มีบ้าน มีรถ มีเงิน แต่ทำไมใจยัง "หิว" ตลอดเวลา? ถอดรหัสจิตวิทยา "ได้มาแล้วทำไมเฉยๆ" อาการนี้แกไม่ได้เป็นคนเดียว!

กระทู้สนทนา
เคยเป็นป่ะ? ตอนอยากได้กระเป๋าแบรนด์เนมใบนั้น ไอโฟนรุ่นล่าสุด หรือแม้กระทั่งอยากคบกับคนๆ นี้ แทบจะบนบานศาลกล่าว 9 วัด ขอให้ได้ขอให้โดน! แต่พอได้มาครอบครองปุ๊บ... เอ้า! ผ่านไปสามวัน ความตื่นเต้นมลายหายไป กลายเป็นของธรรมดาซะงั้น แล้วตาก็เริ่มมองหาของชิ้นใหม่ต่อไป (วงวารบัตรเครดิตมาก)
      วันนี้เราจะมาแหกอกตัวเอง คุยกันภาษาเพื่อนว่าไอ้โรค "ได้แล้วจบ สลบแล้วอยากได้ใหม่" หรือความรู้สึกที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เคยเต็ม มันเกิดจากอะไรกันแน่! เตรียมตัวรับแรงกระแทก เพราะงานนี้มีคนโดนตีแสกหน้าด้วยหลักจิตวิทยาแน่นอน!

1. โดปามีน (Dopamine) มันหลอกเรา! เพราะความสุขอยู่ที่ "ตอนอยาก" ไม่ใช่ "ตอนได้"
      ใครสายช้อปปิ้งออนไลน์มามุงตรงนี้! รู้ไหมว่าสมองของเรามันแสบมาก สารความสุขที่ชื่อว่า 'โดปามีน' (Dopamine) เนี่ย มันไม่ได้หลั่งออกมาเยอะที่สุดตอนที่เรา "ได้ของ" นะครับ แต่มันหลั่งออกมาพุ่งปรี๊ดตอนที่เรา "กำลังคาดหวังว่าจะได้" ต่างหาก!
    ตอนไถแอป: อุ๊ย ของชิ้นนี้สวย รีวิวดี สไลด์ดูรูปไป ยิ้มไป (โดปามีนเริ่มมา)
    ตอนกด F / กด Add to cart: วินาทีที่กดโอนเงิน หรือใช้โค้ดลดราคาสำเร็จ หัวใจเต้นตึกตัก ฟินสุดๆ (โดปามีนพุ่งสูงสุด!)
    ตอนรอพัสดุมาส่ง: นั่งเช็กแทร็กกิ้งทุกชั่วโมง พี่ไรเดอร์ถึงไหนแล้วน้าาา
    ตอนแกะกล่อง: ...อืม ก็สวยดีนะ เอาไปวางแหมะไว้บนโต๊ะ (โดปามีนร่วงตุ้บ!)
"เราไม่ได้เสพติดการครอบครอง แต่เราเสพติด 'ความตื่นเต้นในการล่า' ต่างหาก!"
      นี่แหละครับเหตุผลว่าทำไมพอเราได้ของที่อยากได้มาแล้ว ความสุขมันถึงหมดโปรไวเหลือเกิน เพราะสมองมันตัดจบการให้รางวัลเราไปตั้งแต่ตอนที่ของมาส่งถึงหน้าบ้านแล้วไงล่ะ!

2. ติดกับดัก "ลู่วิ่งแห่งความสุข" (Hedonic Treadmill) วิ่งแทบตายก็อยู่ที่เดิม!
        ในทางจิตวิทยามีทฤษฎีโคตรเรียลอันนึงชื่อว่า Hedonic Treadmill หรือ ลู่วิ่งแห่งความสุข ครับ ความหมายของมันก็เจ็บจี๊ดเลย คือมนุษย์เรามีความสามารถในการ "ปรับตัวให้ชินกับความสุข" ได้เก่งมากกกก (เก่งจนน่าหมั่นไส้)
ลองย้อนกลับไปดูชีวิตตัวเองสิครับ:

ตอนเงินเดือน 15,000 คิดว่า "ถ้าได้สัก 30,000 ชีวิตคงสบายสุดๆ"
พอได้ 30,000 จริงๆ ตอนแรกก็ฟินแหละ กินหรูอยู่สบายขึ้น แต่แป๊บเดียว... ความรู้สึกมันก็กลับมา "เฉยๆ" และเริ่มรู้สึกว่าเงินไม่พอใช้ จนตั้งเป้าใหม่ว่า "มันต้อง 50,000 สิถึงจะรอด!"

เราซื้อรถอีโคคาร์คันแรก โคตรดีใจเช็ดรถทุกวัน ผ่านไปสามปี เริ่มบ่นว่ารถอืด อยากได้รถยุโรป... เห็นไหมครับว่า มาตรฐานความพอใจ (Baseline) ของเรามันขยับสูงขึ้นตลอดเวลา เหมือนเราวิ่งอยู่บนลู่วิ่งไฟฟ้า วิ่งให้ตาย เหงื่อท่วมแค่ไหน เราก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้ขยับเข้าใกล้คำว่า "พอใจ" เลยสักนิด

3. เรากำลังเอา "สิ่งของ" ไปอุด "หลุมดำในใจ" อยู่หรือเปล่า? (โซเชียลมีเดียตัวดี!)
     มาถึงข้อสุดท้ายที่อาจจะแทงใจดำนิดนึงนะครับ หลายครั้งที่เรารู้สึก "ไม่เคยเติมเต็ม" มันไม่ใช่เพราะเราขาดของชิ้นนั้นจริงๆ หรอก แต่เรากำลังเผชิญหน้ากับ "ความพร่องทางจิตใจ" บางอย่าง แล้วพยายามใช้เงินหรือวัตถุไปอุดรอยรั่วนั้น
ยิ่งยุคนี้เรามี โซเชียลมีเดีย ที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี:
เห็นเพื่อนเช็กอินกินโอมากาเสะ
เห็นคนรุ่นเดียวกันถอยรถป้ายแดงตอนอายุ 25
เห็นอินฟลูเอนเซอร์บอกว่า "ของมันต้องมี!"
    เราเลยเผลอคิดไปเองว่า ถ้าเรามีแบบเขาสักชิ้น เราคงจะได้รับการยอมรับ เราคงจะรู้สึกมีค่า หรือเราคงจะได้รับความรักมากขึ้น... แต่ความจริงที่แสนโหดร้ายก็คือ วัตถุ ดึงดูดได้แค่สายตาชั่วคราว แต่มันเติมเต็มคุณค่าจากภายในไม่ได้
ต่อให้คุณซื้อกระเป๋าแอร์เมสมาถือ ถ้าลึกๆ คุณยังรู้สึกไม่รักตัวเอง ยังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา... ความรู้สึกว่างเปล่าในใจ มันก็ยังส่งเสียงร้องประท้วงคุณอยู่ดีครับ

บทสรุปของคนหิวความสุข
การอยากได้อยากมี ไม่ใช่เรื่องผิดเลยครับ มันคือแรงผลักดันให้เราตื่นไปทำงานหาเงิน (ฮา) แต่ถ้าเราเข้าใจกลไกของ "โดปามีน" และรู้ทัน "ลู่วิ่งแห่งความสุข" เราจะเริ่มจับโป๊ะตัวเองได้ว่า 'อ้อ นี่ฉันไม่ได้อยากได้จริงๆ หรอก ฉันแค่ติดลมความตื่นเต้น'
คราวหน้าก่อนจะกดโอนเงิน ลองทิ้งของไว้ในตะกร้าสัก 24 ชั่วโมงดูสิครับ แล้วคุณจะตกใจที่ความอยากมันลดฮวบลงไปเกือบครึ่ง!

👇 ทีนี้ตาเพื่อนๆ แล้วครับ... สารภาพมาซะดีๆ! "อะไรคือของชิ้นล่าสุดที่คุณโคตรอยากได้ พยายามแทบตายกว่าจะได้มา... แต่พอได้ปุ๊บ กลับรู้สึกว่า เอ๊ะ! ก็งั้นๆ ว่ะ รู้งี้เอาเงินไปทำอย่างอื่นดีกว่า?"
มาคอมเมนต์แชร์วีรกรรมเจ็บๆ คันๆ ของตัวเองกันหน่อยครับ หรือใครมีวิธีดับกิเลสเด็ดๆ ก็มาแบ่งปันกันได้เลย รออ่านอยู่นะ! 😂💸
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่