คำสอนที่เรามักจะได้รับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าสู่โลกการทำงานคือ "ตั้งใจทำงานนะลูก ขยันๆ แล้วผลงานจะพูดแทนเราเอง" เราก็เชื่อแบบนั้น ก้มหน้าก้มตาแบกงานหนัก อยู่ดึกตื่นเช้า พัฒนาสกิลตัวเองตลอดเวลา หวังว่าวันหนึ่งหัวหน้าจะเห็นความดีความชอบแล้วปรับตำแหน่งหรือเพิ่มเงินเดือนให้
แต่ความเป็นจริงที่หลายคนเจอจนจุกคือ ในวันที่มีการปรับตำแหน่ง คนที่ได้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้บริหารกลับไม่ใช่คนที่แบกโปรเจกต์จนตาคล้ำ แต่กลับเป็นคนที่ "พูดเก่ง เข้าหาผู้ใหญ่เป็น และรู้ว่าต้องเสิร์ฟอะไรให้ถูกใจ"
ความจริงของระบบ
หลายองค์กรชอบโฆษณาว่าเราอยู่กันด้วยระบบผลงาน ใครทำมากได้มาก
- ผลงานเป็นแค่ตั๋วผ่านทางขั้นต่ำครับ แต่สิ่งที่จะทำให้คุณเติบโตแบบก้าวกระโดดในระบบโครงสร้างแบบเก่า มักจะเป็นเรื่องของ "
ความสัมพันธ์" คนที่เก่งงานแต่บริหารความสัมพันธ์ไม่เป็น มักจะถูกมองว่าเป็นแค่เครื่องจักรผลิตงานที่ดี แต่ไม่ใช่คนที่จะดึงเข้าพวกพ้อง
เมื่อ "สุขภาพจิตพัง" เงินเดือนเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม
ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดโดยตรง เพราะเมื่อคนทำงานเกิดภาวะอึดอัดใจและหมดไฟ (Burnout) จากความอยุติธรรม สิ่งที่ตามมาคือพฤติกรรมการจ่ายเงินเพื่อบำบัดความเครียด เช่น ช้อปปิ้งประชดชีวิต จ่ายค่าบุฟเฟต์หรูๆ เพื่อชดเชยความรู้สึกแย่ หรือร้ายแรงที่สุดคือต้องเสียเงินไปกับการรักษาโรคซึมเศร้าหรือกรดไหลย้อน
- การทนอยู่ในที่ทำงานที่ลดทอนคุณค่าในตัวเรา เพียงเพื่อรอเงินเดือนปลายเดือน คือการเอา "ต้นทุนชีวิต" ที่แพงที่สุดไปแลกกับสิ่งที่ไม่คุ้มค่า
การเมืองในที่ทำงานเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกที่ตราบใดที่มีมนุษย์รวมตัวกันครับ เราอาจจะหนีมันไม่ได้ 100% แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่ยอมให้มันมาทำลายคุณค่าและวินัยการเงินของเรา วันหนึ่งที่คุณฝึกตัวเองจนเก่งจริง และมีฐานรายได้สำรองที่มั่นคง ออฟฟิศจะกลายเป็นแค่ "ทางผ่าน" ในการเก็บประสบการณ์ ไม่ใช่ "คุก" ที่ขังชีวิตและความฝันของคุณอีกต่อไปครับ
ทำงานแทบตาย แต่คนได้โปรโมตคือคน "ประจบเก่ง"... ระบบออฟฟิศไทยทำลายคนทำงานจริงแค่ไหน?
แต่ความเป็นจริงที่หลายคนเจอจนจุกคือ ในวันที่มีการปรับตำแหน่ง คนที่ได้ขึ้นไปนั่งเก้าอี้บริหารกลับไม่ใช่คนที่แบกโปรเจกต์จนตาคล้ำ แต่กลับเป็นคนที่ "พูดเก่ง เข้าหาผู้ใหญ่เป็น และรู้ว่าต้องเสิร์ฟอะไรให้ถูกใจ"
ความจริงของระบบ
หลายองค์กรชอบโฆษณาว่าเราอยู่กันด้วยระบบผลงาน ใครทำมากได้มาก
- ผลงานเป็นแค่ตั๋วผ่านทางขั้นต่ำครับ แต่สิ่งที่จะทำให้คุณเติบโตแบบก้าวกระโดดในระบบโครงสร้างแบบเก่า มักจะเป็นเรื่องของ "ความสัมพันธ์" คนที่เก่งงานแต่บริหารความสัมพันธ์ไม่เป็น มักจะถูกมองว่าเป็นแค่เครื่องจักรผลิตงานที่ดี แต่ไม่ใช่คนที่จะดึงเข้าพวกพ้อง
เมื่อ "สุขภาพจิตพัง" เงินเดือนเท่าไหร่ก็ไม่คุ้ม
ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดโดยตรง เพราะเมื่อคนทำงานเกิดภาวะอึดอัดใจและหมดไฟ (Burnout) จากความอยุติธรรม สิ่งที่ตามมาคือพฤติกรรมการจ่ายเงินเพื่อบำบัดความเครียด เช่น ช้อปปิ้งประชดชีวิต จ่ายค่าบุฟเฟต์หรูๆ เพื่อชดเชยความรู้สึกแย่ หรือร้ายแรงที่สุดคือต้องเสียเงินไปกับการรักษาโรคซึมเศร้าหรือกรดไหลย้อน
- การทนอยู่ในที่ทำงานที่ลดทอนคุณค่าในตัวเรา เพียงเพื่อรอเงินเดือนปลายเดือน คือการเอา "ต้นทุนชีวิต" ที่แพงที่สุดไปแลกกับสิ่งที่ไม่คุ้มค่า
การเมืองในที่ทำงานเป็นสิ่งที่มีอยู่ทุกที่ตราบใดที่มีมนุษย์รวมตัวกันครับ เราอาจจะหนีมันไม่ได้ 100% แต่เราเลือกได้ว่าจะไม่ยอมให้มันมาทำลายคุณค่าและวินัยการเงินของเรา วันหนึ่งที่คุณฝึกตัวเองจนเก่งจริง และมีฐานรายได้สำรองที่มั่นคง ออฟฟิศจะกลายเป็นแค่ "ทางผ่าน" ในการเก็บประสบการณ์ ไม่ใช่ "คุก" ที่ขังชีวิตและความฝันของคุณอีกต่อไปครับ