กางแผน EV ประเทศอังกฤษ ปี 2030 แบนรถน้ำมัน, ปี 2035 แบนไฮบริด

กระทู้สนทนา
ช่วงนี้เห็นมีกระแสข่าวแชร์กันเยอะมากเรื่องนโยบาย EV ของประเทศอังกฤษ บางเพจก็สรุปสั้นเกินจนคนเข้าใจผิดไปไกลว่า "เห้ย ปี 2030 อังกฤษเค้าจะบังคับขายแต่รถ EV 100% แล้วเหรอ? รถไฮบริดจะโดนด้วยไหม?"  วันนี้เลยขอมาตั้งกระทู้กางแผนสรุป "สเต็ปการแบน" ของอังกฤษให้ฟังกันแบบชัดๆ ครับ เพราะบอกเลยว่าข้อมูลล่าสุด ณ เดือนมิถุนายน 2026 นี้ สถานการณ์หน้างานจริงของฝั่งอังกฤษระเบิดระเบ้อมาก รัฐบาลเค้ากำลังโดนค่ายรถสับเละจนต้องยอมถอยในรายละเอียดไส้ในแล้วครับ

มาดูกันทีละสเต็ปแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ

สรุปไทม์ไลน์ "แบนสองขยัก"
          ถ้าดูตามโครงสร้างหลักที่รัฐบาลของนายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ประกาศไว้ เส้นตายยังเป็นตามนี้ครับ
ปี 2030 (พ.ศ. 2573) แบนรถน้ำมันล้วน (Pure Petrol / Diesel) ห้ามขายรถใหม่ป้ายแดงที่ใช้น้ำมันเพียวๆ เด็ดขาด
ปี 2035 (พ.ศ. 2578) แบนรถไฮบริดทุกประเภท (HEV / PHEV) หลังจากปีนี้ไป รถใหม่ป้ายแดงต้องเป็น Zero Emission 100% (ซึ่งก็คือ EV หรือพวก Hydrogen Fuel Cell เท่านั้น)
(หมายเหตุ: มาตรการนี้บังคับเฉพาะ "รถใหม่ป้ายแดง" เท่านั้นครับ รถน้ำมันหรือไฮบริดมือสองที่วิ่งๆ กันอยู่เดิม ก็ยังซื้อขายและขับได้ตามปกติ ไม่ได้โดนยึดคืนแต่อย่างใด)

ดราม่าระเบิดที่ "ไส้ใน" ช่วงปี 2030 - 2035
          จุดนี้แหละครับที่หลายคนไม่รู้ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงบอกว่า "เค้าไม่ได้บังคับขายแต่ EV ในปี 2030"
          เดิมทีอังกฤษมีกฎหมายโหดที่ชื่อว่า ZEV Mandate บังคับค่ายรถยนต์ว่า พอถึงปี 2030 ปั๊บ ยอดขายรถใหม่ในค่ายคุณต้องเป็น EV 100% ให้ได้ถึง 80% ส่วนอีก 20% ที่เหลือยอมให้เป็นโควตาของรถไฮบริด (Hybrid) ถ้าค่ายไหนทำยอด EV ไม่ถึงเป้า? เจอค่าปรับอ่วมคันละ 15,000 ปอนด์ (ตีเป็นเงินไทยราวๆ 5-6 แสนบาทต่อคัน!) สำหรับส่วนที่ขาดไป
          ตัดภาพมาที่ความจริงในปี 2026 นี้ ยอดขายรถ EV ในอังกฤษมันไม่ได้โตพุ่งทะยานเป็นเส้นตรงอย่างที่นักการเมืองฝันไว้ คนอังกฤษบ่นเรื่องราคา EV ที่ยังแพง และตู้ชาร์จสาธารณะที่ยังไม่ครอบคลุม ยอดขาย EV ปัจจุบันวิ่งอยู่แถวๆ 24-27% เท่านั้น ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่เลยต้องใช้วิธีดัมพ์ราคาถล่มเซลส์ ขาดทุนไม่ว่า ขออย่าให้โดนค่าปรับ สหภาพแรงงานก็ลุกฮือสิครับ เพราะขืนรัฐบาลดันทุรังบีบเป้า 80% ค่ายรถเจ๊งและคนตกงานเป็นแสนแน่ๆ

ล่าสุด ยอมถอย ปรับลดเป้า EV เหลือ 50%
          เมื่อไม่กี่วันก่อน สื่อใหญ่อย่าง The Sunday Times และ The Guardian รายงานตรงกันว่า นายกฯ เคียร์ สตาร์เมอร์ ทนแรงกดดันไม่ไหว ยอมแทรกแซงและเตรียมประกาศปรับลดเกณฑ์ลงมาเหลือแค่ 50% พอ! แล้วปล่อยให้อีก 50% ที่เหลือ เป็นโควตาของ "รถไฮบริด" (Hybrid) ได้หายใจหายคอและขายทำเงินต่อไปจนถึงปี 2035

อ้าว? แล้วไม่ผิดสัญญา "แผน NDC" ระดับโลกที่ทำไว้กับนานาชาติเหรอ?
          ตอนแรกผมก็สงสัยว่าสัญญาระดับโลกค้ำคออยู่แท้ๆ ทำไมรัฐบาลอังกฤษกล้าลดเป้า EV ลงเหลือ 50% พอไปเจาะดูไส้ใน ถึงได้อ๋อ... ยุทธศาสตร์นี้มันมี "เหลี่ยม" ทางการเมืองซ่อนอยู่ครับ

1. แยก "เป้าหมายใหญ่" กับ "วิธีการ" ออกจากกันก่อน ตามข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) อังกฤษส่งแผน NDC ไว้อย่างดิบดีว่า “ภายในปี 2030 จะลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศให้ได้ 68%” อันนี้คือเป้าหมายใหญ่ระดับชาติที่ส่งแล้วห้ามถอย ไม่งั้นเสียหมาบนเวทีโลก
          แต่เชื่อมั้ยครับ ในใบสัญญา NDC ที่ยื่นกับ UN ไม่มีข้อไหนระบุเลยว่า "อังกฤษต้องแบนรถน้ำมันปี 2030" ไอ้การแบนรถน้ำมันปี 2030 หรือแบนไฮบริดปี 2035 มันคือ "มาตรการภายในประเทศ" ที่รัฐบาลคิดสูตรขึ้นมาเองเพื่อจะเอาไปตอบโจทย์ NDC พูดง่ายๆ คือ UN สนแค่ว่าผลลัพธ์คาร์บอนรวมต้องลดลงตามเป้า ส่วนคุณจะใช้วิธีไหน... เรื่องของคุณ!

2. เหลี่ยม "โยกตัวเลข" สไตล์นักการเมือง ในเมื่อหน้างานจริงยอดขาย EV มันไม่วิ่ง ค่ายรถจะเจ๊ง คนจะตกงาน รัฐบาลอังกฤษเลยเลือกวิธี "ยอมปล่อยผ่อนปรนภาคยานยนต์ แล้วไปบีบภาคส่วนอื่นแทน" การยอมลดเป้าบังคับขาย EV ปี 2030 ลงมาเหลือ 50% แล้วให้รถไฮบริด (ซึ่งปล่อยคาร์บอนต่ำกว่ารถน้ำมันเพียวๆ อยู่แล้ว) มาช่วยแชร์เค้ก รัฐบาลเค้าคำนวณแล้วว่าตัวเลขคาร์บอนจะเกินโควตานิดหน่อย เค้าเลยแก้เกมโดยการไป "เค้นลดคาร์บอนจากส่วนอื่นมาโปะ" เช่น เร่งสร้างทุ่งกังหันลมในทะเล, อัดฉีดโซลาร์ฟาร์ม หรือไปบีบโรงงานอุตสาหกรรมให้ลดปล่อยก๊าซแทน เพื่อให้ยอดรวมคาร์บอนตอนปี 2030 ออกมาตรงตามที่สัญญาไว้กับนานาชาติ

สรุป
          ดังนั้น เส้นตายปี 2030 (แบนน้ำมันล้วน) และ 2035 (แบนไฮบริด) มันจึงสามารถยืดหยุ่น ขยับสูตร หรือแม้กระทั่งเลื่อนออกไปได้อีกในอนาคตครับ ตราบใดที่รัฐบาลสามารถหาตัวเลขคาร์บอนจากเซกเตอร์อื่นมาทดแทนได้ลงล็อก มันไม่ใช่กฎเหล็กที่เปลี่ยนไม่ได้ แต่มันคือเกมการเมืองระดับโลกที่ต้องบาลานซ์ระหว่าง "ภาพลักษณ์รักษ์โลก" กับ "ปากท้องของคนในประเทศ"
          มองย้อนกลับมาดูบ้านเรา แผน 30@30 ของไทย (ตั้งเป้าผลิตรถปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้ 30% ภายในปี 2030) ดูจะเป็นขั้นเป็นตอนและยืดหยุ่นกว่าเยอะเมื่อเทียบกับฝั่งยุโรปที่ตั้งเป้าโหดเกินจริงจนหน้างานระเบิดอย่างที่เห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่