อนล่าง (กระโปรงชีมา หรือกางเกงบาจิ) ในขณะที่ฮั่นฝูมักมีโครงสร้างแบบเสื้อคลุมยาวชิ้นเดียวทิ้งตัวพลิ้วไหว นอกจากนี้ ฮันบกยังมีกิมมิกการผูกโบว์ที่หน้าอก (โครึม) และมี "ปลายแขนเสื้อที่แคบกระชับข้อมือ" เพื่อความทะมัดทะแมงและตอบโจทย์วิถีนั่งพื้น ซึ่งต่างจากฮั่นฝูที่นิยมทำปลายแขนเสื้อให้กว้าง ใหญ่ และใช้สายคาดเอวรัดทับเพื่อเน้นความสง่างามเวลาเดิน
และ fact ที่หลายคนไม่รู้คือ ฮันบกมีที่มาของมันเอง ไม่ได้มาจากฮั่นฝู
27.มังกอน (망건 - Manggeon): นี่คือดีเทลที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับชายยุคโชซอน มันคือตาข่ายรัดผมที่ถักจากหางม้า เอาไว้รัดเก็บลูกผมและฐานมวยผม (ซังทู) ให้เนี้ยบกริบก่อนจะสวมหมวกคัด (Gat) ทับลงไป มังกอนไม่ใช่แค่ที่คาดผม แต่เป็นสัญลักษณ์ของ "ความมีระเบียบและศักดิ์ศรี" ของลูกผู้ชาย ชายชาตรีโชซอนจะไม่มีวันปล่อยให้ผมเผ้ารุ่มร่ามเด็ดขาด
28. คัด (Gat): หมวกตาข่ายทรงสูงทำจากหางม้าหรือไม้ไผ่ เป็นสัญลักษณ์ของชนชั้นขุนนางชาย
29. บีนยอ (Binyeo): ปิ่นปักผมของผู้หญิง ใช้บอกสถานะและระดับความมั่งคั่ง
30. นอรีแก (Norigae): เครื่องประดับพู่ห้อยติดกับเชือกผูกเสื้อผู้หญิง
31. แทงกี (Daenggi): ริบบิ้นหรือโบว์เส้นใหญ่สำหรับผูกผมเปียของหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน
32. โกมูชิน (Gomusin): รองเท้าแบบดั้งเดิมที่มีหัวรองเท้างอนขึ้น
33. คาเช (Gache): วิกผมถักขนาดใหญ่และหนักมาก ผู้หญิงโชซอนใช้เพื่อแสดงความงามและฐานะ
34. ชอกอรี (Jeogori): เสื้อท่อนบนของฮันบก ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
35. ชีมา / บาจิ (Chima/Baji): กระโปรงทรงสุ่มของผู้หญิง และกางเกงทรงหลวมของผู้ชาย
36. ฮันชิก (Hansik): มื้ออาหารเกาหลีที่ประกอบด้วย ข้าว ซุป และเครื่องเคียง
37. พันชาน (Banchan): เครื่องเคียงจานเล็กๆ ที่เสิร์ฟพร้อมมื้ออาหารหลัก (เติมได้เสมอ)
38. กิมจิ (Kimchi): ผักดองหมักพริกและกระเทียม หัวใจหลักของอาหารเกาหลี
39. จาง (Jang): ซอสหมักพื้นฐาน ได้แก่ ทเวนจัง (เต้าเจี้ยว), โคชูจัง (พริกแกง), คันจัง (ซีอิ๊ว)
40. ต็อก (Tteok): ขนมต้มหรือเค้กข้าว ทำจากแป้งข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า
41. ซูจอ (Sujeo): วัฒนธรรมการใช้ช้อนโลหะด้ามยาวสำหรับกินข้าวและซุป คู่กับตะเกียบโลหะแบน
42. ทุกแบกี (Ttukbaegi): หม้อดินเผาสีดำที่เก็บความร้อนได้นาน ใช้ต้มซุปแกงเดือดๆ
43. คามาซต (Gamasot): หม้อเหล็กหล่อขนาดใหญ่ก้นลึก ใช้หุงข้าวให้ได้รสชาติและเท็กซ์เจอร์เฉพาะตัว
44. ฮวาโร (Hwaro): เตาอั้งโล่เหล็กหรือดินเผาสำหรับย่างเนื้อสัตว์บนโต๊ะอาหาร
45. ซังชาริม (Sangcharim): กฎการจัดโต๊ะอาหาร โดยแบ่งตามจำนวนเครื่องเคียง เช่น 3, 5, 7, 9 จาน (12 จานสำหรับกษัตริย์)
46. การกินแบบพิบิม (Bibim): วัฒนธรรมการ "คลุกเคล้า" ส่วนผสมหลายอย่างในชามเดียวให้เข้ากันก่อนกิน
47. การรินเครื่องดื่ม: ต้องรินให้ผู้อื่นเสมอ (ห้ามรินให้ตัวเอง) และผู้รินต้องใช้มือสองข้างประคองขวด
48. การดื่มกับผู้อาวุโส: ผู้น้อยต้องหันหน้าหรือเบือนลำตัวไปด้านข้างขณะดื่ม เพื่อแสดงความเคารพ
49. โซจู / มักกอลลี (Soju/Makgeolli): เหล้ากลั่นใสและไวน์ข้าวขุ่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นบ้าน
50. ซัม (쌈 - Ssam): วัฒนธรรมการห่อ อาหารเกาหลีไม่ได้มีแค่การคลุก (Bibim) แต่การเอาใบชิโครี่ ผักกาดหอม หรือใบงา มาห่อหมูย่าง กระเทียม พริก และซัมจัง แล้วป้อนเข้าปากในคำเดียว (One-bite culture) มันคือศิลปะแห่งการผสานเท็กซ์เจอร์และรสชาติในปากที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์และการแบ่งปัน
51. ทัมแบคฮาดา (담백하다) & พนยอนเอ มัต (본연의 맛): สองคำนี้คือขั้นสุดของรสนิยมการกินที่ลึกซึ้งกว่าความเผ็ดแดงของโคชูจัง ทัมแบคฮาดาคือรสชาติที่ "คลีน เบาสบาย ไม่มันเลี่ยน" ส่วนพนยอนเอ มัต คือการเคารพ "รสชาติที่แท้จริงของวัตถุดิบ" โดยไม่ใช้เครื่องปรุงหนักๆ มากลบ เสน่ห์ของการจิบอเมริกาโน่เย็นคั่วเข้มแบบไม่ใส่น้ำตาล หรือการดื่มชาเขียวรสฝาดลึกๆ เพื่อเรียกสมาธิตอนอ่านหนังสือ ก็ตั้งอยู่บนฐานของความเข้าใจในรสชาติแบบคลีนๆ และแก่นแท้ของวัตถุดิบ (พนยอนเอ มัต) แบบนี้เลยครับ
52. ฮันกึล (Hangul): ระบบตัวอักษรเกาหลีที่ประดิษฐ์ขึ้นในยุคพระเจ้าเซจง ออกแบบตามรูปทรงของอวัยวะออกเสียง
53. ชีโจ (Sijo): รูปแบบบทกวีดั้งเดิมที่มี 3 บรรทัด (ประกอบด้วยการเริ่มเรื่อง, ขยายความ, และหักมุมตอนท้าย)
54. คาซา (Gasa): บทกวีร้อยแก้วขนาดยาว มักพรรณนาถึงความงามของธรรมชาติหรือคำสอนทางศีลธรรม
55. ฮยางกา (Hyangga): บทกวีพื้นเมืองโบราณยุคชิลลา บันทึกด้วยระบบตัวอักษรยืมจากจีน
56. พันโซรี (Pansori): การขับร้องเล่าเรื่องขนาดยาวโดยมีผู้ร้องหนึ่งคนและคนตีกลองหนึ่งคน
57. อารีรัง (Arirang): เพลงพื้นบ้านที่เป็นดั่งเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการ เนื้อหาเกี่ยวกับการพลัดพราก
58. มินโย (Minyo): เพลงพื้นบ้านของชนชั้นแรงงานหรือชาวนา ร้องเพื่อจังหวะในการทำงาน
59. จองอึม (Jeongeum): ปรัชญา "เสียงที่ถูกต้อง" ซึ่งเป็นรากฐานในการสร้างตัวอักษรฮันกึล
60. คายากึม (Gayageum): เครื่องดนตรีประเภทพิณ 12 สาย ใช้นิ้วดีด
61. แฮกึม (Haegeum): ซอสองสายที่ให้เสียงแหลมและมีหางเสียงคล้ายเสียงสะอื้น
62. จังกู (Janggu): กลองสองหน้าทรงนาฬิกาทราย ใช้ตีให้จังหวะหลักในดนตรีเกือบทุกประเภท
63. พุงมุล (Pungmul): การแสดงดนตรีและร่ายรำของชาวนา ใช้กลองและฆ้องจังหวะเร้าใจ
64. บูแชชุม (Buchaechum): ระบำพัด ผู้ร่ายรำสวมชุดฮันบกและใช้พัดขนนกสีชมพูเรียงต่อกันเป็นรูปดอกไม้
65. ทัลชุม (Talchum): การแสดงระบำหน้ากาก มักแฝงการเสียดสีชนชั้นสูงและพระสงฆ์
66. ซัลพูรี (Salpuri): การร่ายรำเพื่อปัดเป่าวิญญาณชั่วร้าย มีผ้าขาวผืนยาวเป็นอุปกรณ์ประกอบ
67. แทชวีทา (Daechwita): ดนตรีเดินแถวทหารของขบวนเสด็จ ใช้เครื่องเป่าและเครื่องกระทบ
68. จองอัก (Jeongak): ดนตรีชั้นสูงหรือดนตรีราชสำนัก มีท่วงทำนองช้า สง่างาม และเป็นระเบียบ
69.ทร็อต (트로트 - Trot): จิตวิญญาณป๊อปคัลเจอร์ที่แท้จริงของคนเกาหลี ด้วยท่วงทำนองจังหวะ 4/4 และเทคนิคการร้องแบบลูกคอที่เรียกว่า 'กอกกึม' (Kkeok-geum) ทร็อตคือเพลงที่เยียวยาความเหนื่อยล้าของชนชั้นแรงงานยุคสร้างชาติ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นฐานอำนาจทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกลุ่มผู้ใหญ่ในเกาหลี