🔴 กรณีศึกษา 34 ปี “ฮะจิบัง” ผู้อยู่รอดในตลาดราเมงไทยท่ามกลางคู่แข่งนับร้อย

กระทู้สนทนา
🔴 กรณีศึกษา 34 ปี “ฮะจิบัง” ร้านเซฟโซนของหลายคน ผู้อยู่รอดในตลาดราเมงไทยท่ามกลางคู่แข่งนับร้อย

บางคนน่าจะเคยเป็น เวลาไปเดินห้าง หรือเดินทางไปในสถานที่ใหม่ๆ เมื่อคิดไม่ออกว่าจะเลือกเข้าร้านอาหารร้านไหนดี

สุดท้ายก็มักจะไปจบที่ร้านคุ้นเคยอย่าง “ฮะจิบัง” ร้านนี้อยู่ในไทยมาแล้ว 34 ปี

ผ่านยุคที่ร้านราเมงเกิดใหม่นับร้อยแบรนด์ แล้วก็ค่อยๆ หายไปจากตลาด

แต่ฮะจิบังยังอยู่ และยังแข็งแกร่งมาถึงทุกวันนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็มีเบื้องหลัง ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะความบังเอิญ

จุดแข็งข้อแรก คือ “มาเร็วกว่าใคร”

ย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของฮะจิบัง เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นในปี พ.ศ. 2510 บนถนนหลวงสาย 8 เมืองคางะ จังหวัดอิชิกาวะ

เริ่มต้นจากร้านเล็กๆ มีเมนูไม่กี่อย่าง

ก่อนที่จะเข้ามาบุกตลาดไทย ตั้งเป็นบริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด เป็นการร่วมลงทุนระหว่าง “ตระกูลเหลืองภัทรเมธี” กับฮะจิบัง ราเมน ประเทศญี่ปุ่น

เปิดสาขาแรกในไทยเมื่อปี 2535 หรือเมื่อ 34 ปีที่แล้ว อยู่ที่ “สีลม คอมเพล็กซ์”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ขยายออกไปทั่วประเทศ จนวันนี้มีอยู่ในไทยรวม 175 สาขา มากกว่าจำนวนสาขาในญี่ปุ่นซึ่งเป็นบ้านเกิดเสียอีก

การเข้ามาบุกเบิกตลาดตั้งแต่ยุคแรกๆ ทำให้ฮะจิบัง มีโอกาสเข้าถึงคนไทยได้เร็วกว่าแบรนด์อื่นๆ หลายช่วงตัว

แต่การมาก่อนอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีอีกหลายอย่างมาช่วยให้ติดตลาดด้วย

เริ่มตั้งแต่การวางแบรนด์ให้ดู “เข้าถึงง่าย” วางตัวเองชัดเจน ให้เป็นร้านที่กินได้ทุกวัน เน้นเสิร์ฟเร็ว นั่งแล้วได้กินเลย

ไม่ได้วางตัวเองเป็นมื้อพิเศษ หรือร้านพรีเมียมที่ต้องรอคิวนาน

ฮะจิบังมีจุดเด่นคือ “เมนู” ที่ปรับอาหารญี่ปุ่นให้เข้ากับรสชาติที่คนไทยชอบ

เมนูอาหารจานหลักก็คือ “ราเมง” ซึ่งมีทั้งแบบต้นตำรับ และมีซุปแบบอื่น เช่น ซุปเต้าเจี้ยว ซุปกระดูกหมู ไปจนถึงซุปต้มยำ

นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอย่าง “หมี่เย็น” “สลัด” และ “ข้าวผัด” ที่ไว้รองรับลูกค้าที่ต้องการทางเลือกอื่น

เช่นเดียวกับของว่างและอาหารทานเล่น เช่น เป็ด เกี๊ยวซ่า เฟรนช์ฟรายส์ และไก่ทอด

ความหลากหลายนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถขายได้ด้วยตัวมันเอง ทำให้คนมีทางเลือก ทั้งกินคนเดียว หรือกินได้หลายคนในครั้งเดียว

เรื่องของ “ราคา” ก็เป็นอีกจุดเด่นของฮะจิบังเช่นกัน

เริ่มต้นตั้งแต่เมนูหลัก นำโดย “ฮะจังเมน” หรือต้นตำรับ อยู่ที่ 88 บาท ถ้าเพิ่มออปชั่น หรือเปลี่ยนเป็นซุปตัวอื่น ราคาก็เพิ่มขึ้นมาเป็นหลักร้อยต้นๆ

ส่วนอาหารทานเล่นก็มีช่วงราคาตั้งแต่หลัก 55 บาท (ลูกชิ้นปลา) ขยับไปถึงช่วง 80-90 บาท (เกี๊ยวซ่า และเอบิโรล) ไปจนถึงช่วงราคา 100 บาท (เป็ดตุ๋น และไก่เทริยากิ)

ช่วงราคาเมนูอาหารหลักของฮะจิบังที่เริ่มตั้งแต่หลัก 88 บาท ไปถึงหลักร้อยต้นๆ เทียบแล้วไม่ได้ห่างกับศูนย์อาหารตามห้างมากเท่าไรนัก

การตั้งราคาอยู่ประมาณนี้เป็นช่วงราคาที่คนตัดสินใจง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ และสามารถเข้าถึงคนได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

อีกทั้งสามารถสั่งได้ทั้งเมนูหลัก และอาหารทานเล่นมาพร้อมกัน หรือถ้าไปกันหลายคนก็สามารถสั่งมาแชร์กันได้ง่าย

และอีกเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญที่จะข้ามไปไม่ได้เลย คือ “การรักษามาตรฐานและคุณภาพให้คงที่ทุกสาขา”

เรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่ฮะจิบัง ทำได้ดีมาก

ไม่ว่าจะเข้าสาขาไหน อยู่จังหวัดไหน รสชาติก็แทบจะไม่ต่างกัน

ความสม่ำเสมอแบบนี้ทำให้คนจดจำง่าย ไปกินที่ไหนก็ไม่ต้อง “ลุ้น”

ในทางจิตวิทยา ยิ่งเวลาไปไหน หรือไปเดินห้างที่วุ่นวาย มีอาการเหนื่อยล้า คนมักจะมีพฤติกรรมเลือกสิ่งที่ “ไว้วางใจได้ที่สุด” เพื่อลดความเสี่ยงให้กับมื้ออาหารของตัวเอง

ฮะจิบังจึงกลายเป็น “เซฟโซน” ของคนไทยบางคนไปโดยปริยาย

หากอยากรู้ว่าเซฟโซนนี้แข็งแกร่งแค่ไหนในเชิงธุรกิจ ลองดูจากตัวเลขผลประกอบการของ บริษัท ไทยฮะจิบัง จำกัด ย้อนหลัง 3 ปีล่าสุด

2566 รายได้ 2,724 ล้านบาท กำไรสุทธิ 458 ล้านบาท
2567 รายได้ 3,060 ล้านบาท กำไรสุทธิ 543 ล้านบาท
2568 รายได้ 3,031 ล้านบาท กำไรสุทธิ 484 ล้านบาท

จะเห็นได้ว่า ฮะจิบังมียอดขายและกำไรที่ค่อนข้างนิ่ง โดยสามารถรักษารายได้เหนือหลัก 3,000 ล้านบาท เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว

ตัวเลขที่นิ่งขนาดนี้ในธุรกิจร้านอาหารที่มีการแข่งขันสูง ถือเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย

และเป็นตัวเลขที่ช่วยยืนยันได้ดีว่าฮะจิบังเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากในตลาดไทย

ในวันที่ร้านราเมนแบรนด์ใหม่ๆ ต้องแข่งกันสร้างกระแส ขายเรื่องราว หรืองัดกลยุทธ์ทำอะไรให้หวือหวา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้าร้าน

แต่ “ฮะจิบัง” กลับอยู่รอดมาได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยความเป็น “เซฟโซน” ที่คนไว้วางใจได้ท่ามกลางตัวเลือกอื่นที่มีอยู่มากมาย
.
ที่มา : Marketeer Online
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่