เล่าเรื่องผี

กระทู้สนทนา
บ้านไม้เก่าของยายเสริม

ภูมิ นนท์ โอ๊ต และแจ็ค ขับรถมาถึงบ้านไม้สองชั้นเก่าแก่ที่อำเภอลำปางตอนเย็น พวกเขาไม่รู้เลยว่ายายเสริมเพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่กี่เดือน คิดว่ายายยังมีชีวิตอยู่ตามปกติ

เปิดประตูเข้ามา ก็เห็นยายนั่งพิงไม้เท้าอยู่ที่เก้าอี้ตัวเก่าในห้องโถง สวมเสื้อผ้าสีครามผ้าเก่า ผิวหนังเหี่ยวย่นตามวัย มองมาทางพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
“กลับมาแล้วเหรอหลาน” เสียงแหบแห้งแต่ดูเป็นธรรมชาติ
“ครับยาย มาแวะพักคืนนึงครับ” ภูมิทักทายตามปกติ

ยายพยักหน้า ลุกขึ้นเดินไปที่ครัวด้วยท่าทางช้าๆ สักพักกลับมาพร้อมถาดน้ำเปล่าและขนมแห้งวางลงตรงหน้า
“เอาน้ำมาให้ ดื่มก่อน เดินทางคงเหนื่อย”
พวกเขารับมาดื่มกินกันอย่างสบายใจ แม้จะรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อย — น้ำเย็นจัดเกินไปจนแก้วเกิดหยดน้ำเกาะภายนอก แต่ภายในบ้านกลับอับร้อน และขนมที่วางอยู่ดูแห้งแข็งจนไม่กล้ากินมากนัก

ช่วงแรกคุยกันเรื่องราวเป็นปกติ ยายถามเรื่องการเรียน การทำงาน แต่คำตอบที่ได้กลับฟังดูขาดช่วง บางประโยคพูดวกไปวนมา บางครั้งมองหน้าพวกเขาแต่สายตากลับไม่จดจ่อ เหมือนมองทะลุผ่านตัวไปยังที่อื่น

จนเลยเที่ยงคืนไปเล็กน้อย อากาศในบ้านเริ่มเปลี่ยน กลิ่นดินเปียกผสมธูปเก่าลอยเข้ามาแทนที่ กลิ่นยาสมุนไพรที่คุ้นเคยเริ่มหนักจนอึดอัด
“ยาย... หนาวจัง” แจ็คพูดพลางกอดตัว
ยายนั่งนิ่งอยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ เงยหน้าขึ้น มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนคนมีชีวิต
“หนาวเหรอ... ก็ธรรมดา ที่ยายอยู่ทุกวันนี้ ไม่เคยรู้สึกอุ่นเลย”

ทุกคนหยุดพูดทันที เสียงในบ้านเงียบกริบ
“ยายพูดว่ายังไงนะครับ?” ภูมิถามเสียงสั่น
“พูดว่า... พวกหลานไม่รู้เหรอว่า ยายตายไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนก่อน”

คำพูดนั้นดังชัดเจน เสียงไม่สั่น แต่กลับก้องสะท้อนไปทั่วห้อง ยายค่อยๆ ลุกขึ้น ท่าทางที่เคยช้าๆ กลับเปลี่ยนไปทันที กล้ามเนื้อที่เคยหย่อนคล้อยตึงเกร็ง ดวงตากลายเป็นสีขาวขุ่น ไม่มีลูกตา มือที่ยื่นมาจับแก้วน้ำเมื่อครู่ กลายเป็นมือแห้งกร้าน ผิวหนังลอกเป็นแผ่นๆ

“ทำไม... ทำไมไม่ไปบอกลาตอนที่ยายยังอยู่จริงๆ ล่ะ” เสียงเปลี่ยนเป็นแหบห้าว ดังขึ้นเรื่อยๆ “มาตอนนี้... จะมาทำอะไรกัน”

“ยาย... ยายเป็นอะไรไป!” พวกเขาถอยหลังทันที
“ไม่เป็นอะไร... แค่จะไม่ให้พวกแกไปง่ายๆ เท่านั้นเอง”

ยายกระโดดเข้ามาใกล้ในพริบตา เร็วจนไม่ทันตั้งตัว ไม้เท้าที่ถืออยู่ฟาดกระแทกพื้นดังสนั่น มือเย็นจัดจับหมายจะเกาะตัวพวกเขา
“วิ่ง! วิ่งออกไปข้างนอก!” ภูมิตะโกน

ทั้งสี่คนกระจัดกระจายวิ่งหนี เสียงฝีเท้าติดตามมาติดๆ เสียงหัวเราะแหบห้าวดังลั่นห้อง ไม่ว่าจะวิ่งไปทางไหน ทางเดินกลับดูเหมือนยาวออกไปไม่สิ้นสุด ประตูที่เห็นว่าเปิดอยู่ กลับกลายเป็นกำแพงปิดกั้นไว้

เมื่อในที่สุดทะลุออกมาถึงหน้าบ้าน เงาร่างยายก็กระโดดตามออกมาทันที ปีนเกาะขึ้นไปตามผนังไม้แล้วกระโดดขึ้นไปนั่งเกาะที่ขอบหน้าต่างชั้นล่าง มือเกาะแน่นจนกระจกเริ่มร้าวลาย
“คิดว่าออกไปได้แล้วเหรอ” เสียงดังผ่านช่องรอยร้าว “ยังไม่ได้บอกลากันจริงๆ เลย”

พวกเขาวิ่งไปถึงรถ พยายามเปิดประตู แต่ยายกระโดดลงมาบังหน้าไว้ ก่อนจะพุ่งเข้ามาใกล้อีกครั้ง ทั้งสี่รีบผลักกันกระโดดขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องทันทีแล้วเหยียบคันเร่งจนมิด รถแล่นฝ่าความมืดไปทางถนนใหญ่

แต่เมื่อมองผ่านกระจกหลัง กลับเห็นยายเสริมวิ่งตามหลังมาด้วยความเร็วเท่ากับรถ ค่อยๆ เข้ามาใกล้เรื่อยๆ มือข้างหนึ่งยื่นเกาะขอบกระจกท้ายรถจนเหล็กบิดงอ
“มันตามมาด้วย!” นนท์ร้องเสียงสั่น พยายามถีบเท้าแตะพื้นหลังให้หลุดออก

ภูมิขับรถวกเลี้ยวไปตามทางโค้ง แต่ไม่ว่าจะเลี้ยวซ้ายขวาหรือเร่งแค่ไหน เงาร่างนั้นก็ไม่เคยห่างหาย บางครั้งก็ปรากฏตัวกระโดดข้ามหน้ารถจนต้องเบรกกะทันหัน บางครั้งก็ปรากฏตัวนั่งบนหลังคารถ เคาะกระจกด้วยไม้เท้าดังกึกกัก พร้อมเสียงกระซิบดังเข้ามาในห้องโดยสาร: “หนีไปไหนก็ไม่พ้น... บ้านนี้ก็ล้อมอยู่รอบตัวพวกแกแล้ว”

พวกเขาขับรถหนีต่อเนื่องทั้งคืน ผ่านหมู่บ้าน ป่าไม้ และทุ่งนา เสียงเคาะ เสียงตะโกน และเงาร่างที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าต่างทุกบานไม่เคยหายไป แม้จะเหนื่อยล้าจนแทบหมดแรง แต่ก็ไม่กล้าหยุดรถแม้แต่วินาทีเดียว

จนกระทั่งแสงสว่างจางๆ เริ่มลอดผ่านขอบฟ้าด้านทิศตะวันออก เสียงฝีเท้าที่วิ่งตามหลังค่อยๆ แผ่วเบาลง เสียงเคาะกระจกก็หายไป เงาร่างที่เกาะตามหลังรถเริ่มจางหายไปทีละนิด จนกระทั่งแสงแดดแรกสาดส่องลงมาทั่วถนน เสียงและร่างนั้นก็หายวับไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย

รถค่อยๆ ลดความเร็วลง จอดกะทันหันกลางถนน ทั้งสี่คนนั่งหอบหายใจหน้าซีดเผือด เสื้อผ้าชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ รอยจับที่ข้อเท้า แผลถลอก และรอยบุบที่ตัวรถยังคงปรากฏชัดเจน

จากวันนั้นเป็นต้นมา ไม่มีใครกล้าพูดถึงเรื่องนี้อีก แต่ทุกคนต่างจำคำเตือนสุดท้ายที่ยายกระซิบก่อนจะหายไปได้ขึ้นใจ: “ครั้งหน้าถ้ากลับมา... จะไม่มีแสงเช้ามาช่วยพวกแกอีกแล้ว”
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่